สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

ของเล่น 11 ประเภทที่ดีเหมาะสำหรับเด็ก 1ขวบขึ้นไป การซื้อของเล่นให้ลูกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะของเล่นถ้าเลือกซื้อให้สมกับวัยของลูก จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกให้เป็นระบบ และยังช่วยในเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อนิ้วมือ การฝึกใช้สายตา และ การใช้สติปัญญา มาดูกันค่ะ ว่าของเล่นแบบไหนเหมาะสำหรับลูกน้อยวัย 1 ขวบขึ้นไปบ้าง ของเล่น 11 ประเภทที่ดีเหมาะสำหรับเด็ก 1ขวบขึ้นไป 1.ของเล่นที่เป็นรูปทรง: ของเล่นที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ เป็นของเล่นพื้นฐานที่ลูกควรได้เล่น เพราะไม่ว่าสิ่งของอะไรที่อยู่รอบตัว มักมาจากรูปทรงต่าง ๆ ทั้งนั้น 2.ของเล่นซ้อน จากเล็กไปหาใหญ่ จากใหญ่มาหาเล็ก: ของเล่นชนิดนี้เหมาะสมกับการใช้สติปัญญาที่สุดค่ะ เพราะสามารถนำมาเล่นได้หลากหลาย 3.รถผลักเดิน: บอกได้เลยว่าเด็กรุ่นนี้ทุกคน ชอบที่จะจับสิ่งของที่อยู่ระดับอก ผลัก เพื่อเดินไปข้างหน้า ถ้าในบ้านมีตะกร้าผ้า เกาอี้ รับรองเด็ก 1 ขวบขึ้นไปจับมากผลักเดินหมดค่ะ 4.ของเล่นที่เคาะ หรือตี แล้วมีเสียง: เช่น กลอง ไซโลโฟน(ระนาดฝรั่ง) หม้อ ถัง กะละมัง อย่าปล่อยให้สิ่งของพวกนี้ว่างค่ะ นำมาวางให้ลูกลองตีเล่นดูค่ะ ลูกจะชอบมาก ๆ เลย 5.ของเล่นในอ่างอาบน้ำ: แค่อาบน้ำก็ทำให้พัฒนาการต่าง...

6 วิธีทดสอบพัฒนาการลูก0-24เดือน ว่าตรงตามวัยหรือไม่? ทารกแรกเกิด อาจจะทำอะไรได้ไม่มากนักในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านไปสัก 1-2 เดือนจะเริ่มมีพัฒนาการบางอย่าง ที่คุณแม่สามารถสังเกตได้ หรือคุณแม่ลองเช็คพัฒนาการของลูกได้ ว่าตรงไปตามวัยหรือไม่? ดังนี้ค่ะ 6 วิธีทดสอบพัฒนาการลูกวัย 0-24 เดือน ว่าตรงตามวัยหรือไม่? 1. การจ้องมองภาพ สำหรับ เด็ก 4-12 เดือน: คุณแม่สามารถนำภาพที่เป็นสีดำ แดงภาพอะไรก็ได้มาจับให้ลูกดู เลื่อนไปทางซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ขึ้นบนหรือลงล่าง ถ้าลูกมองตามแสดงว่าพัฒนาการสมวัยค่ะ 2. โมบายสี สำหรับเด็ก 2-4 เดือน: อาจจะแขวนโมบายสีต่าง ๆ ที่สดใส หรือมีเสียงไว้ตรงบริเวณเปลของลูก หรือ หน้ารถเข็นลูกก็ได้ค่ะ ลูกจะได้ฝึกการใช้สายตาและการได้ยิน นอกจากเรื่องการใช้สายตาและการได้ยินแล้ว เด็กบางคนจะใช้มือเอื้อมหยิบอีกด้วยค่ะ เป็นการได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมือ นอกจากนี้เด็กบางคนก็จะส่งเสียงอีกด้วยนะคะ ถือว่าเป็นสิ่งของเพื่อพัฒนาการสำหรับเด็กเล็กจริง ๆ ค่ะ 3. ทดสอบความต้องการของลูก 6-12 เดือน: วางสิ่งของ 2...

เช็คด่วน!พัฒนาการลูก 1 ปีแรกเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่? พัฒนาการของลูกใน 1 ปีแรก เป็นอย่างไรบ้าง? เป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่? สิ่งที่คุณหมอต้องเช็คและต้องการรู้จากคุณแม่มีอะไรบ้าง เช็คด่วน ๆ ทางนี้เลย พัฒนาการลูก 1 ปีแรกเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่? 1.ทารกสามารถยืน เดิน ดึงตัวเองขึ้นยืนได้หรือไม่ ถ้าเดินได้แล้วถือว่าอยู่ตามเกณฑ์ค่ะ 2.ทานข้าวแข็งได้หรือยัง เช่น ข้าวผัด ข้าวกับปลาทอด 3.ฟันลูกขึ้นกี่ซี่แล้ว ขึ้นครบ 8 ซี่หรือไม่ หรือยังไม่ขึ้นเลย 4.ลูกสามารถใช้แขน และ มือทั้ง 2 ข้างได้อย่างคล่องแคล่วหรือไม่ 5.ลูกสามารถมองวัตถุที่เคลื่อนที่ได้ และรู้ความหมายหรือไม่ 6.ลูกสามารถพูดคำใดได้บ้างนอกจากคำว่าแม่ และพูด เป็นคำ 2 คำขึ้นไปได้แล้วหรือไม่ 7.เช็คส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก วัดรอบศีรษะว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ 8.ตรวจสอบหัวใจ ปอด อวัยวะเพศ การตอบสนอง ตา หู ตรวจสอบกระหม่อม 9.ตรวจสอบเลือด ตรวจสอบภาวะโลหิตจาง 10.ตรวจสอบการฉีดวัคซีน ฉีดวัคซีนพื้นฐานครบหรือไม่ 11.แนะนำการกินนมให้กินมากสุดไม่เกิน 24 ออนซ์ ถ้าเด็กบางคนกินนมไม่ได้แนะนำให้กินชีส หรือ...

รู้ไหม? ลูกจะพูดได้ไวขึ้นเมื่อได้ฟังเสียงเด็กคนอื่นๆ หลังจากที่ลูกมีอายุ 6 เดือนไปแล้ว ลูกอาจจะไม่อยากฟังแต่เสียงพูดของคุณแม่เพียงอย่างเดียว แต่ลูกจะชอบฟังเสียงต่าง ๆ รอบข้าง โดยเฉพาะเสียงเด็กทารกด้วยกัน ผลการวิจัยชี้ลูกจะพูดได้ไวขึ้นเมื่อได้ฟังเสียงเด็กคนอื่น เรามีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย McGill พบว่า เด็ก ๆ จะสามารถสื่อสารได้เร็วและเข้าใจการสื่อสารได้ดีไม่จำเป็นต้องอยู่แต่กับคุณเท่านั้น เสียงของทารกด้วยกัน หรือของเด็กคนอื่นจะเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กได้เร็วเช่นกัน เด็ก ๆ จะชอบฟังเสียงเด็กทารก และเสียงของผู้หญิงมากถึง 40% คุณแม่สังเกตได้จากลูกจะขยับปากพูดตามหรือยิ้มตามเมื่อมีเด็ก ๆ มาเล่นหรือพูดด้วยใกล้ ๆ ลูกค่ะ จากผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การพูดคุยกับเด็กทารกนับเป็นการสื่อสารที่สำคัญ คุณแม่ไม่ใช่แค่พูดอะไรกับเด็กทารกก็ได้ แต่สำคัญอยู่ตรงวิธีการพูด การใช้สำเนียง และการตอบสนองของเด็ก ในตอนแรก ๆ เด็กจะฟังและพยายามเปล่งเสียงเลียนแบบ เมื่อได้ฝึกบ่อยๆเด็กจะสามารถฟังและเลียนแบบประโยคที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว  นี่เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่ต้องพูดกับลูกอยู่แล้ว แต่ถ้าบ้านไหนมีเด็กเล็ก ๆ เหมือนกัน หรือ มีพี่เป็นเด็กน้อยเหมือน ๆ กัน จะทำให้เด็กพูดได้เร็ว และพัฒนาการด้านต่าง ๆ จะเร็วมากขึ้น  เพราะเด็กจะดึงดูดซึ่งกันและกันได้ดี ตัวอย่างเช่นบ้านไหนที่คุณแม่มีลูก...

ลูกพร้อมกินอาหารหยาบได้เมื่อไหร่? โดยปกติแล้วลูกจะเริ่มกินอาหารหยาบหรือข้าวบดหยาบได้ตั้งแต่อายุ 11 เดือน แต่เด็กบางคนเมื่อเริ่มให้กินกลับคายทิ้งไม่ยอมเคี้ยวไม่ยอมกลืนข้าว ต้องบดให้เละจึงจะยอมกิน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มหัดให้ลูกกินแบบข้าวบดหยาบก่อน เมื่อลูกเริ่มเคี้ยวเป็น จึงค่อยเปลี่ยนมาให้ลูกกินอาหารแบบหยาบค่ะ เด็กในช่วงวัย 6-9 เดือนจะเริ่มมีพัฒนาการกล้ามเนื้อช่องปาก สามารถเคลื่อนไหวช่องปากและขากรรไกรได้บ้างแล้ว ดังนั้นเด็กในช่วงนี้สามารถให้กินอาหารนิ่ม ๆ ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารเหลวทุกมื้อ เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้ลูกได้ใช้กล้ามเนื้อในส่วนนี้ก่อนจะเริ่มอาหารบดหยาบ นั่นเองค่ะ วิธีการเริ่มให้ลูกกินอาหารหยาบ อาจเริ่มจากการให้ลูกใช้นิ้วมือหยิบของกินเอง ในช่วงวัยนี้เด็กจะเริ่มใช้นิ้วมือ ถือช้อน และกินน้ำจากแก้วเองได้ การเริ่มฝึกให้ลูกกินอาหารหยาบคณพ่อคุณแม่ควรทำอาหารแบบเดิมแต่ทำให้ข้นขึ้น ไม่ต้องเหลวมากเริ่มจากปริมาณน้อย ๆ ไปก่อน หรือกินแบบผสมกัน บดหยาบครึ่งหนึ่งและบดเหลวอีกครึ่งหนึ่ง หลังจากที่ลูกกินอาหารเหลวผสมหยาบได้สักระยะหนึ่ง ให้คุณพ่อคุณแม่ดูพัฒนาการเรื่องการเคี้ยวของลูกถ้าลูกทำได้ดีขึ้นให้เริ่มอาหารหยาบ โดยหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ และเน้นนิ่ม ๆ ไปก่อน จนกว่าลูกจะกินอาหารหยาบได้เป็นปกติ และในช่วงระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกนั่งกินข้าวเป็นที่ กินอาหารให้ตรงเวลา โดยการหาเก้าอี้นั่งกินข้าวสำหรับเด็กให้ลูกนั่งกินพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะไม่ยอม อาจต้องใช้ของเล่นหลอกล่อไปก่อน เมื่อลูกเริ่มทำไปสักระยะ ลูกจะชินว่าต้องนั่งกินอาหารตรงนี้ และควรเริ่มให้ลูกจับช้อนเพื่อหัดกินข้าวเอง ในช่วงแรกอาจให้ลูกเริ่มจากการใช้มื้อหยิบของเข้าปากไปก่อน และจึงหัดจับกินด้วยช้อน การกำหนดเวลากินข้าวของลูกก็เป็นเรื่องสำคัญ ในหนึ่งมื้ออาหารลูกควรทานอาหารให้เสร็จภายใน 30-35...

9 สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจเมื่อลูกทำได้! เรื่องง่าย ๆ สำหรับคนเป็นพ่อแม่ที่จะมีความสุขจากการเลี้ยงลูก ก็คือ การที่ได้เห็นลูกน้อยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แค่เพียงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลูกเริ่มจะทำได้ เท่านี้ก็ทำให้คนเป็นพ่อแม่มีความสุขและภาคภูมิใจได้มากแล้ว ซึ่งบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ได้คาดหวังมาก่อนว่าลูกจะทำได้จริงไหมคะ.. 9 สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจเมื่อลูกทำได้ 1.พูดคำที่มีความหมายได้เป็นครั้งแรก: คงไม่มีพ่อแม่คนไหนปฏิเสธแน่นอนว่าลูกพูดได้เร็วจะทำให้ดีใจ ยิ่งลูกพูดได้เร็วยิ่งดีใจใช่ไหมคะ เพราะแสดงว่าพัฒนาการของลูกไปได้ในระดับดีมากนั่นเองค่ะ 2.บอกความรู้สึกตัวเองได้เวลาเจ็บป่วย: มันคงเป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะคะ ที่ลูกจะบอกเราได้ว่ารู้สึกอย่างไร เจ็บปวดตรงไหน ไม่อาเจียนเลอะเทอะ เหมือนตอนเป็นเด็กน้อย ซึ่งบ่งบอกถึงพัฒนาการด้านความรู้สึกเป็นไปอย่างดีนั้นเองค่ะ 3.สามารถฟังและรับรู้เสียงเพลงได้ และเริ่มอยากร้องเพลงหรือเล่นดนตรี: เด็กที่ชอบเสียงเพลงและชอบเล่นดนตรี จะเป็นเด็กที่มีจิตใจอ่อนโยน มีความรู้สึกรื่นรมย์ในชีวิต พ่อแม่ก็จะมีความสุขไปด้วยค่ะ 4.รู้จักกล่าวคำขอบคุณ และขอโทษ ที่ออกมาจากใจจริง ไม่ใช่จากการสั่งของพ่อแม่ หรือการบังคับขู่เข็น: สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเด็กรู้จักคิด ผิด ชอบ ชั่วดีได้ด้วยตัวเองนั่นเองค่ะ 5.ทานอาหารเองได้: รู้จักทานอาหารจากจาน หรือ ดื่มน้ำจากแก้วได้เอง โดยไม่หกเลอะเทอะ ตามวัยที่เหมาะสม 6.สามารถเล่นกับเพื่อน ๆ ในกลุ่มได้โดยไม่มีการร้องไห้หรือเอาแต่ใจ: ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกรู้จักการใช้ชีวิต และสามารถปรับตัวร่วมกับผู้อื่นได้ดี 7.เป็นเด็กกินง่าย ไม่เลือกกิน: เพราะสิ่งนี้จะทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็นกับร่างกายได้อย่างเต็มที่ สุขภาพก็จะแข็งแรง เรื่องนี้พ่อแม่ทุกคนคงจะภูมิใจมากค่ะ 8.รู้จักทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สมวัย: เช่น ว่ายน้ำ...

รู้จักร่างกายทารกหลังคลอด สำหรับคุณแม่มือใหม่ ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ 9 เดือน คุณพ่อคุณแม่คงนึกสงสัยว่า ร่างกายทารกหลังคลอดออกมาแล้ว จะมีลักษณะอย่างไร  และลักษณะแบบไหนถือว่าเป็นปกติสำหรับทารกแรกเกิด ซึ่งคุณแม่มือใหม่สามารถเรียนรู้ได้ดังนี้ค่ะ รู้จักร่างกายทารกหลังคลอด สำหรับคุณแม่มือใหม่ ศีรษะ: กะโหลกศีรษะของเด็กแรกเกิด จะเป็นกระดูกอ่อนและเมื่อคลอดออกมาทางช่องคลอดจะเห็นลักษณะเป็นสันยาว และจะมีลักษณะกลมเป็นปกติเมื่อผ่านไปแล้วประมาณ 48 ชั่วโมงค่ะ ลำตัว: ลำตัวของเด็กทารกหลังคลอดจะมีลักษณะเล็กกว่าศีรษะ และบริเวณท้องจะมีลักษณะใหญ่และกลมความยาวช่วงลำตัวของเด็กทารกแรกเกิดจะอยู่ที่ประมาณ 46-55 เซนติเมตร และทารกเพศชายจะมีความยาวของลำตัวมากกว่าทารกเพศหญิงประมาณ 1.3 เซนติเมตร ดวงตา: ดวงตาของทารกแรกเกิดจะมีลักษณะโปนเล็กน้อยอันเนื่องมาจากการหดตัวของหนังตาระหว่างคลอด ในช่วงแรกลูกอาจจะยังมองเห็นไม่ชัดมาก เห็นเป็นแค่แสงขาว ๆ และเลือนลาง หน้าของเด็กทารกบางคนจะดูบวม ๆ และบิดเบี้ยวเนื่องจากการคลอดแต่ไม่นานลักษณะของหน้าจะเข้ารูปมากขึ้นจนเป็นปกติค่ะ มือ: มือของเด็กทารกจะกำไว้แบบอัตโนมัติ ถ้านำนิ้วใส่เข้าไปลูกจะกำมือของคุณไว้ทันที หู: ในช่วง 1 เดือนแรกหูของลูกยังทำงานได้ไม่เต็มที่อาจจะฟังสิ่งรอบข้างได้ไม่ชัดเจนแต่เมื่อผ่านไปสักพักลูกจะฟังเสียงต่าง ๆ ได้ชัดเจนและเริ่มหันตามเสียงที่น่าสนใจค่ะ เท้า: เท้าของลูกจะมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง ถ้าลองจับลูกยืน ลูกจะก้าวขาไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ หรือถ้าลองใช้นิ้วแตะเท้าลูกเบา ๆ เท้าจะหดเกร็งขึ้นทันทีค่ะ สะดือ: สะดือของลูกหลังคลอดจะถูกยึดด้วยตัวหนีบ และคุณหมอจะเอาตัวหนีบออกให้ภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากนั้นสะดือของลูกจะเริ่มแห้งและหลุดออกตามธรรมชาติภายใน 2 สัปดาห์ แต่ถ้าสังเกตว่าสะดือของลูกมีกลิ่น หรือมีเลือดออกให้รีบพบแพทย์ทันทีค่ะ ตำหนิ หรือ ปานตามตัวลูก: เด็กแรกเกิดทุกคนมักจะมีปานเขียว หรือ...

ทารกหลังคลอด ปรับตัวอย่างไรบ้าง? ทารกหลังคลอด เมื่อคลอดออกมาแล้ว จำเป็นต้องปรับตัวหลายอย่าง เพื่อให้สามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกท้องของคุณแม่ให้ได้ เหมือนกับว่าคลอดออกมาแล้วก็ต้องหาวิธีปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ตามสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคนนั่นเอง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการของทารกแรกเกิดที่สำคัญมากอีกด้วยค่ะ การปรับตัวของ ทารกหลังคลอด มีดังนี้ 1.การหายใจ ทารกหลังคลอด จะเริ่มหายใจเองได้ทันที เมื่อดูแล้วไม่มีภาวะผิดปกติ ทารกจะร้อง และเริ่มหายใจเองได้ ทารกบางคนอาจจะมีอัตราการหายใจช้าหรือเร็วแตกต่างไม่เหมือนกัน แต่ถ้าดูแล้วหายใจติดขัด หรือไม่ค่อยร้อง อาจเกิดจากการที่เด็กสำลักขี้เทาหรือมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที 2.ดวงตา ทารกแรกคลอดโดยปกติแล้วทารกจะลืมตาหลับตาได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง แต่เมื่อออกมาอยู่ในสภาพแวดล้อมด้านนอก ทารกอาจจะยังไม่ลืมตาทันที จะกระพริบตา และหรี่ตาเมื่อเจอแสง เด็กบางคนอาจลืมตาได้เลยภายใน 1 ชั่วโมง แต่เด็กบางคนอาจใช้เวลาเป็นวันกว่าจะลืมตาได้ ช่วงแรก ๆ ควรหรี่ไฟในห้องพักให้แสงอ่อน ๆ ก่อนจนกว่าทารกจะชินกับแสงภายนอกค่ะ 3.การได้ยิน ปกติแล้วทารกจะได้ยินเสียงจากภายนอกตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่ แต่เมื่อออกมาจะได้ยินเสียงดังชัดเจนขึ้น จนบางทีอาจทำให้ทารกมีอาการผวา หรือรู้สึกหวาดกลัว แต่เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ เมื่อนานวันเข้า เด็กทารกจะจำเสียงพ่อแม่ที่พูดคุยกันได้และจะเริ่มจำเสียงที่คุ้นเคยได้ การเปิดเพลงให้ลูกฟังเพื่อขับกล่อมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เด็กทารกผ่อนคลายอาการตื่นกลัวได้ค่ะ 4.อาหาร ปกติตอนอยู่ในครรภ์ทารกจะได้รับสารอาหารจากแม่ผ่านทางสายสะดือไปสู่ตัวลูก แต่เมื่อคลอดออกมาแล้วทารกสามารถรับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ได้โดยตรง สิ่งที่ทารกต้องการที่สุดคือ นมแม่ ดังนั้นหลังคลอดคุณแม่ควรเลือกทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์เพื่อช่วยให้น้ำนมไหลดีขึ้น เด็กทารกจะหิวทุก ๆ 3 ชั่วโมง ดังนั้นคุณแม่ก็ควรได้รับสารอาหารที่ดีและเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยเช่นกันค่ะ       ...

8 สัญญาณที่บอกว่าลูกคุณโตเป็นสาวแล้ว! ลูกสาวของคุณโตแค่ไหนแล้วนะ? คุณแม่ได้ลองสังเกตกันบ้างหรือเปล่าคะ ว่าเด็กผู้หญิงจะดูโตกว่าเด็กผู้ชายและจะมีพัฒนาการด้านต่างๆเร็วกว่าเด็กผู้ชายในช่วงวัยเดียวกัน มาดูกันค่ะ ว่าเจ้าหญิงน้อยของเราจะเข้าสู่ช่วงเด็กสาวแล้วหรือยัง ดังนี้ 8 สัญญาณที่บอกว่าลูกคุณโตเป็นสาวแล้ว ชอบควบคุม หรือ ออกคำสั่ง ถ้าเธอกำลังเข้าสู่ช่วงเด็กสาวจากที่เป็นคุณแม่ คุณจะกลายเป็นเพื่อนของเธอ ชอบถ่ายรูป รู้จักอัพสถานะตลอดเวลา สนใจในการเข้ารวมกลุ่ม หรือ ชมรม ต่างๆ เช่น กลุ่มกระโปรงสั้น กลุ่มแฟชั่น เป็นต้น รู้จักรักษาสิทธิ์ และป้องกันตัวจากภัยคุกคามต่างๆ เช่น เห็นด้วยกับการรณรงค์กับเรื่องอะไรซักอย่างที่เป็นไปอย่างถูกต้อง รู้จักมีความลับ ผู้หญิงมักจะมีความลับตลอดเวลา และลูกจะเก็บความลับนั้นไว้ไม่ยอมบอกคุณ แต่จะบอกกับเพื่อนสนิทของลูกเท่านั้น เธอ ชอบพูดคำว่า หนูล้อเล่น ถ้าลูกชอบพูดคำหยาบคายหรือไม่ดีบ่อยๆ และจบด้วยคำว่าหนูล้อเล่น แสดงว่าลูกเริ่มจะเป็นเด็กนินัยไม่ค่อยดีและเริ่มจะเป็นสาวมากขึ้นแล้วค่ะ เธอแสดงออกว่าก้าวร้าวทางร่างกาย เช่น แกล้งเพื่อนแรงๆด้วยการขัดขา หรือ ผลักให้ล้ม เพื่อแก้แค้นเล็กๆน้อยๆแสดงถึงความคิดของเธอที่เริ่มโตขึ้นนั้นเองค่ะ เริ่มชอบอะไรตามสมัยนิยม ตอนนี้ถ้าอะไรที่คนนิยมกันมากๆลูกก็จะเริ่มมองหาและอยากมีตามบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเล่นอย่างแน่นอน...

รู้มั๊ย!เด็กแรกเกิด-3 ปี เรียนรู้ภาษาพูด ได้ดีที่สุด เรียนรู้ภาษาพูด เด็กแรกเกิด-3 ปี เป็นช่วงที่พัฒนาการเรื่องภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะสอนภาษาอะไรเด็ก ๆ จะจดจำได้หมด ดังนั้นพ่อแม่อย่างเราควรรู้จักพูดคุยกับลูกให้ชัดเจน ถูกต้องเหมาะสมกับวัยของลูก มาดูเคล็ดลับการคุยกับลูกให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพกันค่ะ 8 เคล็ดลับฝึกเด็กแรกเกิด-3 ปี เรียนรู้ภาษาพูด ให้ได้ผล 1.สบตาเมื่อพูดคุย: คุณควรนั่งให้อยู่ในระดับสายตาของลูก เวลาพูดควรทำปากและแสดงสีหน้าให้ชัดเจน ลูกจะเลียนแบบและออกเสียงตามได้ง่ายขึ้นค่ะ 2.สื่อสาร 2 ทาง: เมื่อเริ่มพูดกับลูก ต้องพยายามกระตุ้นให้ลูกพูดเลียนแบบเสียงของเราด้วย อย่าให้ลูกเป็นผู้ฟังอย่างเดียว อาจจะแสดงท่าทางประกอบไปด้วยก็ดีค่ะ 3.โต้ตอบกลับเสมอ: เมื่อลูกเริ่มจะพูดเป็นคำออกมา คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มโต้ตอบกลับไปด้วย อาจจะเป็นศัพท์เป็นคำ ๆ ไปค่ะ แต่ต้องชัดเจน เพราะลูกจะจำคำแรกได้อย่างขึ้นใจเลยค่ะ 4.คุยกับลูกบ่อย ๆ: การพูดกับลูกบ่อย ๆ จะทำให้พัฒนาการทางด้านการพูดของลูกไปได้เร็วและจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี คุณสามารถพูดกับลูกได้ทั้งวันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ชวนลูกคุยไปเถอะค่ะ ลูกจะชอบเมื่อได้คุยกับคุณด้วยนะคะ 5.ใช้ภาษาพูดปกติ: อย่าใช้ภาษาวิบัติ หรือ คำแปลก ๆ ตามสมัยนิยมเพื่อหลีกเลี่ยงการจดจำภาษาที่ไม่ถูกต้องค่ะ 6.พูดช้า ๆ ชัด ๆ: ถ้าลูกยังเล็กยังไม่ถึง 1 ขวบ...