สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

การเล่นกับลูก ช่วยเสริมพัฒนาการลูกหลายด้าน รู้หรือไม่คะ? ว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถ เล่นกับลูก ได้ตั้งแต่แรกคลอด คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นสิ่งต่าง ๆ กับลูกได้โดยให้เหมาะสมกับวัยของลูก พัฒนาการของลูกจะไปได้เร็วมากเพียงแค่ได้เล่นวันละ 1-2 ชั่วโมง การเล่นกับลูก จะช่วยเสริมพัฒนาการลูกด้านใดบ้าง? มาดูกันค่ะ การเล่นกับลูกช่วยเสริมพัฒนาการลูก ดังนี้ 1.ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายขณะเล่น การที่ลูกเคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ จะทำให้ลูกสามารถควบคุมศีรษะและร่างกายได้ดี  ลูกจะยืนและเดินได้ไวมากขึ้น 2.ได้ใช้ภาษา ในการสื่อสาร ลูกจะเรียนรู้ไวและฟังรู้ภาษาและสามารถสื่อสารในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ดีขึ้น 3.ได้ฝึกการใช้มือ ลูกจะได้ใช้กล้ามเนื้อมือ สามารถควบคุมมือและนิ้วได้อย่างคล่องแคล่ว 4.การคิด พัฒนาการด้านสมองของลูกจะได้ใช้อย่างเต็มที่ ระบบประสาทสัมผัสของลูกจะได้ใช้อย่างเป็นกระบวนการ 5.ลูกจะรู้จักการเข้าสังคม รู้จักการปฏิสัมพันธ์กับคนคนรอบข้างได้ดี คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นกับลูกน้อยได้ง่าย ๆ ด้วยของเล่นที่มีอยู่แล้วในบ้าน เช่น 1.กระจก การเล่นกับกระจกจะทำให้เด็กรู้จักกระตุ้นการสื่อสารกับคนรอบข้าง เด็ก ๆ จะชอบเห็นหน้าตัวเองในกระจก และจะดีมากถ้าได้เห็นหน้าพ่อแม่ในกระจกด้วย 2.กรุ๊งกริ๊ง ช่วยกระตุ้นเรื่องการฟัง และ มุ่งจุดสนใจให้ลูก ช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูกเรื่องเหตุและผลให้ 3.โมบาย ช่วยกระตุ้นเรื่องพัฒนาการเรื่องการมองเห็น ควรติดไว้ให้ลูกดูห่างจากตัวลูกประมาณ 1 ฟุต 4.ของเล่นนุ่มนิ่มไว้จับ ช่วยในเรื่องพัฒนาการของลูกด้าน การสัมผัส การจับยึด การเรียงสิ่งของ 5.เปิดเพลงให้ลูกฟัง จะช่วยในเรื่องพัฒนาการเรื่องการพูดและการฟัง ยิ่งได้ร้องหรือฟังพร้อมพ่อแม่ยิ่งเป็นการกระตุ้นพัฒนาการที่ดี 6.อ่านหนังสือให้ลูกฟัง พัฒนาการเรื่องการฟัง และการจำ เด็ก ๆ จะจำคำศัพท์ต่าง ๆ ได้เร็วและมากขึ้น เมื่อเล่นกับลูกคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจอย่างจดจ่อ คอยสังเกตพฤติกรรมลูกในการแสดงออกต่าง ๆ การเล่นกับลูก ไม่ใช่เพียงแต่จะทำให้ลูกได้สนุกเพลิดเพลินแต่จะทำให้เราคอยจับสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดกับลูกได้ดีอีกด้วย ยิ่งสังเกตเร็วยิ่งดีค่ะ ...

ทารกแรกเกิด สามารถรับรู้สิ่งใด..ได้บ้าง?   เชื่อหรือไม่ว่าเด็กทารกแรกเกิดนั้นสามารถรับรู้สิ่งรอบตัวได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่คลอดออกมาสู่โลกภายนอก ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูก สามารถใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แรกคลอด นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเลยใช่ไหมคะ? เรามาดูความสามารถและพัฒนาการของทารกแรกเกิดกันค่ะ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ทารกแรกเกิดสามารถรับรู้ได้ 1. ด้านสายตา ทารกสามารถมองเห็นได้แต่ยังไม่ชัดค่ะ เพราะระบบการทำงานของตาทั้งสองข้างยังทำงานไม่สัมพันธ์กัน ระยะการมองที่ชัดเจนที่สุดคือ 8-10 นิ้ว คุณแม่ต้องระวังไม่ควรให้ทารกมองแสงที่จ้าตาเกินไป 2. การได้ยิน ระบบประสาทในส่วนของการได้ยินของทารกนั้นเริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ช่วงไตรมาสสุดท้ายแล้ว คุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะเริ่มพูดคุยกับลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทารกแรกเกิดสามารถได้ยินเสียงแล้วเพียงแต่ว่าอาจจะยังแยกแยะเป็นคำไม่ได้ แต่เมื่อผ่านไปสัก 2-3 วัน ทารกก็จะสามารถจำเสียงได้อย่างแม่นยำ เริ่มค่อย ๆ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเป็นเสียงของพ่อและแม่และเสียงไหนเป็นเสียงคนอื่น เสียงที่ทารกชอบในช่วงนี้ก็คือเสียงที่ดังเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของคุณแม่นั่นเอง เพราะเป็นเสียงที่เค้าคุ้นเคยตั้งแต่อยู่ในท้องค่ะ 3. กลิ่น ลูกจะรับรู้กลิ่นของแม่ได้และแยกได้ว่าคนอื่นไม่ใช่แม่ ความสามารถนี้เกิดขึ้นได้ภายใน 2-3 วัน หลังคลอด และจะสามารถแยกกลิ่นน้ำนมแม่ออกจากนมแบบอื่นได้ด้วยค่ะ สิ่งที่สำคัญคือให้ระวังกลิ่นฉุนต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อลูก เพราะลูกยังไม่สามารถหลีกหนีจากกลิ่นไม่พึงประสงค์เหล่านั้นได้ 4. รสสัมผัส การใช้ลิ้น ในช่วงแรกเกิดการใช้ลิ้นของลูกนั้นจะเป็นในเรื่องของการสัมผัสมากกว่าในเชิงรสชาติ แต่หลังจากได้กินนมก็จะสามารถรับรู้ถึงรสชาติของน้ำนมได้แล้ว รสชาติที่ลูกชอบที่สุดคือนมแม่ 5. ผิวสัมผัส ทารกมีความไวต่อสิ่งที่มาสัมผัสทางผิวหนังเป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ลองใช้นิ้วเขี่ยลงบนฝ่ามือของทารกดูสิคะ เค้าจะรีบกำนิ้วมือของคุณทันที หรือลองใช้นิ้วเขี่ยเล่นที่ปากและแก้มของลูก...

ฝึกพัฒนาการลูกด้วยกิจกรรมสมัยเก่า ในช่วงศตวรรษที่ ๒๑ ทุกอย่างถูกพัฒนาและก่อเกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น ของทุกสิ่งที่ถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ เพื่อความสะดวกในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม และเวลาของครอบครัวถูกแบ่งให้หน้าที่การงานไปเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มหาเช้ากินค่ำมักปล่อยให้ลูกคลุกคลีกับสื่ออย่างโทรทัศน์ ส่วนกลุ่มที่มีฐานะปานกลางก็ปล่อยให้เขาเล่นแท็บเล็ต ส่วนมากให้เขาเล่นเกม และเกิดผลออกมามากมาย อาทิ เด็กสมาธิสั้น สายตาสั้น ฯลฯ กลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขภายหลัง เพราะครอบครัวไม่เคยมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทัน   ถ้าคุณได้ย้อนมองตัวเองจากอดีต พบว่าสมัยนั้นการเล่นกับเพื่อนคือความสนุกอย่างมาก ได้ออกกำลัง และมีเสียงเฮฮา ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นเด็กยุคใหม่เริ่มไม่รู้จักแล้ว ฉนั้นเรามาย้อนดูกิจกรรมเก่า ๆ ที่เคยเล่นสมัยก่อน นำมาปรับให้ลูกน้อยได้สัมผัสถึงบ้างดีกว่า.. หม้อข้าวหม้อแกง: เล่นง่าย ๆ อุปกรณ์ก็มีราคาถูก หรือจะซื้อของเล่นชุดแพงที่สมจริงมากขึ้นมาใช้ก็ได้ จากอดีตที่หม้อข้าวหม้อแกงเป็นอาหารพื้นบ้านง่าย ๆ คู่แม่ลูกอาจเปลี่ยนเป็นอาหารหลากหลายสัญชาติ เป็นการสอนให้เขาเรียนรู้เรื่องการเข้าครัว และการซื้อขายไปในเชิง เพราะหม้อข้าวหม้อแกงถ้าเล่นเป็นกลุ่มใหญ่จะต้องมีเรียก “เก็บเงินด้วยค่ะ” เด็ก ๆ จะได้ฝึกบวกลบง่าย ๆ ไว้เลย   หมากเก็บ: เป็นการเล่นที่ฝึกประสาทมือและสายตา ในอดีตจะใช้ก้อนหินขนาดพอดีมือตั้งแต่ 5 ก่อนขึ้นไป...

มาเตรียมพื้นที่สำหรับ ฝึกให้ลูกคลาน กันเถอะ เด็ก ๆ จะเริ่มคลานได้ตอนอายุประมาณ 7-8 เดือน ในช่วงวัยนี้ลูกจะเริ่มคืบคลาน ซึ่งการเริ่มคลานของลูกอาจทำให้ลูกหน้าคะมำหลายรอบ ดังนั้น การเตรียมพื้นที่ให้ลูกฝึกคลานเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะหากสถานที่สำหรับใช้ ฝึกให้ลูกคลาน ไม่ดีพออาจทำให้ลูกได้รับบาดเจ็บจากการหัดคลานจนทำให้ลูกไม่อยากคลานอีก ดังนั้นเรามาเตรียมตัวรับมือการคลานของเจ้าตัวซนกันเถอะค่ะ การเตรียมพื้นที่ให้ลูกหัดคลาน ต้องเน้นเรื่องความสะอาดและปลอดภัย เพราะตัวลูกจะล้มกลิ้งไปบนพื้นทั้งตัว พื้นบ้านส่วนมากจะมีความแข็งอาจทำให้ลูกเจ็บเนื้อตัวได้ ดังนั้นคุณแม่ควรมีตัวช่วยไว้รองรับตัวลูกดังนี้ค่ะ การเตรียมพื้นที่ให้ลูกหัดคลาน 1.เบาะรองคลาน ก่อนนำมาใช้คุณพ่อคุณแม่ควรนำไปทำความสะอาดโดยน้ำยาซักผ้าของเด็กโดยเฉพาะ เพราะเวลาลูกหัดคลาน หน้าและตัวของลูกจะต้องถูไปกับเบาะรองคลานแน่นอนค่ะ เบาะรองคลานควรทำความสะอาด 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ 2.พรมหนานุ่ม การให้ลูกคลานบนพรมเป็นเรื่องดีเพราะลูกจะไม่เจ็บเนื้อตัว โดยเฉพาะหัวเข่า แต่การทำความสะอาดพรมนั้นทำได้ยาก และพรมเป็นสิ่งสะสมฝุ่นง่าย เด็กที่เป็นภูมิแพ้ไม่ควรให้ลูกหัดคลานบนพรม เพราะอาจทำให้อาการกำเริบได้ การให้ลูกหัดคลานบนพรมควรทำความสะอาดบ่อยครั้งขึ้นค่ะ 3.ผ้าห่ม ผ้านวม ถ้าต้องการใช้พวกผ้าห่ม ผ้านวมต้องดึงผ้าให้ตึง เพื่อไม่ให้ขัดขวางการคลานของลูก และควรทำความสะอาดอย่างน้อย สัปดาห์ละครั้ง เพื่อกำจัดไรฝุ่นและป้องกันโรคภูมิแพ้ค่ะ เวลาลูกเริ่มหัดคลานหรือคลานได้แล้ว ควรเก็บสิ่งของต่าง ๆ ในบ้านให้เรียบร้อยเพราะลูกมักจะคลานไปหยิบสิ่งของที่สนใจและส่วนมากเด็ก ๆ จะหยิบสิ่งของที่เห็นเข้าปากซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก เด็ก ๆ จะคลานไม่นาน ก็ยืนเดิน และ วิ่งได้เลยค่ะ ดังนั้นควรดูแลเรื่องพัฒนาการทุก ๆ ด้านของลูกให้ดีค่ะ...

ของเล่น 3 ประเภทที่ช่วยพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆ ของเล่นที่ช่วยพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเด็กนั้นแบ่งออกด้วยกันได้ 3 ประเภท   1. ของเล่นพัฒนา IQ (สมองซีกซ้าย) ของเล่นจำพวกนี้จะเป็นของเล่นที่ต้องใช้ทักษะความคิด ความจำ ยกตัวอย่างได้แก่ จิกซอ ตัวต่อเลโก้ บ้านไม้แบบรื้อประกอบ และเกมกระชับพื้นที่ เป็นต้น   2. ของเล่นพัฒนา EQ (สมองซีกขวา) ของเล่นจำพวกนี้จะเน้นความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ ยกตัวอย่างได้แก่ วาดภาพระบายสี เครื่องดนตรีจำลองสำเร็จเด็ก ตีตัวตุ่น นิทานภาพ และดินน้ำมัน เป็นต้น 3. ของเล่นพัฒนาร่างกาย  ยกตัวอย่างได้แก่ จักรยานสำหรับเด็ก ชิงช้า ม้าลื่น และม้ากระดก เป็นต้น   ที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของ ของเล่นที่ช่วยพัฒนาลูกน้อยของเราเท่านั้น ของเล่นช่วยพัฒนาการลูกน้อยนั้นยังแบ่งออกตามวัยการเรียนรู้ ก่อนซื้อผู้ปกครองอาจจะหาข้อมูลต่าง ๆ จากทางอินเตอร์เน็ต หรือสั่งซื้อจากทางหน้าอินเตอร์เน็ตเลยก็ได้เพื่อความสะดวกสบายและรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ปกครองควรหาของเล่นที่หลากหลายและของเล่นที่ช่วยพัฒนาการเขาในทุกด้าน ของเล่นที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงและไม่จำเป็นต้องซื้อหามาตลอด ของเล่นบางอย่างผู้ปกครองสามารถประดิษฐ์หรือหาสิ่งรอบตัวมาให้เขาเล่นได้ และหากเป็นไปได้ควรพยายามหาสังคมหาเพื่อนในวัยใกล้เคียงกันกับเขา เพื่อให้เขาพัฒนาทางความคิด...

พัฒนาการเด็กวัย 9 เดือน มีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ พัฒนาการทั่วไปของเด็กวัย 9 เดือน เด็กวัย 9 เดือนเป็นช่วงที่กำลังหัดตั้งไข่ และเป็นวัยที่กำลังเอาแต่ใจตัวเองอยากไปทางไหนก็จะพยายามไปให้ได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่หรือผู้เลี้ยงต้องคอยดูให้ดีอย่าให้คลาดสายตาเลยค่ะ ช่วงที่ลูกหัดตั้งไข่นี้ลูกจะยืนได้นาน หรือเด็กบางคนจะเริ่มก้าวได้ เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็จะล้มนั่ง เด็กบางคนยืนจนขาแข็งแต่ไม่รู้จะนั่งยังไงก็มีค่ะ คุณแม่ต้องคอยช่วยจับนั่งไปก่อนในระยะแรกนะคะ สิ่งที่ลูกจะจับยึดเพื่อช่วยในการยืนภายในบ้านมีหลายอย่าง คุณพ่อคุณแม่ต้องดูให้แน่ใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่ล้มลงมาทับลูกด้วยนะคะ พัฒนาการทั่วไปของเด็กวัย 9 เดือน มีดังนี้ ลูกคลานได้คล่องแคล่ว เล่นของเล่นไปด้วยพร้อมคลานไปด้วยได้ค่ะ เด็กบางคนยืนได้เอง และยืนได้นานโดยไม่ต้องมีคนจับ เด็กบางคนลุกยืนได้เอง โดยไม่ต้องใช้สิ่งของช่วยยืน ดื่มนมจากถ้วยที่มีหูจับได้ ถือขนมหรือผลไม้กินเองได้ รับรู้อารมณ์ของคนที่พูดด้วยได้ว่ารู้สึกอย่างไร เลียนแบบการพูดจากการได้ยิน พูดคำที่มีความหมาย เช่น หม่ำหม่ำ ปาปา ชอบให้มีคนชม ถ้าได้ยินเสียงปรบมือหรือคำชม จะทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆ รู้จักหวงของเล่น รู้ว่าอันไหนเป็นของตัวเอง ฟังคำสั่งง่าย ๆ ได้ เช่น เมื่อคุณแม่บอกว่าให้หยิบของเล่นชิ้นนี้ให้หน่อย ลูกสามารถเข้าใจและหยิบให้ได้ค่ะ ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งหยิบของเล่นชิ้นเล็ก...

อย่าขัดขวางจินตนาการของลูกน้อย เด็กอายุ 5-10 ปี คือวัยที่กำลังเรียนรู้จากทุกสิ่งรอบตัวเพื่อไปเสริมสร้างพัฒนาการของเขาในด้านความคิดและการไตร่ตรอง แต่เชื่อไหมว่าเด็กในสมัยนี้กำลังขาดความคิดสร้างสรรค์ที่ควรจะมี เพราะถูกผู้ปกครองคุกคามขโมยความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นของเด็กไป ยกตัวอย่างเช่น ในโรงเรียนสอนวาดภาพระบายสีสำหรับเด็กแห่งหนึ่ง เด็กคนหนึ่งได้ทำการระบายสีใบไม้เป็นสีแดง เด็กอาจจะไม่รู้ว่าใบไม้เป็นสีอะไรหรือแค่อยากให้ใบไม้เป็นสีแดง แต่น่าเสียดายที่เด็กโดนผู้ปกครองถามว่าทำไมระบายใบไม้เป็นสีแดงไม่ใช่สีเขียว เด็กถูกคาดคั้นจนร้องไห้และจะทำให้เขาจดจำ ทำให้เขาไม่กล้าที่จะคิดต่างเนื่องจากกลัวที่จะโดนดุนั่นเอง การสอนเด็กให้มีจินตนาการผู้ปกครองควรเปิดใจยอมรับในจินตนาการของเขาไม่ใช่การดุด่าว่ากล่าว ยกเว้นเสียแต่จินตนาการนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือจริยธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะคอยบอกกล่าวและตักเตือนเขาด้วยเหตุและผล เด็กในวัย 5-10 ปีนั้น ยังไม่พร้อมที่จะให้เขาเข้าไปเรียนพิเศษหรือเรียนอะไรทีเป็นเชิงวิชาการมากนัก ควรปล่อยให้เขาเล่นอย่างเต็มที่โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ และอาจจะสนับสนุนเขาโดยการซื้อของเล่นที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการทางความคิดและทางอารมณ์ เช่น จิ๊กซอว์ ตัวต่อ และเกมกีฬานอกบ้านต่าง ๆ ซึ่งผู้ปกครองอาจจะมีส่วนร่วมในการเล่นในบางครั้งเพื่อสร้างความใกล้ชิดและความอบอุ่นในครอบครัว แต่ในบางครั้งผู้ปกครองจะเห็นว่าเด็กชอบคุยคนเดียวหรือเล่นบทบาทสมมุติต่าง ๆ จนทำให้กังวลไปต่าง ๆ นานา ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องปกติมากของเด็กในวัยนี้ค่ะ คาเรน เมเจอร์ส นักจิตวิทยาการศึกษาจาก อินสติติวท์ ออฟ เอดูเคชัน แห่งประเทศอังกฤษ ชี้ว่าการทีเด็กเล็กมีจินตนาการสามารถสร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมานั้นถือเป็นเรื่องปกติที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเป็นห่วง ซึ่งเพื่อนในจินตนาการล้วนแล้วแต่ส่งเสริมพัฒนาการและทำให้เด็กมั่นใจที่กล้าจะพูดมากขึ้น ไม่เกี่ยวกับว่าลูกของเราเห็นสิ่งลี้ลับแต่อย่างใด และการจินตนาการนี้จะเกิดขึ้นได้กับเด็กทั่วไปถึง 65%...

ของเล่น 11 ประเภทที่ดีเหมาะสำหรับเด็ก 1ขวบขึ้นไป การซื้อของเล่นให้ลูกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะของเล่นถ้าเลือกซื้อให้สมกับวัยของลูก จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกให้เป็นระบบ และยังช่วยในเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อนิ้วมือ การฝึกใช้สายตา และ การใช้สติปัญญา มาดูกันค่ะ ว่าของเล่นแบบไหนเหมาะสำหรับลูกน้อยวัย 1 ขวบขึ้นไปบ้าง ของเล่น 11 ประเภทที่ดีเหมาะสำหรับเด็ก 1ขวบขึ้นไป 1.ของเล่นที่เป็นรูปทรง: ของเล่นที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ เป็นของเล่นพื้นฐานที่ลูกควรได้เล่น เพราะไม่ว่าสิ่งของอะไรที่อยู่รอบตัว มักมาจากรูปทรงต่าง ๆ ทั้งนั้น 2.ของเล่นซ้อน จากเล็กไปหาใหญ่ จากใหญ่มาหาเล็ก: ของเล่นชนิดนี้เหมาะสมกับการใช้สติปัญญาที่สุดค่ะ เพราะสามารถนำมาเล่นได้หลากหลาย 3.รถผลักเดิน: บอกได้เลยว่าเด็กรุ่นนี้ทุกคน ชอบที่จะจับสิ่งของที่อยู่ระดับอก ผลัก เพื่อเดินไปข้างหน้า ถ้าในบ้านมีตะกร้าผ้า เกาอี้ รับรองเด็ก 1 ขวบขึ้นไปจับมากผลักเดินหมดค่ะ 4.ของเล่นที่เคาะ หรือตี แล้วมีเสียง: เช่น กลอง ไซโลโฟน(ระนาดฝรั่ง) หม้อ ถัง กะละมัง อย่าปล่อยให้สิ่งของพวกนี้ว่างค่ะ นำมาวางให้ลูกลองตีเล่นดูค่ะ ลูกจะชอบมาก ๆ เลย 5.ของเล่นในอ่างอาบน้ำ: แค่อาบน้ำก็ทำให้พัฒนาการต่าง...

6 วิธีทดสอบพัฒนาการลูก0-24เดือน ว่าตรงตามวัยหรือไม่? ทารกแรกเกิด อาจจะทำอะไรได้ไม่มากนักในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านไปสัก 1-2 เดือนจะเริ่มมีพัฒนาการบางอย่าง ที่คุณแม่สามารถสังเกตได้ หรือคุณแม่ลองเช็คพัฒนาการของลูกได้ ว่าตรงไปตามวัยหรือไม่? ดังนี้ค่ะ 6 วิธีทดสอบพัฒนาการลูกวัย 0-24 เดือน ว่าตรงตามวัยหรือไม่? 1. การจ้องมองภาพ สำหรับ เด็ก 4-12 เดือน: คุณแม่สามารถนำภาพที่เป็นสีดำ แดงภาพอะไรก็ได้มาจับให้ลูกดู เลื่อนไปทางซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ขึ้นบนหรือลงล่าง ถ้าลูกมองตามแสดงว่าพัฒนาการสมวัยค่ะ 2. โมบายสี สำหรับเด็ก 2-4 เดือน: อาจจะแขวนโมบายสีต่าง ๆ ที่สดใส หรือมีเสียงไว้ตรงบริเวณเปลของลูก หรือ หน้ารถเข็นลูกก็ได้ค่ะ ลูกจะได้ฝึกการใช้สายตาและการได้ยิน นอกจากเรื่องการใช้สายตาและการได้ยินแล้ว เด็กบางคนจะใช้มือเอื้อมหยิบอีกด้วยค่ะ เป็นการได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมือ นอกจากนี้เด็กบางคนก็จะส่งเสียงอีกด้วยนะคะ ถือว่าเป็นสิ่งของเพื่อพัฒนาการสำหรับเด็กเล็กจริง ๆ ค่ะ 3. ทดสอบความต้องการของลูก 6-12 เดือน: วางสิ่งของ 2...

เช็คด่วน!พัฒนาการลูก 1 ปีแรกเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่? พัฒนาการของลูกใน 1 ปีแรก เป็นอย่างไรบ้าง? เป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่? สิ่งที่คุณหมอต้องเช็คและต้องการรู้จากคุณแม่มีอะไรบ้าง เช็คด่วน ๆ ทางนี้เลย พัฒนาการลูก 1 ปีแรกเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่? 1.ทารกสามารถยืน เดิน ดึงตัวเองขึ้นยืนได้หรือไม่ ถ้าเดินได้แล้วถือว่าอยู่ตามเกณฑ์ค่ะ 2.ทานข้าวแข็งได้หรือยัง เช่น ข้าวผัด ข้าวกับปลาทอด 3.ฟันลูกขึ้นกี่ซี่แล้ว ขึ้นครบ 8 ซี่หรือไม่ หรือยังไม่ขึ้นเลย 4.ลูกสามารถใช้แขน และ มือทั้ง 2 ข้างได้อย่างคล่องแคล่วหรือไม่ 5.ลูกสามารถมองวัตถุที่เคลื่อนที่ได้ และรู้ความหมายหรือไม่ 6.ลูกสามารถพูดคำใดได้บ้างนอกจากคำว่าแม่ และพูด เป็นคำ 2 คำขึ้นไปได้แล้วหรือไม่ 7.เช็คส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก วัดรอบศีรษะว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ 8.ตรวจสอบหัวใจ ปอด อวัยวะเพศ การตอบสนอง ตา หู ตรวจสอบกระหม่อม 9.ตรวจสอบเลือด ตรวจสอบภาวะโลหิตจาง 10.ตรวจสอบการฉีดวัคซีน ฉีดวัคซีนพื้นฐานครบหรือไม่ 11.แนะนำการกินนมให้กินมากสุดไม่เกิน 24 ออนซ์ ถ้าเด็กบางคนกินนมไม่ได้แนะนำให้กินชีส หรือ...