สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

อาการปกติทั่วไปของเด็กแรกเกิด-6 เดือน ที่มักจะเป็นกัน เด็กทารกแรกเกิดไปจนถึงอายุประมาณ 6 เดือน มักจะมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย คุณแม่มือใหม่ก็อาจจะไม่แน่ใจว่าอาการแบบนี้เป็นอาการปกติของเด็กทั่วไปหรือว่าผิดปกติไหม ต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจคุณแม่มือใหม่ทุกคนเป็นอย่างมาก อาการต่าง ๆ ที่เด็กแรกเกิดไปจนถึง 6 เดือน มักจะเป็นกันมีดังนี้ อาการปกติทั่วไปของเด็กแรกเกิด-6 เดือน มีดังนี้ค่ะ 1.สะดุ้ง ผวา ลูกน้อยจะมีอาการแบบนี้ตอนที่มีเสียงดัง หรือเวลามีอะไรมาสัมผัสเนื้อตัว  อาการแบบนี้แสดงว่าระบบประสาทของลูกเป็นปกติ ลูกจะมีอาการแบบนี้ จนถึงอายุประมาณ 6 เดือนค่ะ 2.อาการสะอึก เป็นเพราะลูกดูดนมมากหรือเร็วเกินไป ทำให้กระเพาะอาหารขยายใหญ่ และไปดันกระบังลม ทำให้มีอาการสะอึก ซึ่งคุณแม่สามารถแก้ได้ด้วยการไล่ลมโดยจับลูกนั่งให้เรอ หรืออุ้มพาดบ่าประมาณ 5-10 นาที 3.อาการแหวะนม เกิดจากหูรูดตรงกระเพาะอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่ดี เมื่อดูดนมเร็วหรือดูดอากาศเข้าไปทำให้ลูกแหวะนมได้ ดังนั้นหลังจากลูกกินนมแล้วควรไล่ลมให้ลูกเรอออกมาโดยจับอุ้มหรือพาดบ่า หรือให้นอนศีรษะสูงหรือนอนตะแคงไปทางด้านขวาประมาณ ครึ่งชั่วโมง 4.ผิวหนังลอก. ผิวหนังของลูกจะลอกหลังคลอดประมาณ 2-3 วัน หลังจากนั้นจะหายไปเองค่ะ 5.ลิ้นขาว เป็นเพราะลูกน้อยทานแต่นมจึงทำให้มีการเกาะตัวอยู่ที่ลิ้น คุณแม่สามารถทำความสะอาดลิ้นให้ลูกได้โดยการนำผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดในปากลูกเบา ๆ 6.ผื่นผ้าอ้อม ลักษณะอาการผื่นผ้าอ้อมนี้จะมีผื่นขึ้นสีแดง ๆ เกิดจากความชื้นแฉะจากฉี่หรืออุจจาระนานเกินไป คุณแม่ควรจะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกทุกครั้งหลังจากลูกขับถ่ายออกมาและทำความสะอาดผิวของลูกให้สะอาดแห้งตลอดเวลา ส่วนผ้าอ้อมควรจะซักและตากแดดให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันเชื้อโรคค่ะ 7.ท้องผูก เป็นเรื่องปกติของเด็กทารก...

เสียงร้องของลูก แต่ละแบบ บอกอะไรบ้าง? ว่ากันว่าการที่เด็กทารกร้องไห้นั้น เป็นวิธีการสื่อสารของลูกที่ต้องการบอกความต้องการกับคุณแม่ว่าต้องการอะไร ในช่วงแรก ๆ ที่ยังเรียนรู้กันไม่ดีพอคุณแม่อาจตอบสนองความต้องการได้ไม่ดีนัก ทำให้ลูกต้องร้องไห้กวนโสตประสาทอยู่บ่อย ๆ แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก.. เมื่อทำความรู้จักคุ้นเคยกันแล้ว เสียงร้องของลูกก็จะน้อยลง เพราะคุณแม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกได้ดีขึ้น หากคุณแม่ลองสังเกต เสียงร้องของลูกแต่ละแบบก็จะเข้าใจว่าลูกต้องการอะไรบ้าง?  เสียงร้องของลูก แต่ละแบบสื่อความหมายอะไรนะ? 1. อาเฮะ / อึนเนะ เสียงนี้มักเป็นเสียงเริ่มต้นของการร้องไห้ เมื่อทารกหิวค่ะ จะมาพร้อมกับอาการหันหน้าเข้าหานม และลิ้นพยายามดุนที่ปากเอาไว้ หากคุณแม่ตอบสนองไม่ทันใจ ลูกจะเริ่มโกรธ และพาลร้องไห้ดังขึ้น พออุ้มลูกเข้าหาเต้า ลูกจะส่ายหัวไปมาเพื่อหาหัวนม พอได้กินนมก็หายงอแงเป็นปลิดทิ้ง แต่บางคนก็โกรธจนไม่ยอมกินนมก็มี ขอร้องไห้ต่ออีกสักนิด 2. อ้าว/ห้าว เสียงนี้จะมาพร้อมกับอาการหาวนั่นเองค่ะ เป็นสัญญาณที่บอกว่า หนูง่วงแล้วนะ หากคุณแม่ไม่อุ้มกล่อม ก็จะเริ่มโยเยงอแง แต่พออุ้มกล่อม อุ้มเดินไปมาสักพัก หรือเอาลงเปล ก็จะหลับค่ะ 3. เอะ /เออะ หนูอึดอัด ปวดท้อง อาจเป็นเพราะมีลมในท้องมาก คุณแม่ควรจับลูกนั่ง หรือ อุ้มพาดบ่าให้เรอ หรือให้ลูกนอน แล้วจับขาของลูกยกสลับไปมานะคะ ลูกจะสบายตัว ไม่ร้องงอแง 4. เฮะ หนูไม่สบายตัว...

ลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย ตอนกี่เดือน? ลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย ตอนกี่เดือน? การพลิกคว่ำ ของลูกน้อยเป็นเรื่องที่คุณแม่รอคอยเหลือเกินค่ะ เพราะการที่ ลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย จะสะท้อนให้เห็นในเรื่องการพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดี การที่ลูกพลิกคว่ำได้นั้นลูกจะต้องชันคอให้ได้เสียก่อน ถ้าชันคอได้แล้วการพลิกคว่ำของลูกจะตามมาเองค่ะ ปกติแล้วการที่ลูกพลิกจากท่านอนคว่ำเป็นท่านอนหงายจะทำได้ตอนอายุประมาณ 4 เดือน หรือเด็กบางคนสามารถทำได้เร็วกว่านั้นอีกค่ะ ประมาณ 3 เดือนก็ทำได้แล้ว อยากให้ลูกพลิกคว่ำเร็ว ๆ คุณสามารถช่วยได้ค่ะ การพลิกตัวคว่ำตัวของลูก เป็นการพัฒนาระบบกล้ามเนื้อหลายๆส่วนในตัวของลูก เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง ลำตัวช่วงบน คอ การเคลื่อนไหวศีรษะ ลำตัว แขน และขา กล้ามเนื้อต่าง ๆ ของลูกจะแข็งแรงขึ้นมาก ถ้าคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกพลิกคว่ำเร็ว ๆ สามารถช่วยลูกได้ดังนี้ค่ะ นำของเล่นที่มีเสียงมาวางไว้ใกล้ตัวลูก หรือหยิบเล่นกับลูกให้ลูกได้หันดู ถ้าลูกใช้มือหยิบเล่นได้ลูกจะหันไปหันมาแล้วหยิบของได้เองค่ะ หัดให้ลูกนอนตะแคงตัวบ่อย ๆ หาผ้าหรือหมอนดันหลังลูกไว้ ถ้าลูกชินกับท่านอนตะแคงแล้วลูกจะพลิกตัวเป็นท่าคว่ำได้เร็วขึ้นค่ะ ถ้าลูกนอนตะแคงเล่นได้เองแล้วให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกด้วยการใช้มือดันลูกเบา ๆ ให้พลิกคว่ำได้ค่ะ ที่นอนของลูกที่มีความแข็งจะทำให้ลูกพลิกคว่ำได้ง่ายกว่าที่นอนนุ่ม ๆ เพราะที่นอนนุ่มจะทำให้ตัวและหัวของลูกจมไปกับฟูกนอนค่ะ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันมากนะคะ การพลิกคว่ำของลูกนี้ ลูกควรจะทำได้ภายในช่วงอายุไม่เกิน...

อุ้มลูกในแต่ละช่วงวัยต้องอุ้มอย่างไร ให้ลูกสบายเนื้อสบายตัว เมื่อแรกคลอดลูกน้อยยังอ่อนปวกเปียก แน่นอนว่าพ่อแม่มักจะเกิดอาการเก้ ๆ กัง ๆ จะอุ้มลูกยังไง กลัวตก กลัวหล่น กลัวไปสารพัด เพราะลูกยังบอบบางมาก  สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องมีคือ  ความมั่นใจ เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง ข้อสำคัญของการอุ้ม คือ อุ้มลูกอย่างมั่นคงแต่ไม่เกร็ง  และอุ้มให้ลูกอยู่แนบชิดกับตัวของคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด ลูกจะได้กลิ่นของพ่อแม่ และการสัมผัสจะทำให้เจ้าตัวน้อยเกิดความอบอุ่น  มาดูกันค่ะว่า การอุ้มลูกในแต่ละช่วงวัยต้องอุ้มอย่างไร อุ้มลูกอย่างไรให้ลูกสบายเนื้อสบายตัว การอุ้มทารกแรกเกิด –  4 เดือน การยกลูกขึ้น 1.ใช้มือข้างหนึ่งช้อนใต้คอลูก แล้วหนุนศีรษะลูก 2.ใช้มืออีกข้างหนึ่งเข้าไปรองใต้หลังและก้นของลูก เพื่อรองรับด้านล่างของลำตัว 3.ยกตัวลูกขึ้นมาช้า ๆ เบา ๆ มองหน้าลูกไว้จะคุยกับลูกก็ได้ 4.จัดลูกให้อยู่ในท่าอุ้มที่คุณแม่หรือคุณพ่อถนัดค่ะ การอุ้มลูก มี 3 แบบ แบบที่ 1 อุ้มพาดบ่า  ให้หันลูกเข้าหาตัวคุณพ่อหรือคุณแม่  ยกตัวลูกขึ้นตามวิธีการที่กล่าวไว้  แล้วให้ศีรษะลูกวางบนบ่าขณะที่แขนข้างหนึ่งของเราพาดหลังลูกและจับศีรษะหรือด้านหลังคอลูกไว้เบา ๆ แขนอีกข้างใช้หนุนก้นลูกเพื่อไม่ให้เลื่อนลงได้  และอาจใช้หยิบของได้บางครั้ง แบบที่ 2 อุ้มนอนบนแขน  (cradle)  ให้ศีรษะของลูกวางบนข้อศอกขณะที่งอแขน แล้วพยุงหลังและก้นด้วยมือ ข้างเดียวกับศอกที่วางศีรษะลูก...

5 วิธีนี้ ลูกเลิกขวดนม ได้แน่นอน 1.ตัดการดูดขวดนมโดยสิ้นเชิง: วิธีนี้เป็นวิธีที่แข็งสุด ๆ คุณแม่ต้องใจแข็งวิธีนี้จะทำให้ลูกเลิกขวดนมเร็วที่สุด ประมาณ 3 วันลูกจะเลิกดูดขวดนมแน่นอนค่ะ 2.ดึงความสนใจให้ไปที่สิ่งอื่น: ถ้าลูกเริ่มอยากดูดขวดนม ให้ลองใช้อย่างอื่นมาดึงความสนใจของลูกเพื่อให้ลูกผ่อนคลาย แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ คุณก็สามารถปล่อยให้ลูกร้องไห้ได้ อย่างน้อยประมาณ 10 นาที ลูกจะค่อย ๆ สงบลงได้ค่ะ 3.ลดปริมาณทีละนิด: วิธีที่นุ่มนวลที่สุด ในการให้ลูกเลิกดูดขวดนม คือการลดปริมาณการดูดของลูกให้น้อยลง อาจจะให้ลูกดูดนมจากขวดในตอนกลางคืนที่จะนอนเท่านั้น ก็ได้ค่ะ 4.ให้รางวัล หรือสิ่งที่ลูกอยากได้เป็นของหลอกล่อ: เมื่อลูกเริ่มหยุดกินนมจากขวดได้ซัก 1-2 มื้อก็ควรให้รางวัลลูก หรือ สิ่งของ ที่ลูกอยากได้เพื่อให้ลูกมีกำลังใจในการเลิกกินมื้อต่อไป จนกว่าจะเลิกได้สำเร็จค่ะ 5.ไม่ให้ลูกเห็นขวดนมอีกเลย: คุณแม่ควรนำขวดนมไปทิ้งหรือไปซ่อนไว้ในที่ ๆ ลูกมองไม่เห็น หรือบอกลูกว่ามันเสียแล้ว ใช้งานไม่ได้แล้ว ในวันแรกลูกอาจจะร้องไห้หนักเป็นชั่วโมง แต่วันต่อมาลูกจะเข้าใจว่าขวดนมหายไปแล้ว ขวดนมพังแล้วค่ะ วิธีการให้ลูกเลิกขวดนม ตามที่แจ้งไว้ข้างต้นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการให้ลูกเลิกดูดขวดนม คือใจของคุณแม่ต้องเข้มแข็งในช่วงแรก ๆ ค่ะ...

เมื่อลูกฉี่รดที่นอน สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม   สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ เผยเด็กปัสสาวะรดที่นอนอาจส่งสัญญาณเตือน ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะเคล็ดลับช่วยลูกไม่ให้ฉี่รดที่นอน นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็ก ซึ่งจะถือว่าเป็นความผิดปกติต่อเมื่อเกิดขึ้นในเด็กที่ควรจะควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้แล้วแต่เด็กยังควบคุมไม่ได้ คือเป็นในเด็กที่มีอายุอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยการปัสสาวะรดที่นอนเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน และไม่ได้เป็นผลมาจากการใช้ยา เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือเกิดจากโรคทางกาย เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่พบสาเหตุเฉพาะของการเกิดปัสสาวะรดที่นอน แม้ภาวะปัสสาวะรดที่นอนส่วนมากจะหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น แต่ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว ทั้งในด้านจิตใจและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดโรคที่มาจากอาการปัสสาวะรดได้ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของโครงสร้างของระบบการขับถ่ายปัสสาวะ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน เบาจืด เป็นต้นฉะนั้นเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็ก แต่น่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม ความผิดปกติในการหลั่งฮอร์โมน...

8 วิธีรับมือกับ เด็กดื้อ เด็กขี้เกียจ เด็กก้าวร้าว ที่ได้ผลจริง!! วิธีรับมือกับเด็กดื้อให้ได้ผล 1. เด็กดื้อต้องใช้เหตุผล (Reasoning) การให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาซึ่งเด็กสามารถเข้าใจ มักจะสามารถแก้ไขพฤติกรรมได้ในเด็กยิ่งเล็กการให้เหตุผลต้องแบบง่าย สั้น ไม่พูดยืดยาว เช่น มีดเล่นไม่ได้เพราะจะบาดมือหนู หนูไม่ปีนขึ้นที่สูงเดี๋ยวจะตกลงมาเจ็บ 2.เด็กดื้อต้องใช้ท่าทีที่หนักแน่นและจริงจัง (Firmness) เวลาที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กทำอะไรแล้วเด็กอิดเอื้อน ไม่ยอมทำ วิธีหนึ่งที่ได้ผลคือต้องพูดให้หนักแน่นและจริงจังว่าให้ทำเดี๋ยวนี้ อาจต้องใช้ท่าทีประกอบด้วย เช่น ลุกขึ้นจูงมือเด็กให้ไปทำสิ่งที่ต้องทำ เช่น เด็กอิดเอื่อนไม่ยอมทำการบ้านแม้จะพูดเตือนแล้วหลายครั้ง แม่ต้องแสดงให้เห็นว่าแม่หมายถึงว่าลูกต้องทำการบ้านแล้ว โดยบอกด้วยเสียงที่หนักแน่นว่าเอาสมุดการบ้านออกมาแล้วนั่งลงทำเดี๋ยวนี้เลย ถ้าเด็กไม่ยอมลูกก็ต้องจูงมือไปเอาสมุด ดินสอมานั่งลงให้ทำและเฝ้าให้ทำถ้าจำเป็น 3. เด็กดื้อต้องใช้สิ่งทดแทน (Alternative response) เวลาห้ามไม่ให้เด็กทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรสอนเด็กไปด้วยว่าสิ่งไหนที่ทำแทนได้ เช่น เด็กเล่นของแหลมอยู่จะเอาจากมือเด็กก็ให้เอาของอื่น ที่น่าสนใจกว่ามาให้เด็กแทน ไม่ควรหยิบของแหลมจากมือเด็กเฉยๆ ซึ่งเด็กจะร้องอาละวาดต่อ หรือเห็นเด็กขีดเขียนฝาผนังบ้านอยู่ห้ามไม่ให้ทำเพราะสกปรกบ้าน ก็ควรหากระดาษมาให้เด็กได้เขียนแทน เป็นต้น 4. เด็กดื้อต้องปล่อยให้สามารถแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก (Freedom to discuss ideas and feelings) ควรให้เด็กรู้สึกว่าเมื่อมีความคิดเห็นอย่างไรก็สามารถพูดออกมา ได้อย่างอิสระ...

10 วิธีปรับพฤติกรรมเด็กดื้อเด็กซน โดยทั่วไปธรรมชาติของเด็กวัย 2 - 5 ขวบนี้ยังพูดสื่อสารได้ไม่ดีนัก เด็กจะชอบสำรวจสิ่งแวดล้อม ชอบทำตามหรือเลียนแบบผู้ใหญ่ แม้จะห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง จนดูเหมือนดื้อต่อต้าน นอกจากนี้ยังคิดว่าของทุกอย่างเป็นของตัวเอง หวงของเล่น ไม่รู้จักแบ่งปันสิ่งของ และอารมณ์ก็แปรปรวนง่าย ถ้าไม่ได้อะไรดั่งใจก็อาจจะร้องอาละวาดได้ ผู้เลี้ยงดูเด็กจึงควรมีความเข้าใจพัฒนาการและปัจจัยต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมเด็ก ซึ่งจะช่วยให้การปรับพฤติกรรมเด็กประสบผลสำเร็จด้วยดี สาเหตุของพฤติกรรมดื้อซน 1. พัฒนาการตามวัย เมื่อเด็กเติบโตเข้าสู่ขวบปีที่สอง เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการความเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ และอาจมีลักษณะดื้อ ต่อต้านมากขึ้น สังเกตจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การกิน การนอน การร้องอาละวาด เอาแต่ใจตนเอง เป็นต้น ผู้เลี้ยงดูจึงต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้และไม่ควรคาดหวังกับเด็กมากเกินไป ควรมีความยืดหยุ่น เลือกใช้วิธีการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ 2. พื้นฐานอารมณ์ เด็กแต่ละคนจะมีนิสัยหรือพื้นฐานอารมณ์ที่แตกต่างกันไป บางคนเรียบร้อยแต่บางคนกลับค่อนข้างซุกซน เป็นต้น หากพ่อแม่คาดหวังว่าลูกควรจะเรียบร้อย แต่ลูกไม่ได้มีพื้นฐานอารมณ์เป็นดั่งที่คาดหวัง พ่อแม่อาจจะมองว่าลูกซนมากผิดปกติและเกิดความหงุดหงิดกับพฤติกรรมของลูก ทำให้เกิดปัญหาการเลี้ยงดูตามมาได้ ซึ่งพื้นฐานทางอารมณ์นี้เป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด จึงจำเป็นที่ผู้เลี้ยงดูต้องเข้าใจและปรับทัศนคติต่อเด็กและการเลี้ยงดูให้เหมาะสมด้วย 3. สิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องสำรวจสิ่งแวดล้อมด้วยว่ามีอะไรที่เป็นตัวกระตุ้นหรือส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กหรือไม่...

พัฒนาการกล้ามเนื้อมือ จากการเขียนของเด็กแต่ละวัย เรื่องการเขียนหนังสือของลูกเป็นเรื่องสำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกเขียนหนังสือให้ได้ตั้งแต่วัยอนุบาล เมื่อคุณพ่อคุณแม่จับมือลูกเขียนหนังสือ ลูกอาจไม่ค่อยชอบนัก แต่อย่างไรแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ควรให้ลูกได้ขีดเขียนบ่อย ๆ ให้ชินมือ เพราะการเขียนหนังสือ จับดินสอ ปากกา ทำให้กล้ามเนื้อมือลูกได้ใช้งานและยังเป็นการฝึก พัฒนาการกล้ามเนื้อมือ ของลูกอีกด้วยค่ะ มาทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการกล้ามเนื้อมือ จากการเขียนของเด็กแต่ละวัยกันเถอะ พัฒนาการกล้ามเนื้อมือจากการเขียนของเด็กวัย 2-3 ขวบ เด็กวัยนี้ยังเขียนไม่เป็นความหมาย ได้แต่ขีด ๆ เขียน ๆ ไปเรื่อย ๆ เด็กบางคนเขียนไม่ได้ดูเลยว่าอยู่บนกระดาษหรือไม่ พัฒนาการกล้ามเนื้อมือจากการเขียนของเด็กวัย 3 ขวบ สามารถจับปากกาหรือดินสอได้ดีกว่าเด็กวัย 2 ขวบ แต่ก็ยังขีดเขียนไปอย่างไร้ทิศทางเหมือนเดิม พัฒนาการกล้ามเนื้อมือจากการเขียนของเด็กวัย 3-4 ขวบ เด็กวัยนี้สามารถลากเส้นตามจุดได้แล้ว แต่อาจจะไม่สวย ไม่ตรง แต่มีความเข้าใจเรื่องจุดต่อของเส้นปะแต่ละจุด เมื่อลูกทำได้พ่อแม่ควรชมเชย และไม่ควรเร่งให้ลูกเขียนบ่อยหรือมากเกินไปลูกอาจเบื่อได้ค่ะ พัฒนาการกล้ามเนื้อมือจากการเขียนของเด็กวัย 4 ขวบ สามารถเขียนชื่อตัวเองหรือพ่อแม่ได้แล้ว อาจเขียนโย้ไปเย้มา แต่คนอ่านเข้าใจว่าลูกเขียนอะไร เขียนคำง่าย ๆ ได้ หรือ...