สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

การเลือกอาหารให้เหมาะสมกับวัย(แรกเกิด-1ขวบ) อาหารเป็นแหล่งรวบรวมสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย และบำรุงสมอง ทารกแรกเกิด-6 เดือน ควรได้รับน้ำนมจากมารดามากที่สุด เพราะนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก หากเป็นไปได้คุณแม่ควรให้นมแก่ลูกน้อยไปจนครบขวบปีหรือมากกว่าถือเป็นเรื่องดี และถ้าให้ควบคู่กับอาหารสำหรับเด็กตามวัยอย่างเหมาะสมแล้ว เด็กจะมีสุขภาพที่เติบโตสมวัยและมีภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากน้ำนมแม่อีกด้วย เมื่อทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่ควรเริ่มให้ทานอาหารเสริมเพื่อให้เด็กได้ปรับตัวจากน้ำนมแม่เป็นอาหารเสริม รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดจากอาหารเสริม อาทิ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี วิตามินเอ ไอโอดีน เป็นต้น เพื่อให้ลูกน้อยเจริญเติบโตสมวัย หากให้อาหารเสริมกับลูกช้าเกินไปลูกอาจจะปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารสำหรับคนโตได้ การให้อาหารตามวัยสำหรับทารกที่มีคุณภาพและปริมาณเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพของทารก ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายและสติปัญญาในระยะยาวได้ ปัญหาหนึ่งสำหรับการจัดอาหารสำหรับทารก คือ ภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อที่ผิด และความไม่รู้ของบุคคลในครอบครัว ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง อย่างนมผงสำหรับเด็กที่มีราคาสูงทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถซื้อได้ จึงตัดสินใจผสมนมข้นหวานกับน้ำสะอาดให้เด็กดื่มแทน สารอาหารจากนมผงสำหรับเด็กและนมข้นหวานผสมน้ำสะอาดก็แตกต่างกันมากแล้ว ปริมาณน้ำตาลก็แตกต่างเช่นกัน การจัดเมนูอาหารสำหรับทารกให้เหมาะสมกับวัย ยกตัวอย่างคือ เด็กช่วงอายุ 6-8 เดือน เป็นช่วงที่ต้องให้ลูกได้ฝึกการบดเคี้ยว อาหารที่จัดให้ลูกได้ทานต้องมีความเหลวใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ แต่ยังสามารถบดเคี้ยวได้บ้าง เช่น ข้าวบดต้มกับไข่แดงและตำลึง เด็กช่วงอายุ 9-11 เดือน อาหารที่จัดเตรียมเริ่มมีลักษณะคล้ายข้าวต้มหรือบดหยาบ...

“ธาตุเหล็ก” สารอาหารมหัศจรรย์ เสริมพัฒนาการการเจริญเติบโตและการสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อย คุณแม่รู้หรือไม่ว่า ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เพราะเด็กต้องการสารอาหารสูงมาก กว่าผู้ใหญ่ ถึง 5 เท่า เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและเป็นพลังงานในการเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน ธาตุเหล็กเป็นสาร อาหารที่จำเป็นต่อสมองและระบบประสาท ธาตุเหล็กช่วยการเรียนรู้ ความจำและสมาธิของลูก ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่เด็กต้องการ แล้วลูกๆ ของคุณได้รับธาตุเหล็กเพียงพอหรือไม่ ทราบหรือไม่ว่า ธาตุเหล็กเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ร่างกายของเรานำไปสร้างฮีโมโกลบิน และ ฮีโมโกลบินก็เป็นส่วนประกอบ สำคัญที่อยู่ในเซลล์เม็ดเลือดแดงของเรา มีหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย  ธาตุเหล็กจำเป็นสำหรับการทำงานของระบบสมอง เช่น การเล่น การเดิน การนอน ด้านอารมณ์ มีสมาธิและช่วยในการเรียนรู้ของลูกน้อยให้เติบโตสมวัย ธาตุเหล็กมีหน้าที่ในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์แข็งแรง ช่วยป้องกัน โรคโลหิตจาง และยังช่วยสร้างพลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมของลูกในชีวิตประจำวัน ธาตุเหล็กช่วยบำรุงรักษาระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง จึงช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อโรคต่าง ๆ รอบตัว แล้วลูก ๆ ของคุณได้รับธาตุเหล็กเพียงพอหรือไม่ เด็กควรได้รับธาตุเหล็ก 9.3 มก. ต่อวัน...

น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ของเด็กวัย 1-24 เดือน ลูกของเราอายุเท่านี้ น้ำหนักและส่วนสูงของลูกควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ คงเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายคนอยากรู้กันใช่ไหมคะ? คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านมักสงสัยในเรื่องนี้กัน เพราะอยากรู้ว่าลูกเราตัวเล็กไปหรือตัวอ้วนไปไหมเมื่อเปรียบเทียบกับเด็ก ๆ รุ่นเดียวกัน เพื่อคลายข้อสงสัยในเรื่องนี้ เรามาดูตารางแสดงน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กตามช่วงอายุ 1-24 เดือน คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าตอนนี้ ลูกของเราน้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากตารางด้านล่างนี้ค่ะ น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กตามช่วงอายุ 1 – 24 เดือน อายุ น้ำหนักชาย(กก.) น้ำหนักหญิง(กก.) ส่วนสูงชาย(ซม.) ส่วนสูงหญิง(ซม.) 1 3.5-5 3-4.5 50-57 49-57 2 4-6 4-5.5 53-60 51-60 3 4.5-6.5 4.2-6 55-63 53-63 4 5-7.5 4.5-7 57-66 55-66 5 5.5-8 5-7.8 59-68 58-68 6 6-9 5.5-8.5 61-70 59-71 7 7-10 6-9.5 63-73 61-73 8 7.5-10.5 6.5-10 65-75 63-74 9 7.5-11 6.8-10.3 66-76 64-76 10 8-11 7-10.7 68-78 65-78 11 8-11.5 7.2-11 69-80 66-79 12 8.2-11 7.5-11.5 70-81 67-81 13 8.5-12.2 7.7-11.7 71-83 68-82 14 836-12.5 8.12 72-84 69-73 15 8.7-13 8.12.3 73-85 70-84 16 8.7-13.2 8.2-12.5 74-87 71-85 17 9-13.5 8.4-12.7 75-88 72-86 18 9.2-13.8 8.5-13 76-89 73-87 19 9.3-14 8.7-13.5 78-90 74-88 20 9.5-14.5 8.8-13.6 78-91 75-89 21 9.5-14.7 8.8-14 78-92 76-90 22 9.5-14.7 8.8-14. 79-92 76-91 23 9.7-15 9-14.2 80-92 77-91 24 10-15.2 9.2-14.5 81-93 78-92 ตารางดังกล่าวด้านบน เป็นตารางน้ำหนักและส่วนสูงของเด็กตั้งแต่อายุ 1 เดือนไปจนถึง 2 ขวบ ถ้าน้ำหนักและส่วนสูงของลูกไม่เป็นไปตามนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรดูว่าลูกอยู่ในเกณฑ์ไหน.. มากกว่าเกณฑ์หรือต่ำกว่าเกณฑ์ ถ้ามากว่าเกณฑ์แสดงว่าคุณให้กินอาหารที่มีไขมันมากไปหรือไม่ หรือถ้าต่ำกว่าเกณฑ์เป็นเพราะลูกขาดสารอาหารหรือไม่ ต้องทานอาหารเสริมแบบไหนถึงจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเอาน้ำหนักและส่วนสูงไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น แต่ควรดูช่วงอายุพร้อมเกณฑ์น้ำหนักและส่วนสูงตามตารางด้านบนจะดีกว่าค่ะ   Homeสวัสดีครับ พี่น้องชาวไทย ร้านโน๊ตบุ๊คทูเดย์ ยินดีต้อนรับ วันนี้มีโน้ตบุ๊คมือสองที่คัดมาแล้วทุกตัวเน้นเ...

น้ำนมใส มีประโยชน์คุณแม่อย่าบีบทิ้ง!! น้ำนมใส มีประโยชน์คุณแม่อย่าบีบทิ้ง!! คุณแม่ที่ให้นมลูกเอง บางท่านอาจเคยพบปัญหาน้ำนมของตัวเองใส ไม่เข้มข้นเหมือนเคย เพราะทิ้งช่วงในการให้ลูกดูด หรือปั๊มนมนานเกินไป  บางท่านเมื่อเจอน้ำนมใส ก็บีบทิ้ง เพาะกลัวว่าน้ำนมใสนั้น เป็นน้ำนมที่ผิดปกติ ไม่มีประโยชน์ ลูกไม่ควรรับประทาน แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำนมแม่นั้น ประกอบไปด้วยน้ำนม 2 ส่วนค่ะ คือ น้ำนมส่วนหน้า(น้ำนมใส) และ น้ำนมส่วนหลัง น้ำนมส่วนหน้า(น้ำนมใส) น้ำนมส่วนหน้า(น้ำนมใส) จะมีลักษณะสีขาวใส เพราะประกอบไปด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ และมีน้ำตาลแลคโตสอยู่มาก น้ำนมส่วนนี้ยังคงมีภูมิคุ้มกันของแม่อยู่ปกติ เมื่อลูกได้รับประทานจะช่วยดับกระหายให้ลูกได้ พร้อมทั้งให้พลังงาน และช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ทำให้ลูกขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ดังนั้น น้ำนมใสที่คุณแม่เห็น จึงไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด ไม่ควรบีบทิ้ง ควรให้ลูกได้ดูดเหมือนเดิม แต่ควรจะให้ลูกดูดถึงน้ำนมส่วนหลังด้วย หรือหมายถึงว่า ควรให้ลูกดูดจนเกลี้ยงเต้านั่นเอง และถ้าหากเป็นการปั๊ม ก็ควรจะปั๊มให้เกลี้ยงเต้าด้วยเช่นกัน น้ำนมส่วนหลัง น้ำนมส่วนหลัง จะมีสีค่อนไปทางเหลือง และมีลักษณะที่ข้นมากกว่าน้ำนมส่วนหน้า เพราะในน้ำนมส่วนหลังจะประกอบไปด้วยไขมันที่มีประโยชน์ โปรตีน และสารอาหารอื่นๆที่จำเป็นต่อลูก และยังคงมีภูมิคุ้มกันตามปกติเช่นกัน  น้ำนมส่วนหลังนี้จะช่วยทำให้ลูกอิ่มท้อง และมีน้ำหนักตัวดี ทำให้เด็กไม่ถ่ายบ่อย ดังนั้นน้ำนมใสที่คุณแม่พบไม่ใช่น้ำนมที่ไม่มีประโยชน์นะคะ...

นมแม่ จะไหลมาเทมา ถ้าทำถูกวิธี ไม่ต้องเสียตังซักบาทกับนมผง^^ คุณแม่บางคนคลอดลูกมาก็โชคดีเพราะมีน้ำนมเยอะมากเลย บางคนคลอดมาได้เป็นอาทิตย์น้ำนมจะมาแต่ละหยดก็ยากแสนยาก ลูกก็ร้องหิว จะกินนม ทำให้คุณแม่เกิดควาามท้อแท้เหลือเกินกับการให้นมลูก ต้องอัดนมผงเสริมไปก่อนเพื่อลดความหิวของลูกและรอให้น้ำนมไหลมาเทมาจนพอกับความต้องการของลูก อยากให้คุณแม่ทุกคนพยายามกันก่อนค่ะ เพราะในนมผงซื้อหาง่ายก็จริงแต่ก็มีข้อเสียหลายอย่าง ดังนี้ค่ะ 1. ในนมผงทุกยี่ห้อมีความเสี่ยง เพราะเราไม่รู้ขั้นตอนการผลิตที่แน่นอน สารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในนมผง เรื่องความสะอาดต่าง ๆ ที่ต้องระวัง 2. เด็กบางคนกินนมผงป่วยบ่อยกว่าเด็กที่กินนมแม่ เพราะในนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นมากกว่าในนมผงนั่นเอง 3. ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เด็กบางคนกินจุ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการซื้อนมผงต่อเดือน อยู่ที่ 3,000-5,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว 4. เด็กที่กินนมผง จะมีอาการแพ้ง่าย และมีโอกาสเป็นโรคต่าง ๆ มากกว่าเด็กที่กินนมแม่ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันสูง  โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด 5. วุ่นวายกับการหาอุปกรณ์การให้นม และ เสียเวลาในการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อถึงเวลาจะออกนอกบ้านก็จะต้องเตรียมและพกอุปกรณ์ต่าง...

อาการขาดน้ำของลูก อันตรายถึงชีวิต อาการขาดน้ำ คือ อาการที่ร่างกายเสียน้ำมากกว่าปกติ เมื่อมีอาการขาดน้ำเป็นเวลานานหรือระยะหนึ่งและไม่ได้รับน้ำเข้าสู่ร่างกายทดแทน เมื่อขาดน้ำนานๆร่างกายจะทนไม่ไหวและอาจทำให้อันตรายถึงชีวิตได้ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย เนื่องจากน้ำต้องลำเลียงอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงระบบต่างๆในร่างกาย และทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกาย และน้ำยังช่วยปรับสมดุลร่างกายให้เป็นปกติ เมื่อน้ำเป็นส่วนสำคัญในการลำเลียงอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้น ถ้าขาดน้ำ อาจทำให้เลือดแห้ง เมื่อเลือดแห้งก็ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายไม่ได้ หัวใจจึงเต้นเร็วผิดปกติเพราะต้องสูบฉีดเลือดเพื่อให้ไปเลี้ยงร่างกายให้ได้ ดังนั้น เมื่อหัวใจทำงานหนักมากเกินไป ก็จะทำให้เด็กมีอาการช็อกและเสียชีวิตได้ค่ะ..   สาเหตุของการขาดน้ำมีหลายอย่าง ดังนี้ ท้องร่วง ท้องเสีย อาเจียน อาจเกิดจากการติดเชื้อเด็กๆจะเป็นมากกว่าผู้ใหญ่ ไข้ขึ้นสูงเป็นระยะเวลานานและมีเหงื่อออกมาก สูญเสียน้ำทางเหงื่อ เนื่องจากทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากเกินไปในที่ๆอากาศร้อนและไม่ได้รับน้ำเป็นเวลานาน เช่น เล่นกีฬา ร่างกายถูกไฟไหม้ ปัสสาวะมาก อาจเกิดจากโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ลูกมีแผลในปาก มีอาการปากเปื่อย เจ็บคอ ทำให้ไม่อยากดื่มน้ำ เพราะเจ็บแผล   สังเกตอาการขาดน้ำของลูกได้ดังนี้ แววตาไม่สดใส ริมฝีปากแห้ง ผิวแห้งกร้าน ท้องผูก เมื่อลูกร้องไห้น้ำตาจะไหลออกมาน้อย คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้จากร่างกายภายนอกของลูก อาการแบบนี้ถือว่าขาดน้ำในระดับปกติ ...

‘กลิ่น’ ส่งผลต่อพัฒนาการเด็ก นพ.ถิรชัย ตันสันติวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาในเด็ก กล่าวว่า สำหรับเด็กระบบประสาทส่วนที่รับกลิ่นเริ่มทำงานตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ ในขวบปีแรกทารกสามารถแยกกลิ่นที่ต่างกันได้แล้ว โดยจะชอบกลิ่นหอมหวาน และไม่ชอบกลิ่นเหม็นหรือฉุน ช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังคลอดทารกจะเริ่มจดจำแม่ได้ด้วยกลิ่นของน้ำนมและกลิ่นตัว กลไกการทำงานของสมองส่วนนี้จะจดจำและเรียนรู้การจับคู่ของกลิ่น โดยจะจำได้ว่ากลิ่นของแม่ทำให้เกิดความสุข ดังนั้นกลิ่นคุณแม่ กลิ่นนม กลิ่นเสื้อผ้าของคุณแม่ที่ใส่ ร่วมกับการได้สัมผัสกับกลิ่นที่คุ้นเคยเป็นประจำจะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการด้านระบบประสาทสัมผัสทางจมูกและอารมณ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากระบบประสาทเหล่านั้นได้รับการกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ สมองพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัว ส่งผลให้พัฒนาการของเด็กดีขึ้น นอกจากนี้เด็กยังปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างได้ดีด้วย “พอถึงวัยเริ่มเดินประมาณ 1 ขวบ เมื่อเด็กได้ออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก เด็กจะมีการเรียนรู้ทางระบบประสาทและสมองมากขึ้น ทำให้มีการเชื่อมโยงของกลิ่นและประสบการณ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น จดจำเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านกลิ่นและคิดจินตนาการสร้างเรื่องราวจากกลิ่นได้เช่นกัน ฉะนั้นการที่เรากระตุ้นประสาทสัมผัสทางกลิ่นให้กับลูกอย่างสม่ำเสมอย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาการของเด็กแน่นอน ส่งผลกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการด้านสังคมที่ดี วิธีที่คุณพ่อคุณแม่จะเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยได้ผ่านประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นก็เช่น การพาลูกไปสัมผัสกับกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวน หรือดอกไม้ในบ้าน หรือใช้ผลไม้ที่มีกลิ่นหอมต่างๆ" ผู้เชี่ยวชาญกล่าว  พร้อมกันนี้ นพ.ถิรชัย ยังกล่าวเสริมอีกว่า ในปัจจุบันยังมีกลิ่นทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ กลิ่นที่สกัดจากดอกไม้ธรรมชาติ เพราะมีความหอมติดทนนาน ทั้งยังอ่อนโยนต่อผิว ถ้าเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเช่น สบู่ แชมพู แป้งเด็กที่มีกลิ่น...

กลิ่นตัวเด็กทารก ไม่ได้มีแค่หอมอย่างเดียว เด็กแต่ละคนอาจมีกลิ่นเฉพาะตัว และเด็กแต่ละเชื้อชาติก็จะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ต่างกันออกไป ซึ่งกลิ่นตัวเกิดจากการที่ร่างกายขับสารเคมีมาจากต่อมเหงื่อและต่อมไขมันซึ่งอยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง หรือจากอาหารที่กินบางประเภท เช่น หอม กระเทียม หรือจากยาปฏิชีวนะ เป็นต้น สาเหตุที่เบบี๋มีกลิ่น 1. กลิ่นตามธรรมชาติ ในวัยทารกแรกเกิดนั้น อาจเกิดจากกลิ่นน้ำคร่ำหรือไขมันที่ติดผิวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งเป็นสารสีขาวที่ห่อหุ้มร่างกาย แม้ว่าสารเหล่านี้จะถูกชำระล้างออกไปแล้ว แต่อาจเหลือกลิ่นอยู่ได้หลายสัปดาห์ 2. กลิ่นจากขุยตามผิวหนัง เกิดจากการลอกเป็นขุยตามผิวหนัง ศีรษะหรือคิ้ว อาจใช้ Baby Oil  หรือน้ำมันมะกอกทาเพื่อให้ไขมันส่วนเกินนั้นลอกออกได้ 3. กลิ่นจากเหงื่อ โดยเฉพาะวัย 1 -3 ปี เด็กๆ จะเริ่มมีความซุกซนมากขึ้น มีกิจกรรมมากขึ้น จึงมีเหงื่อออกมากตามไปด้วยเพราะต่อมไขมันทำงานมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนั้นประเทศไทยเป็นเมืองร้อนอาจทำให้เกิดการหมักหมม เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลรักษาความสะอาดให้ดีอย่างถี่ถ้วน ก็จะทำให้กลิ่นต่างๆ ค่อยๆ หายไปได้ค่ะ 4. กลิ่นปาก กลิ่นปากของลูกน้อยอาจเกิดจากการที่ลูกน้อยไม่ยอมให้แปรงฟัน ควรคุยทำความเข้าใจกับลูกว่า หนูนั้นกินอาหารเข้าไปทุกวัน ถ้าไม่ทำความสะอาดจะทำให้ฟันผุ ปวดฟัน และทำให้ปากมีกลิ่นได้ 5....

ยาลดไข้สำหรับเด็ก พ่อแม่ควรทำความเข้าใจและใช้อย่างถูกวิธี เด็ก ๆ เมื่อป่วยขึ้นมามักจะมีอาการตัวร้อน หน้าแดง ตัวแดง เนื่องจากเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังขยายตัวเพื่อระบายความร้อน แต่เด็กบางคนอาจมีอาการปลายมือปลายเท้าเย็นและซีด ซึ่งในบางครั้งการที่คุณพ่อคุณแม่เอามือแตะหน้าผากจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าเด็กกำลังมีไข้สูง ดังนั้น การวัดไข้เด็ก ควรใช้ปรอทวัดไข้เท่านั้น วิธีลดไข้เด็ก จุดประสงค์สำคัญของการลดไข้ คือ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวขึ้น อาการปวดศีรษะบรรเทาเบาบางลง ทำให้ลูกงอแงน้อยลง และสามารถนอนหลับพักผ่อนได้  และหากมีไข้สูงการลดไข้จะช่วยป้องกันการชักได้อีกทางหนึ่ง การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธี 1.ลดไข้โดยการเช็ดผิวหนังโดยใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดา ห้ามใช้น้ำเย็นหรือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังหดตัว ระบายความร้อนออกไม่ได้ 2.หากลูกมีอาการหนาวสั่นและไข้สูงมาก เวลาเช็ดตัวให้ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด แล้วคลุมส่วนที่ยังไม่ได้เช็ดด้วยผ้าห่มบาง ๆ 3.เช็ดย้อนทิศทางการไหลเวียนของเลือด ไม่จำเป็นต้องเช็ดผิวหนังแรง ๆ นะคะ เพราะการเช็ดตัวแรง ๆ ทำให้ลูกเจ็บและแสบผิวหนังอีกทั้งไม่ช่วยลดไข้แต่อย่างใด 4.เน้นเช็ดตามซอกคอ  ใบหน้า  ท้อง  ข้อพับแขน  ขาหนีบ  จะช่วยดึงความร้อนออกจากเส้นเลือดได้มาก 5.การใช้ผ้าเย็น หรือ เจลลดไข้ ไม่ได้ช่วยให้ไข้ลดลงแต่อย่างใด เพียงแต่ช่วยระบายความร้อนจากร่างกายเท่านั้น แต่มีประโยชน์ในเรื่องการบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ ทำเข้าใจและใช้อย่างถูกวิธี ยาลดไข้สำหรับเด็ก การทานยาลดไข้สำหรับเด็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำความเข้าใจเพื่อจะใช้ได้อย่างถูกต้อง  ปกติแล้วในท้องตลาดยาลดไข้สำหรับเด็กมีหลากหลายยี่ห้อ แต่ตัวยาไม่แตกต่างกันมากนัก  ยาลดไข้มี 3...

ท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก พ่อแม่ต้องสังเกตหาก ทารกตาแฉะ ขี้ตาเยอะ น้ำตาไหลตลอดเวลา เด็กทารกแรกคลอด หรือเด็กในช่วงอายุ 1 – 3 เดือนแรก มีอาการตาแฉะ ขี้ตาเยอะ น้ำตาไหลตลอดเวลา โดยที่ไม่ได้ร้องไห้ ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าลูกมีอาการท่อน้ำตาอุดตันแล้วนะคะ ภาวะท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก เป็นการอุดตันของท่อน้ำตาบริเวณปลายท่อที่เปิดสู่โพรงจมูก ซึ่งโดยปกติแล้วในเด็กแรกเกิดจะมีเยื่อบาง ๆ ปิดอยู่ที่ปลายท่อน้ำตา และเยื่อนี้จะหายไปเองเมื่ออายุประมาณ 1 เดือน แต่ยังมีส่วนน้อยที่เยื่อไม่หลุดออกไป ทำให้เกิดการอุดตันที่ปลายท่อน้ำตา หรือในทารกแรกเกิดบางรายอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียขณะคลอด ทำให้เกิดการอักเสบขอบเยื่อบุตาจนมีขี้ตาลงไปอุดก็เป็นได้ ภาวะท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กทารกอาจจะเป็นแค่ข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ โดยปกติเด็กทารกที่มีอาการนี้สามารถหายได้เองภายใน 2-3 เดือน หลังคลอด แต่ในบางคนที่ไม่หายก็ต้องได้รับการรักษา อาการของท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก ท่อน้ำตาอุดตัน คุณแม่ต้องสังเกตให้ดีว่าลูกมีอาการเหล่านี้หรือไม่ 1. ลูกมีน้ำตาคลอ หรือ มีน้ำตาไหลตลอดเวลา แต่ไม่ได้ร้องไห้ 2. มีอาการตาแดง มีการอักเสบ มีขี้ตาหรือมีหนองบริเวณรอบตา เปลือกตาบวมแดงไม่มากนัก อาการนี้มักเป็นตั้งแต่แรก 3. หากมีการสะสมของขี้ตา และเชื้อโรคมาก ๆ เข้าไปในถุงน้ำตาก็อาจจะทำให้อักเสบเป็นฝีบริเวณถุงน้ำตาได้ การดูแลลูกน้อยเมื่อมีอาการตาแฉะ เน้นเรื่องการทำความสะอาดบริเวณดวงตาของลูกน้อย หลังอาบน้ำ ให้ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นที่ต้มสุก เช็ดตาข้างที่มีขี้ตาเบา ๆ โดยเช็ดจากหัวตาไปหางตา...