สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

ในยุคสมัยนี้ นอกจากเสื้อผ้า ที่เราจะต้องตามแฟชั่นให้ทันแล้ว สิ่งที่เป็นอีก 1 ไอเท็มที่ขาดไม่ได้เลยก็คือหมวกค่ะ หมวกนั้นสำคัญอย่างไร นอกจากจะใส่เพื่อความสวยงามและเข้าชุดแล้วประโยชน์ของหมวกก็คือใช้ป้องกันในเรื่องของอากาศได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอากาศหนาว หรืออากาศร้อน ซึ่งในเมืองไทยเป็นเมืองที่มีอากาศร้อนเป็นส่วนใหญ่ แสงแดด ความร้อนของแดด อาจจะทำให้เด็กๆหรือลูกน้อยเจ็บป่วยไม่สบายเอาง่ายๆเลยนะคะ สิ่งที่จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดี ก็คือหมวกค่ะ เพราะศรีษะของเด็กเล็กๆนั้นบอบบางมาก เราจึงต้องหาวิธีป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งในปัจจุบัน แฟชั่นก็มีให้เราเลือกได้หลากหลายค่ะ วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับหมวกของเด็กๆในหลายๆสไตล์ และความเหมาะสมในการเลือกใส่ตามกาลเทศะค่ะ 1.หมวกไหมพรม หมวกไหมพรม ควรสวมใส่ให้ลูกน้อยในช่วงเวลาที่อากาศหนาว มีทั้งรูปแบบธรรมดา และรูปสัตว์น่ารักๆ หูกระต่าย หูแมว ตามท้องตลาด ตามร้านขายของสำหรับเด็กทั่วไป ในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ 2.หมวกแก๊ป เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่นิยมมาทุกยุคสมัยเพราะหาซื้อได้ง่ายและสะดวกต่อการสวมใส่ให้ลูกน้อยทุกสถานการณ์ 3.หมวกสาวน้อยแบบมีระบาย หากนึกถึงนิทานอิสปในเรื่อง หนูน้อยหมวกแดง หรือ การ์ตูนในทีวีต่างๆ ส่วนใหญ่จะพบเจอหมวกรูปทรงแบบนี้เยอะมากเป็นพิเศษ ด้วยรูปแบบที่ดูน่ารัก เรียบง่าย ที่เด็กๆยิ่งใส่ ก็จะยิ่งดูน่ารัก 4. หมวกเบเล่ห์เด็ก หากคุณหรือลูกของคุณชื่นชอบในสไตล์วินเทจ หมวกทรงนี้จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยสไตล์ที่ดูเก่าแบบคลาสสิค ยิ่งใส่ยิ่งดูน่ารัก และเท่ห์ไปอีกแบบค่ะ บทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแฟชั่นหมวกของเด็กๆเท่านั้นนะคะ...

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ ในเรื่องทุกเรื่องของลูกคือสิ่งสำคัญทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับวัยให้ลูกนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่คนเป็นพ่อแม่จะต้องเลือกหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย เสื้อผ้าเด็กๆในยุคปัจจุบัน มีให้เลือกมากมายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นในแบบเด็กๆเล็กๆ หรือในส่วนของแฟชั่นที่เหมือนของผู้ใหญ่ ทีนี้เราจะมาดูกันว่าเราควรจะเลือกเสื้อผ้าแบบไหนให้ลูกน้อย เด็กวัยแรกเกิด             เสื้อผ้าของเด็กในวัยนี้ ควรจะมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนละมุน ไม่ระคายเคืองผิว โปร่งสบาย และต้องเป็นผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ หรือผ้าคอตตอน เพราะด้วยผิวที่บอบบางและแพ้ง่ายของเด็กๆในวัยนี้ จึงต้องเลือกสรรเป็นพิเศษ เด็กในวัยหัดเดิน             เด็กๆในวัยนี้มักจะซุกซนเป็นพิเศษ มีความอยากรู้อยากเห็นอยากลอง เสื้อผ้าที่เหมาะสม ควรจะเป็นชุดที่ไม่รัดให้อึดอัดจนเกินไป เนื้อผ้าต้องนุ่มใส่สบายตัว เพื่อที่จะให้ทุกการสัมผัสคล่องตัว ไม่สะดุดในทุกกิจกรรม ตัวเสื้ออาจจะใส่เป็นผ้ายืด คู่กับกางเกงขายาวในแบบที่ไม่รัดจนเกินไป เด็กเล็กหรือวัยเตรียมอนุบาล             เด็กๆในวัยนี้ชอบเข้าสังคม เล่นกับเพื่อนๆ เริ่มใส่เสื้อผ้าเองได้แล้ว เสื้อผ้าที่เหมาะสมถ้าจะให้ดี ก็น่าจะเป็นเสื้อผ้าที่เป็นลวดลายการ์ตูนที่แบ่งแยกด้านหน้า และด้านหลังได้ชัดเจน หรือจะเป็นรูปเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ต่างๆที่เด็กๆชอบ รูปแบบของเสื้อผ้าก็มีหลากหลาย เช่น ชุดเดรส เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์เท่ห์ๆ หรือกระโปรงสวยๆ เด็กโต หรือวัยที่กำลังจะเข้าสู่วัยรุ่น             ในวัยนี้ค่อนข้างจะเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากกว่าในวัยอื่น การเลือกเสื้อผ้านั้น เด็กๆส่วนใหญ่จะเป็นผู้เลือกในสไตล์ที่ตัวเองชื่นชอบ...

เด็กๆในวัยนี้มีพัฒนาการที่รวดเร็ว เริ่มคันเหงือก อยากจับสิ่งของ อยากเดิน อยากรู้อยากเห็นไปซะหมด พัฒนาการของเด็กๆในวัยนี้ โดยหลักๆก็ต่อยอดมาจากพัฒนาการเริ่มแรก แบ่งเป็น 3 ด้านด้วยกัน คือ ด้านประสาทสัมผัส ด้านกล้ามเนื้อ ด้านการเสริมสร้างสติปัญญา โดยของเล่นที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการนั้นมีหลายแบบด้วยกันค่ะ 1.พัฒนาการด้านประสาทสัมผัส                         ของเล่นที่สามารถนำมาให้เด็กๆได้เล่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการในด้านนี้ ต้องเป็นวัสดุที่มีผิวสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป อาจจะมีผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน เช่น แข็ง นุ่ม หยาบ ราบเรียบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดทักษะในด้านประสาทสัมผัส ได้แก่ ยางกัด ของเล่นที่เอาไว้จับ หรือกัดได้ 2.พัฒนาการด้านเสริมสร้างกล้ามเนื้อ                         การพัฒนากล้ามเนื้อในส่วนนี้ คือส่วนของกล้ามเนื้อมัดเล็ก จะต้องเป็นของเล่นที่สามารถหยิบจับ ขว้าง โยนได้ เช่น ลูกบอลลูกเล็กๆนุ่มๆ การต่อบล็อกต่างๆที่มีรูปทรงแตกต่างกันออกไป มีสีสันสะดุดตา และมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ของเล่นที่ทำให้เกิดเสียง ของเล่นเขย่ามือ เป็นต้น เพื่อฝึกทักษะในการหยิบจับ การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งก็คือ...

การเลือกของเล่นเด็ก                 ของเล่น เป็นสิ่งที่สามารถช่วยส่งเสริมในเรื่องของพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย ให้เด็กๆเติบโตได้อย่างสมวัย  ส่วนการจะเลือกของเล่นแบบใดนั้น ก่อนอื่นเราต้องดูความเหมาะสมและความพร้อมของเด็กๆว่าอยู่ในช่วงวัยใดบ้าง และการดูแลเอาใจใส่ การให้ความอบอุ่นแก่เด็กๆและลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เหมือนกันนะคะ เพื่อให้พัฒนาการในช่วงวัยต่างๆนั้นเป็นไปอย่างสมบูรณ์     เด็กในวัยแรกเกิด  - 6 เดือน แรก พัฒนาการของเด็กๆในวัยนี้จะมีในเรื่องของ การฟัง การมองตาม การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การกระตุ้นเตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ การกระตุ้นความคิด ดังนั้น ของเล่นที่เหมาะกับคุณหนูๆในช่วงวัยนี้ก็จะแบ่งแยกได้ดังนี้ค่ะ 1.กระตุ้นการมองเห็น                 เราสามารถหาของเล่นที่มีสีสันสวยงาม สะดุดตา และมีความปลอดภัยมาช่วยกระตุ้นการมองเห็นได้ เช่น รูปภาพต่างๆที่มีสีสันตัดกันอย่างชัดเจน โมบายลวดลายต่างๆ อาจจะเป็น สีขาว/ดำ เหลือง/แดง น้ำเงิน/ชมพู ให้ผู้ปกครองหรือคุณพ่อคุณแม่เป็นของเล่นให้ลูกได้ ด้วยการหยอกล้อ เล่นจ๊ะเอ๋ ส่ายหน้าไปมาช้าๆ เพื่อให้ลูกมองหาเราให้เจอ แบบนี้ก็ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการมองเห็นได้ค่ะ 2.กระตุ้นการฟัง สิ่งของที่มีเสียงดึงดูดความสนใจ เช่น ลูกแซก กระดิ่ง ของเล่นเขย่ามือ เพื่อให้เกิดเสียง กล่องดนตรี...

การเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น โตไปมีคุณภาพ มีลูกควรอ่าน การเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น เพราะเด็กญี่ปุ่นที่เราเห็นนั้น มักดูเก่งและมีความสามารถ ซึ่งการเลี้ยงดูหรือการใช้ชีวิตของเด็กญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กว่าจะเก่งหรือโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่พัฒนาชาติให้เจริญได้ขนาดนี้ ญี่ปุ่น ประเทศเล็กๆ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ได้อยู่เป็นรองของหลายๆ ประเทศใหญ่ๆ เลย แต่ก็มีหลายคนที่คิดว่าเด็กญี่ปุ่นต้องมีความสุขสบายเพราะอยู่ในประเทศที่มีสังคมและการจัดการสังคมที่ดีแน่นอน!! แต่แท้จริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นไม่นิยมฝึกให้เด็กญี่ปุ่นมีนิสัยที่สบายเกินไป เพราะเด็กที่สบายเกินไปอาจเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รักสบายจนอาจมีผลเสียต่อการพัฒนาชาติ ซึ่งเทคนิคการเลี้ยงลูกสไตล์ญี่ปุ่นที่ทางแอดจะนำมาเสนอนี้ คุณชินอิจิโร่ อิคาริ คุณพ่อชาวญี่ปุ่นที่ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์อิจิมันเนนโด ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตหนังสือชุด Happy Advice ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นจนทะลุยอดขาย 4 ล้านเล่ม ได้เผยถึงโจทย์การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันให้ฟังว่า… ระยะหลังมานี้ ชาวญี่ปุ่นไม่ได้เน้นให้ลูกเรียนอย่างเดียว แต่จะสร้างเสริมคุณลักษณะหลายๆ ด้านเข้าไปด้วย ซึ่งจะเน้นความเป็นมนุษย์ทั้งในตนเองและในผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการให้เกียรติ รู้จักคุณค่าของตัวเอง มีความเกรงอกเกรงใจ ซึ่งความมุ่งหวังนี้เพื่อสร้างลูกให้อยู่ในสังคมอย่างไม่สร้างปัญหาหรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน “การทำให้คนอื่นเดือดร้อนเป็นเรื่องไม่ดี ถ้าลูกแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะจะเตือนลูกให้รู้ทันที” คุณอิคาริเผยถึงแนวการสอนที่สะท้อนให้เห็นว่าการสอนลูกให้คิดถึงส่วนรวมเป็นเรื่องที่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก ส่วนเรื่องระเบียบวินัยนั้น คุณพ่อชาวญี่ปุ่นท่านนี้บอกว่า จะไม่เข้มงวดมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด แต่จะยึดหลักความสมดุลโดยเน้นที่ตัวลูกเป็นหลัก เช่น ให้ลูกช่วยกันตั้งกฎกติกาขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมว่าควรจะดู หรือเล่นกี่ชั่วโมงต่อวัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม...

วันนี้เราก็มี 5 เคล็ดลับของคุณแม่มือโปร ที่สามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตสมวัยตามธรรมชาติมาแนะนำกันดังนี้ 1.ลูกล้มบ้างก็ได้ ไม่ต้องโอ๋ พ่อแม่มักจะปิดกั้นการเรียนรู้ของลูก ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวลูกเจ็บ กลัวลูกเกิดอุบัติเหตุ จึงไม่อยากให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเองมากนัก ซึ่งนั่นก็เป็นการทำลายการเติบโตของลูกโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว เพราะการเติบโตที่สมวัยตามธรรมชาติของเด็ก จะต้องผ่านการเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง ดังนั้นควรปล่อยให้ลูกให้เล่น ให้ล้ม และลุกเองบ้าง ซึ่งจะทำให้ลูกมีการเรียนรู้ เติบโต และรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง 2. ตามใจปากลูกบ้างเป็นบางวัน โภชนาการอาหารที่ดีจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการและการเติบโตที่สมวัยมากยิ่งขึ้นก็จริง แต่บางครั้งก็ไม่ควรเคร่งครัดมากเกินไป ควรตามใจลูกบ้าง ให้เขาได้ทานอาหารที่ชอบ จากนั้นจึงค่อย ๆ เสริมอาหารที่มีประโยชน์ให้กับลูกไปพร้อมกับอาหารที่เขาชอบทานเป็นประจำ จะทำให้เด็กรู้สึกมีทางเลือก เปิดใจที่รับฟัง และเข้าใจถึงประโยชน์ของอาหารต่างชนิด พร้อมเห็นประโยชน์ของการเปิดใจทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น 3. ทำวินาทีสั้นๆ ให้เป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษ การชวนลูกทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว นอกจากจะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ก็ยังช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ และพัฒนาการให้กับลูกอย่างรอบด้านอีกด้วย เช่น การเล่านิทานให้ลูกฟัง ชวนลูกเต้นแอโรบิค เล่นของเล่นกับลูก ชวนกันวาดเขียนและระบายสี หรือการร้องเพลง เป็นต้น โดยกิจกรรมเหล่านี้สามารถทำได้ตลอดเวลาที่ต้องการ เพียงแค่เวลาสั้นๆ ในแต่ละวัน จะทำให้เค้าพัฒนาก้าวไกลกว่าเด็กคนอื่นๆ อย่างคาดไม่ถึงเชียวล่ะ 4....

ด้วยความที่เขายังไร้เดียงสาอาจเกิดพลาดหกล้ม หรือหล่นมาจากที่สูงได้ นอกจากนี้แล้วคุณแม่ควรใส่ใจในเรื่องของข้าวของต่างๆ เช่น พวกปลั๊กไฟ หรือของมีคมทุกชนิด ควรเก็บไว้ให้ห่างจากตัวเล็กๆ สำหรับปลั๊กไฟอาจหาเทปหรือที่ปิดปลั๊กไฟโดยเฉพาะมาติดป้องกันไว้ ลูกน้อยในช่วงวัยหัดเดินจะเริ่มสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเสริมพัฒนาการต่างๆ ของเขา ด้วยวิธีเปิดเพลงเบาๆ หรือหาของเล่นที่มีสีสันสดใส อาจจะเป็นตัวต่อแบบต่างๆ หรือของเล่นเด็กที่มีเสียง ควรหาราวสำหรับเกาะเดินให้กับเขาด้วย เพราะเมื่อเวลาที่เขาไม่ได้หลับเจ้าตัวเล็กจะพยายามเกาะสิ่งต่างๆ เพื่อลุกยืนแล้วพยายามก้าวเดิน ช่วงเวลาแบบนี้คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลเขาอย่าให้คาดสายตา ถ้ามีเวลาไม่พอควรหาผู้ที่ไว้ใจได้มาช่วยดูเจ้าตัวเล็กเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดกับเจ้าหนูได้ นอกจากในบ้านแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรพาเจ้าตัวเล็กออกมาหัดเดินที่บริเวณนอกบ้านบ้าง หรืออาจจะเป็นในสวนสาธารณะเพื่อให้เขาได้เห็นธรรมชาติและสิ่งต่างๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มความกระตือรือร้นในการเดินให้กับเจ้าตัวเล็กได้อีกมาก ช่วงหัดเดินบางครั้งเจ้าตัวเล็กจะตั้งใจเดินกันเกือบทั้งวัน เหมือนเป็นของแปลกใหม่ ดังนั้นแล้วคุณพ่อคุณแม่จะต้องใจเย็น อาจจะจูงมือเดินเป็นเพื่อนเขา ถึงจะนานแค่ไหนก็อย่าไปดุเขาเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เขารู้สึกขาดความมั่นใจในการเดินได้ และอาจจะไม่ยอมเดินหรือเดินช้าไปกว่าปกติ ในช่วงนี้คุณแม่อาจหาอุปกรณ์เช่นเก้าอี้ หรือรถเข็นที่ทำขึ้นมาเพื่อเด็กหัดเดินให้เจ้าตัวเล็กได้เกาะเดิน เพราะเขาจะเดินจนตัวเองรู้สึกมั่นใจว่าไม่ล้มแล้วเจ้าตัวเล็กถึงจะเริ่มเดินด้วยวิธีไม่เกาะอะไรอีก เก้าอี้หรือรถเข็นสำหรับเกาะเดินยังช่วยให้เขารู้จักทรงตัวได้ดีขึ้นอีกด้วย การสร้างความมั่นใจให้ลูกในการก้าวเดินก็ช่วยเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ ของเขาตามมาได้อีกมาก...

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น เราจะมองเห็นว่าลูกเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น เอาแต่ใจมากขึ้น วิธีแก้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง จะทำยังไงให้ดีขึ้น เลี้ยงยังไงให้พอดี เอาวิธีดี ๆ มาบอกคุณพ่อคุณแม่ตรงนี้ค่ะ ลูกเอาแต่ใจเป็นยังไง เริ่มที่จะไม่ฟังคำที่พ่อแม่พูด ไม่ทำตามกฏเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ตั้งกันไว้ในบ้าน ไม่หยุดทำเมื่อถูกห้าม ดื้อ ต่อต้านขึ้น อยากได้หรือต้องการ ก็ต้องได้สิ่งนั้นให้ได้ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา ทำตามใจตัวเองโดยไม่มีเหตุผล มีความอดทนต่ำ โวยวาย เมื่อถูกต่อว่าหรือถูกกดดัน มีอารมณ์ร้าย แสดงความเป็นเด็กขี้เบื่อ และไม่มีสมาธิอยู่กับสิ่งใดนานๆ   สาเหตุที่ลูกเอาแต่ใจ เกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูจากบุคคลใกล้ตัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย หรือพี่เลี้ยง ที่คอยยอมใจลูกหลานแบบไม่กำหนดขอบเขต ไม่คิดถึงเหตุผล แค่ลูกร้องหรือแสดงอารมณ์ก็ปล่อยตามใจ จนทำให้เด็กคิดว่าเมื่อทำสิ่งนี้ตนเองจะได้ในสิ่งที่ตนต้องการ บ่อยครั้งจึงเป็นความเคยชิน สร้างเป็นนิสัยเอาแต่ใจขึ้นมา เมื่อรู้สึกว่าลูกมีนิสัยเช่นนี้ พ่อแม่รีบแก้ไขด่วน ๆ  7 วิธีแก้ลูกเอาแต่ใจตัวเองก่อนจะสายเกินแก้ #1 กำหนดกฎเกณฑ์ให้ลูกอย่างเหมาะสมตามวัย เด็กเล็กต้องการการดูแลจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด และเรียนรู้ว่าอะไรทำได้ไม่ได้ ท่ามกลางความปลอดภัย การให้อิสระลูกเล่นในสถานที่ปลอดภัยและเหมาะสม บอกกติกาว่าสิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ จะทำให้เด็กรู้จักควบคุมตนเองและมีวินัย กว่าจะที่ใช้คำสั่งบังคับและไม่ให้ทำ #2 แยกแยะให้ออกเมื่อลูกร้องไห้ ในขณะที่ลูกยังไม่รู้วิธีการสื่อสารกับพ่อแม่อย่างชัดเจน สิ่งที่เขาแสดงออกได้ในตอนนี้ก็คือการร้องไห้เพื่อให้รู้ว่ากำลังเจ็บปวด หิว ไม่สบายตัว หรือกลัวอะไรบางอย่าง เหล่านี้พ่อแม่ควรให้ความสนใจกับลูกทันที แต่ถ้าเป็นการร้องไห้แบบรู้ว่าไม่เกิดอันตราย ร้องเพื่อเรียกร้องเอาในบางอย่าง อาจจะปล่อยให้ลูกร้องไห้เพื่อให้เข้าใจว่า หนูจะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการตอนนี้และเข้าไปกอด ปลอบลูกด้วยคำพูดอ่อนโยนและใช้เหตุผล #3 อย่าปล่อยให้ลูกแสดงอารมณ์ร้ายจนได้ผล ยกรางวัลดราม่ายอดเยี่ยมให้กับเจ้าตัวเล็ก เพราะเมื่อเด็กไม่พอใจ เอาแต่ใจ ก็จะแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจนให้พ่อแม่ได้รู้เพื่อใจอ่อน ยอมทำตาม ในสถานการณ์แบบนี้พ่อแม่ต้องสตรองเอาไว้นะคะ ยืนอยู่ห่าง ๆ ปล่อยให้ลูกปลดปล่อยอารมณ์โมโหซักระยะ เมื่อลูกค่อย ๆ หยุดแล้วจึงเข้าไปคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและบอกเหตุผลในสิ่งที่ทำให้ลูกจะไม่ได้ #4 อย่าละเลยเรื่องระเบียบวินัย สอนเรื่องนี้ให้ลูกตั้งแต่เล็กเพื่อติดนิสัยไปจนโต จะทำให้ลูกรู้จักควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ มีหลักการและเหตุผลในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องมากขึ้น โดยมีพ่อแม่คอยทำเป็นแบบอย่างนะคะ #5 สอนให้ลูกรู้จักการรอคอยและอดทนให้เป็น การรอ จะช่วยทำให้เด็ก ๆ จัดการกับความหงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจได้ดีขึ้น #6 ไม่ชมเชยลูกมากเกินไป การชมเชยถือว่าเป็นสิ่งดีเป็นกำลังใจในการต่อยอดที่จะทำต่อไปให้ดีขึ้น แต่การชมลูกมากเกินไป หรือซักแต่ว่าชม จะทำให้ลูกเหลิง และทำแต่เรื่องซ้ำ ๆ ในสิ่งที่พ่อแม่ชื่นชม จนไม่อยากจะทำสิ่งอื่นเพราะกลัวทำไม่ได้ดี การชมบ่อย ๆ จึงทำให้เด็กหยุดชะงัก เสียโอกาสที่จะไปพัฒนาในด้านอื่น ๆ นะคะ #7 ใช้เวลาคุณภาพกับลูก ปัจจุบันที่พ่อแม่หมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน เวลาคุณภาพจึงอาจไม่ใช่เวลาที่ต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา แต่เป็นการแบ่งเวลาที่ให้ทุกคนอยู่พร้อมทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมด้วยกัน เมื่อลูกได้เวลาในส่วนนี้ไปจะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ ไม่คิดไขว่คว้าหรือร้องเอาแต่ใจ เพื่อหาของอื่นเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้นะคะ   เจ้าตัวเล็กที่พ่อแม่รู้สึกว่ากำลังเอาแต่ใจตัวเองอยู่ในตอนนี้ถ้าไม่รีบแก้ไขก่อนที่จะเข้าสู่วัยเรียนหรือโตไปกว่านี้จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กมีปัญหาได้นะคะเพราะเมื่อลูกเข้าสังคมและมีพฤติกรรมเอาแต่ใจติดตัวไปอาจถูกปฏิเสธจากเพื่อนจากคนรอบข้างไม่เป็นที่ยอมรับทำให้ลูกขาดความสุขมีปมด้อยและมีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในแง่ลบจนกลายเป็นความทุกข์ใจของพ่อแม่ดังนั้นถ้าเห็นพฤติกรรมลูกเอาแต่ใจตัวเองอยู่รีบหันมามองดูแล้วช่วยกันแก้ไขเลี้ยงลูกให้ดีกันค่ะ...