สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

4 สาเหตุที่ทำให้ “ท่อน้ำนมอุดตัน” พร้อม 6 วิธีแก้ไข อาการท่อน้ำนมอุดตัน คุณแม่จะรู้สึกว่ามีก้อนแข็ง ๆ ที่เต้านม อาจจะไม่เป็นทั้งเต้า อาจเป็นแค่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งที่เต้านมเท่านั้น ถ้าเป็นลักษณะนี้คืออาการของ ท่อน้ำนมอุดตัน นอกจากอาการแข็งที่เต้านมแล้วยังมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น กดแล้วเจ็บ บางคนมีอาการบวมแดง สีน้ำนมข้นกว่าปกติ เมื่อมีอาการนี้น้ำนมอาจไหลไม่มากเหมือนเดิม เพราะว่าท่อน้ำนมบางท่อเกิดการอุดตันแล้วนั่นเองค่ะ สาเหตุที่ทำให้ ท่อน้ำนมอุดตัน มีดังนี้ 1.ลูกดูดนมไม่บ่อยเท่าที่ควร 2.ลูกดูดนมไม่เกลี้ยงเต้า ระบายน้ำนมออกไม่หมด 3.สวมเสื้อชั้นในคับหรือเกิดแรงกดทับที่เต้านมด้านนั้นมากเกินไป 4.เต้านมใหญ่ยานเกินไปทำให้การระบายน้ำนมออกไม่ดี   วิธีแก้ไขท่อน้ำนมอุดตัน มีดังนี้ 1.ทำความสะอาดเต้านมและประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นประมาณ 5 นาที ก่อนให้ลูกดูดนม 2.ให้ลูกดูดนมจากเต้าที่มีอาการท่อน้ำนมอุดตันก่อน ให้ลูกดูดนมให้เกลี้ยงเต้า เพื่อลดปัญหาน้ำนมค้างสะสมที่ท่อน้ำนม 3.จัดท่าให้นมลูกอย่างถูกต้อง เน้นให้ลูกดูดตรงที่มีก้อนแข็งที่เต้านมก่อนค่ะ 4.ให้ลูกดูดนมให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะให้ดูดทุก ๆ 1 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมงครึ่งค่ะ พยายามให้ลูกดูดให้นานและเกลี้ยงเต้าที่สุดค่ะ 5.ถ้ามีอาการปวดเต้านมมากสามารถกินยาลดปวดได้ค่ะ 6.อย่าให้ลูกดูดนมข้างเดียวเด็ดขาด นอกจากจะทำให้หน้าอกใหญ่ข้างเดียวแล้ว ยังทำให้ข้างที่ลูกไม่ค่อยได้ดูดเกิดอาการท่อน้ำนมอุดตันอีกด้วยค่ะ อาการท่อน้ำนมอุดตัน หรือ เต้านมแข็งเป็นก้อน เป็นอาการที่พบได้บ่อยกับคุณแม่ที่ให้นมลูก ถ้าคุณแม่รีบแก้ไข อาการจะหายไปเองภายใน 1-2  วัน  แต่ถ้าทำแล้วไม่หายต้องให้คุณหมอช่วยดูอาการให้อีกทีค่ะ...

5 วิธีกำจัดน้ำมูกของลูกง่ายๆ ด้วยวิธีเหล่านี้ เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจส่งผลทำให้ลูกป่วยง่าย และเด็กบางคนก็จะมีน้ำมูกอยู่เต็มรูจมูก ทำให้รู้สึกว่าลูกหายใจไม่สะดวก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรมีวิธีการช่วยกำจัดน้ำมูกให้ลูกอย่างถูกวิธีด้วยนะคะ เพื่อให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้นค่ะ ซึ่งมีวิธีดังนี้ค่ะ   5 วิธีกำจัดน้ำมูกของลูกง่ายๆ 1. ใช้คอตตอนบัด ชุบน้ำเกลือให้ชุ่มและนำไปเช็ดในจมูกลูก อย่าเช็ดลึกมาก เช็ดเพื่อให้ก้อนน้ำมูกหรือ น้ำมูกออกมาเพื่อให้ลูกหายใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้นค่ะ 2. ดูดน้ำมูกลูกด้วยลูกยาง ก่อนใช้ลูกยางดูดน้ำมูกในจมูกลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องจับลูกนอนหงาย และยกหัวให้สูงนำน้ำเกลือใส่ไซริงก์หยดเข้าไปในจมูกของลูกก่อน แล้วหลังจากนั้นจึงใช้ลูกยางดูดน้ำมูกของลูกออกมาทีละข้างค่ะ   3. เครื่องดูดน้ำมูกอัตโนมัติ เครื่องนี้ใช้ง่าย เพียงนำปลายด้านเล็กที่ใช้ดูดใส่เข้าไปในจมูกลูกและกดปุ่มให้ทำงานเครื่องจะดูดน้ำมูกของลูกออกมาเอง การทำงานของเครื่องจะไม่ดูดแรงมากนัก จึงไม่เป็นอันตรายกับโพรงจมูกของลูกค่ะ   4. เครื่องดูดน้ำมูกด้วยสายยาง  เครื่องนี้จะมีขวดเก็บน้ำมูกและสายยางที่ใช้ดูดน้ำมูก การใช้เครื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นคนออกแรงดูดน้ำมูก ของลูกให้ไหลผ่านสายยางออกมากค่ะ แนะนำให้ลองดูดเบาๆดูก่อนค่ะ   5. ใช้ปากดูดให้ลูก จับลูกนอนหงายหรือนอนบนตักคุณแม่ และใช้ปากดูดที่จมูกของลูกหรือเป็นการจุ๊บตรงจมูกลูกแรงๆ ค่ะ คุณแม่สามารถควบคุมแรงของการดูดได้ด้วยตัวเองค่ะ   ถ้าทำตามวิธีการดังกล่าวแล้ว ควรใช้น้ำเกลือล้างจมูกให้ลูกจะช่วยได้มากค่ะ การใช้น้ำเกลือช่วยล้างจมูก หรือ สวนจมูกให้ลูก ก็จะทำให้ลูกหายใจคล่องขึ้นมากค่ะ เพราะน้ำเกลือที่เข้มข้นจะช่วยลดความหนืดของน้ำมูก และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ลดอาการแทรกซ้อนจากโรคหวัด  ทำให้หวัดหายไวขึ้นค่ะ...

ลูกคัดจมูก หายใจครืดคราด ทำอย่างไรดี ในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้เจ้าตัวเล็กของเราปรับสภาพร่างกายไม่ทัน มักมีอาการป่วยบ่อยครั้ง ส่งผลให้ ลูกคัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจครืดคราด ไม่สะดวก ยิ่งเวลานอน ยิ่งน่าสงสารค่ะ แล้วเราจะช่วยลูกได้อย่างไรนะ ลูกถึงจะหายจากอาการหวัด คัดจมูกแบบนี้ ลูกคัดจมูก หายใจติดขัด ลองทำตามนี้ดูค่ะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ ค่ะ หรือใช้สเปรย์น้ำเกลือแบบพ่นก็ได้ค่ะ ทำทุกวันวันละ 2 ครั้ง น้ำเกลือจะช่วยทำความสะอาดจมูก ฆ่าเชื้อโรค และหากลูกมีน้ำมูกที่ข้นเหนียวจากการรับประทานยาลดน้ำมูก การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะทำให้น้ำมูกใส และไหลออกมาได้ดีขึ้นค่ะ โล่งจมูกเลยทีเดียว ยาลดน้ำมูก หากแพทย์ไม่ได้สั่งไม่ควรซื้อมารับประทานเองนะคะ เพราะนอกจากจะทำให้น้ำมูกข้นเหนียวแล้ว หากได้รับปริมาณยามากเกินขนาด อาจกดทางเดินหายใจและชักได้นะคะ หากลูกมีน้ำมูกออกมาก และไม่สามารถขับออกได้เอง คุณแม่อาจใช้การดูดน้ำมูกเข้ามาช่วย แต่ต้องทำด้วยความสะอาดนะคะ เวลาที่ลูกนอนหลับ ให้นอนยกศีรษะสูงหรือนอนตะแคงไว้ค่ะ หากว่าอากาศในห้องเย็นมาก ๆ ต้องสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด คลุมแขนและขา ใส่ถุงเท้า และผูกผ้าพันคอด้วยคะ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ...

อาการปกติทั่วไปของเด็กแรกเกิด-6 เดือน ที่มักจะเป็นกัน เด็กทารกแรกเกิดไปจนถึงอายุประมาณ 6 เดือน มักจะมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย คุณแม่มือใหม่ก็อาจจะไม่แน่ใจว่าอาการแบบนี้เป็นอาการปกติของเด็กทั่วไปหรือว่าผิดปกติไหม ต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจคุณแม่มือใหม่ทุกคนเป็นอย่างมาก อาการต่าง ๆ ที่เด็กแรกเกิดไปจนถึง 6 เดือน มักจะเป็นกันมีดังนี้ อาการปกติทั่วไปของเด็กแรกเกิด-6 เดือน มีดังนี้ค่ะ 1.สะดุ้ง ผวา ลูกน้อยจะมีอาการแบบนี้ตอนที่มีเสียงดัง หรือเวลามีอะไรมาสัมผัสเนื้อตัว  อาการแบบนี้แสดงว่าระบบประสาทของลูกเป็นปกติ ลูกจะมีอาการแบบนี้ จนถึงอายุประมาณ 6 เดือนค่ะ 2.อาการสะอึก เป็นเพราะลูกดูดนมมากหรือเร็วเกินไป ทำให้กระเพาะอาหารขยายใหญ่ และไปดันกระบังลม ทำให้มีอาการสะอึก ซึ่งคุณแม่สามารถแก้ได้ด้วยการไล่ลมโดยจับลูกนั่งให้เรอ หรืออุ้มพาดบ่าประมาณ 5-10 นาที 3.อาการแหวะนม เกิดจากหูรูดตรงกระเพาะอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่ดี เมื่อดูดนมเร็วหรือดูดอากาศเข้าไปทำให้ลูกแหวะนมได้ ดังนั้นหลังจากลูกกินนมแล้วควรไล่ลมให้ลูกเรอออกมาโดยจับอุ้มหรือพาดบ่า หรือให้นอนศีรษะสูงหรือนอนตะแคงไปทางด้านขวาประมาณ ครึ่งชั่วโมง 4.ผิวหนังลอก. ผิวหนังของลูกจะลอกหลังคลอดประมาณ 2-3 วัน หลังจากนั้นจะหายไปเองค่ะ 5.ลิ้นขาว เป็นเพราะลูกน้อยทานแต่นมจึงทำให้มีการเกาะตัวอยู่ที่ลิ้น คุณแม่สามารถทำความสะอาดลิ้นให้ลูกได้โดยการนำผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดในปากลูกเบา ๆ 6.ผื่นผ้าอ้อม ลักษณะอาการผื่นผ้าอ้อมนี้จะมีผื่นขึ้นสีแดง ๆ เกิดจากความชื้นแฉะจากฉี่หรืออุจจาระนานเกินไป คุณแม่ควรจะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกทุกครั้งหลังจากลูกขับถ่ายออกมาและทำความสะอาดผิวของลูกให้สะอาดแห้งตลอดเวลา ส่วนผ้าอ้อมควรจะซักและตากแดดให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันเชื้อโรคค่ะ 7.ท้องผูก เป็นเรื่องปกติของเด็กทารก...

เสียงร้องของลูก แต่ละแบบ บอกอะไรบ้าง? ว่ากันว่าการที่เด็กทารกร้องไห้นั้น เป็นวิธีการสื่อสารของลูกที่ต้องการบอกความต้องการกับคุณแม่ว่าต้องการอะไร ในช่วงแรก ๆ ที่ยังเรียนรู้กันไม่ดีพอคุณแม่อาจตอบสนองความต้องการได้ไม่ดีนัก ทำให้ลูกต้องร้องไห้กวนโสตประสาทอยู่บ่อย ๆ แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก.. เมื่อทำความรู้จักคุ้นเคยกันแล้ว เสียงร้องของลูกก็จะน้อยลง เพราะคุณแม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกได้ดีขึ้น หากคุณแม่ลองสังเกต เสียงร้องของลูกแต่ละแบบก็จะเข้าใจว่าลูกต้องการอะไรบ้าง?  เสียงร้องของลูก แต่ละแบบสื่อความหมายอะไรนะ? 1. อาเฮะ / อึนเนะ เสียงนี้มักเป็นเสียงเริ่มต้นของการร้องไห้ เมื่อทารกหิวค่ะ จะมาพร้อมกับอาการหันหน้าเข้าหานม และลิ้นพยายามดุนที่ปากเอาไว้ หากคุณแม่ตอบสนองไม่ทันใจ ลูกจะเริ่มโกรธ และพาลร้องไห้ดังขึ้น พออุ้มลูกเข้าหาเต้า ลูกจะส่ายหัวไปมาเพื่อหาหัวนม พอได้กินนมก็หายงอแงเป็นปลิดทิ้ง แต่บางคนก็โกรธจนไม่ยอมกินนมก็มี ขอร้องไห้ต่ออีกสักนิด 2. อ้าว/ห้าว เสียงนี้จะมาพร้อมกับอาการหาวนั่นเองค่ะ เป็นสัญญาณที่บอกว่า หนูง่วงแล้วนะ หากคุณแม่ไม่อุ้มกล่อม ก็จะเริ่มโยเยงอแง แต่พออุ้มกล่อม อุ้มเดินไปมาสักพัก หรือเอาลงเปล ก็จะหลับค่ะ 3. เอะ /เออะ หนูอึดอัด ปวดท้อง อาจเป็นเพราะมีลมในท้องมาก คุณแม่ควรจับลูกนั่ง หรือ อุ้มพาดบ่าให้เรอ หรือให้ลูกนอน แล้วจับขาของลูกยกสลับไปมานะคะ ลูกจะสบายตัว ไม่ร้องงอแง 4. เฮะ หนูไม่สบายตัว...

ลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย ตอนกี่เดือน? ลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย ตอนกี่เดือน? การพลิกคว่ำ ของลูกน้อยเป็นเรื่องที่คุณแม่รอคอยเหลือเกินค่ะ เพราะการที่ ลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย จะสะท้อนให้เห็นในเรื่องการพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดี การที่ลูกพลิกคว่ำได้นั้นลูกจะต้องชันคอให้ได้เสียก่อน ถ้าชันคอได้แล้วการพลิกคว่ำของลูกจะตามมาเองค่ะ ปกติแล้วการที่ลูกพลิกจากท่านอนคว่ำเป็นท่านอนหงายจะทำได้ตอนอายุประมาณ 4 เดือน หรือเด็กบางคนสามารถทำได้เร็วกว่านั้นอีกค่ะ ประมาณ 3 เดือนก็ทำได้แล้ว อยากให้ลูกพลิกคว่ำเร็ว ๆ คุณสามารถช่วยได้ค่ะ การพลิกตัวคว่ำตัวของลูก เป็นการพัฒนาระบบกล้ามเนื้อหลายๆส่วนในตัวของลูก เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง ลำตัวช่วงบน คอ การเคลื่อนไหวศีรษะ ลำตัว แขน และขา กล้ามเนื้อต่าง ๆ ของลูกจะแข็งแรงขึ้นมาก ถ้าคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกพลิกคว่ำเร็ว ๆ สามารถช่วยลูกได้ดังนี้ค่ะ นำของเล่นที่มีเสียงมาวางไว้ใกล้ตัวลูก หรือหยิบเล่นกับลูกให้ลูกได้หันดู ถ้าลูกใช้มือหยิบเล่นได้ลูกจะหันไปหันมาแล้วหยิบของได้เองค่ะ หัดให้ลูกนอนตะแคงตัวบ่อย ๆ หาผ้าหรือหมอนดันหลังลูกไว้ ถ้าลูกชินกับท่านอนตะแคงแล้วลูกจะพลิกตัวเป็นท่าคว่ำได้เร็วขึ้นค่ะ ถ้าลูกนอนตะแคงเล่นได้เองแล้วให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกด้วยการใช้มือดันลูกเบา ๆ ให้พลิกคว่ำได้ค่ะ ที่นอนของลูกที่มีความแข็งจะทำให้ลูกพลิกคว่ำได้ง่ายกว่าที่นอนนุ่ม ๆ เพราะที่นอนนุ่มจะทำให้ตัวและหัวของลูกจมไปกับฟูกนอนค่ะ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันมากนะคะ การพลิกคว่ำของลูกนี้ ลูกควรจะทำได้ภายในช่วงอายุไม่เกิน...

อุ้มลูกในแต่ละช่วงวัยต้องอุ้มอย่างไร ให้ลูกสบายเนื้อสบายตัว เมื่อแรกคลอดลูกน้อยยังอ่อนปวกเปียก แน่นอนว่าพ่อแม่มักจะเกิดอาการเก้ ๆ กัง ๆ จะอุ้มลูกยังไง กลัวตก กลัวหล่น กลัวไปสารพัด เพราะลูกยังบอบบางมาก  สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องมีคือ  ความมั่นใจ เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง ข้อสำคัญของการอุ้ม คือ อุ้มลูกอย่างมั่นคงแต่ไม่เกร็ง  และอุ้มให้ลูกอยู่แนบชิดกับตัวของคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด ลูกจะได้กลิ่นของพ่อแม่ และการสัมผัสจะทำให้เจ้าตัวน้อยเกิดความอบอุ่น  มาดูกันค่ะว่า การอุ้มลูกในแต่ละช่วงวัยต้องอุ้มอย่างไร อุ้มลูกอย่างไรให้ลูกสบายเนื้อสบายตัว การอุ้มทารกแรกเกิด –  4 เดือน การยกลูกขึ้น 1.ใช้มือข้างหนึ่งช้อนใต้คอลูก แล้วหนุนศีรษะลูก 2.ใช้มืออีกข้างหนึ่งเข้าไปรองใต้หลังและก้นของลูก เพื่อรองรับด้านล่างของลำตัว 3.ยกตัวลูกขึ้นมาช้า ๆ เบา ๆ มองหน้าลูกไว้จะคุยกับลูกก็ได้ 4.จัดลูกให้อยู่ในท่าอุ้มที่คุณแม่หรือคุณพ่อถนัดค่ะ การอุ้มลูก มี 3 แบบ แบบที่ 1 อุ้มพาดบ่า  ให้หันลูกเข้าหาตัวคุณพ่อหรือคุณแม่  ยกตัวลูกขึ้นตามวิธีการที่กล่าวไว้  แล้วให้ศีรษะลูกวางบนบ่าขณะที่แขนข้างหนึ่งของเราพาดหลังลูกและจับศีรษะหรือด้านหลังคอลูกไว้เบา ๆ แขนอีกข้างใช้หนุนก้นลูกเพื่อไม่ให้เลื่อนลงได้  และอาจใช้หยิบของได้บางครั้ง แบบที่ 2 อุ้มนอนบนแขน  (cradle)  ให้ศีรษะของลูกวางบนข้อศอกขณะที่งอแขน แล้วพยุงหลังและก้นด้วยมือ ข้างเดียวกับศอกที่วางศีรษะลูก...

5 วิธีนี้ ลูกเลิกขวดนม ได้แน่นอน 1.ตัดการดูดขวดนมโดยสิ้นเชิง: วิธีนี้เป็นวิธีที่แข็งสุด ๆ คุณแม่ต้องใจแข็งวิธีนี้จะทำให้ลูกเลิกขวดนมเร็วที่สุด ประมาณ 3 วันลูกจะเลิกดูดขวดนมแน่นอนค่ะ 2.ดึงความสนใจให้ไปที่สิ่งอื่น: ถ้าลูกเริ่มอยากดูดขวดนม ให้ลองใช้อย่างอื่นมาดึงความสนใจของลูกเพื่อให้ลูกผ่อนคลาย แต่ถ้าไม่ได้จริง ๆ คุณก็สามารถปล่อยให้ลูกร้องไห้ได้ อย่างน้อยประมาณ 10 นาที ลูกจะค่อย ๆ สงบลงได้ค่ะ 3.ลดปริมาณทีละนิด: วิธีที่นุ่มนวลที่สุด ในการให้ลูกเลิกดูดขวดนม คือการลดปริมาณการดูดของลูกให้น้อยลง อาจจะให้ลูกดูดนมจากขวดในตอนกลางคืนที่จะนอนเท่านั้น ก็ได้ค่ะ 4.ให้รางวัล หรือสิ่งที่ลูกอยากได้เป็นของหลอกล่อ: เมื่อลูกเริ่มหยุดกินนมจากขวดได้ซัก 1-2 มื้อก็ควรให้รางวัลลูก หรือ สิ่งของ ที่ลูกอยากได้เพื่อให้ลูกมีกำลังใจในการเลิกกินมื้อต่อไป จนกว่าจะเลิกได้สำเร็จค่ะ 5.ไม่ให้ลูกเห็นขวดนมอีกเลย: คุณแม่ควรนำขวดนมไปทิ้งหรือไปซ่อนไว้ในที่ ๆ ลูกมองไม่เห็น หรือบอกลูกว่ามันเสียแล้ว ใช้งานไม่ได้แล้ว ในวันแรกลูกอาจจะร้องไห้หนักเป็นชั่วโมง แต่วันต่อมาลูกจะเข้าใจว่าขวดนมหายไปแล้ว ขวดนมพังแล้วค่ะ วิธีการให้ลูกเลิกขวดนม ตามที่แจ้งไว้ข้างต้นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการให้ลูกเลิกดูดขวดนม คือใจของคุณแม่ต้องเข้มแข็งในช่วงแรก ๆ ค่ะ...

เมื่อลูกฉี่รดที่นอน สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม   สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ เผยเด็กปัสสาวะรดที่นอนอาจส่งสัญญาณเตือน ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะเคล็ดลับช่วยลูกไม่ให้ฉี่รดที่นอน นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็ก ซึ่งจะถือว่าเป็นความผิดปกติต่อเมื่อเกิดขึ้นในเด็กที่ควรจะควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้แล้วแต่เด็กยังควบคุมไม่ได้ คือเป็นในเด็กที่มีอายุอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยการปัสสาวะรดที่นอนเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน และไม่ได้เป็นผลมาจากการใช้ยา เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือเกิดจากโรคทางกาย เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่พบสาเหตุเฉพาะของการเกิดปัสสาวะรดที่นอน แม้ภาวะปัสสาวะรดที่นอนส่วนมากจะหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น แต่ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว ทั้งในด้านจิตใจและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดโรคที่มาจากอาการปัสสาวะรดได้ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของโครงสร้างของระบบการขับถ่ายปัสสาวะ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน เบาจืด เป็นต้นฉะนั้นเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็ก แต่น่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม ความผิดปกติในการหลั่งฮอร์โมน...

8 วิธีรับมือกับ เด็กดื้อ เด็กขี้เกียจ เด็กก้าวร้าว ที่ได้ผลจริง!! วิธีรับมือกับเด็กดื้อให้ได้ผล 1. เด็กดื้อต้องใช้เหตุผล (Reasoning) การให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาซึ่งเด็กสามารถเข้าใจ มักจะสามารถแก้ไขพฤติกรรมได้ในเด็กยิ่งเล็กการให้เหตุผลต้องแบบง่าย สั้น ไม่พูดยืดยาว เช่น มีดเล่นไม่ได้เพราะจะบาดมือหนู หนูไม่ปีนขึ้นที่สูงเดี๋ยวจะตกลงมาเจ็บ 2.เด็กดื้อต้องใช้ท่าทีที่หนักแน่นและจริงจัง (Firmness) เวลาที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กทำอะไรแล้วเด็กอิดเอื้อน ไม่ยอมทำ วิธีหนึ่งที่ได้ผลคือต้องพูดให้หนักแน่นและจริงจังว่าให้ทำเดี๋ยวนี้ อาจต้องใช้ท่าทีประกอบด้วย เช่น ลุกขึ้นจูงมือเด็กให้ไปทำสิ่งที่ต้องทำ เช่น เด็กอิดเอื่อนไม่ยอมทำการบ้านแม้จะพูดเตือนแล้วหลายครั้ง แม่ต้องแสดงให้เห็นว่าแม่หมายถึงว่าลูกต้องทำการบ้านแล้ว โดยบอกด้วยเสียงที่หนักแน่นว่าเอาสมุดการบ้านออกมาแล้วนั่งลงทำเดี๋ยวนี้เลย ถ้าเด็กไม่ยอมลูกก็ต้องจูงมือไปเอาสมุด ดินสอมานั่งลงให้ทำและเฝ้าให้ทำถ้าจำเป็น 3. เด็กดื้อต้องใช้สิ่งทดแทน (Alternative response) เวลาห้ามไม่ให้เด็กทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรสอนเด็กไปด้วยว่าสิ่งไหนที่ทำแทนได้ เช่น เด็กเล่นของแหลมอยู่จะเอาจากมือเด็กก็ให้เอาของอื่น ที่น่าสนใจกว่ามาให้เด็กแทน ไม่ควรหยิบของแหลมจากมือเด็กเฉยๆ ซึ่งเด็กจะร้องอาละวาดต่อ หรือเห็นเด็กขีดเขียนฝาผนังบ้านอยู่ห้ามไม่ให้ทำเพราะสกปรกบ้าน ก็ควรหากระดาษมาให้เด็กได้เขียนแทน เป็นต้น 4. เด็กดื้อต้องปล่อยให้สามารถแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก (Freedom to discuss ideas and feelings) ควรให้เด็กรู้สึกว่าเมื่อมีความคิดเห็นอย่างไรก็สามารถพูดออกมา ได้อย่างอิสระ...