สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

แนะนำวิธีการ ดูแลแผลหลังคลอด ทั้งแผลฝีเย็บและแผลผ่าคลอด ให้ถูกวิธี สำหรับคุณแม่หลังคลอด ทั้งที่คลอดเองตามธรรมชาติ หรือ ผ่าตัดคลอด ต่างต้องรู้จักดูแลแผลหลังคลอดให้ถูกวิธีนะคะ การดูแลแผลฝีเย็บที่ถูกวิธีสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้นด้วยค่ะ ส่วนการดูแลแผลผ่าคลอด เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อและแผลเป็นนูน มาดูกันค่ะว่า วิธีการดูแลแผลหลังคลอดที่ถูกต้องนั้นทำอย่างไร? วิธีดูแลแผลฝีเย็บ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น 1.หลังคลอดใหม่ ๆ สามารถวางถุงเย็นรอบ ๆ ที่บริเวณปากช่องคลอด แต่ต้องระวังอาจมีฤทธิ์ของยาชาที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าหนาวหรือร้อนเกินไปจนทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง 2.กินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรืออาจใช้ครีมหรือสเปรย์ที่ใช้ลดอาการเจ็บปวด ซึ่งควรปรึกษาคุณหมอ 3.ระยะแรกควรล้างแผลฝีเย็บด้วยน้ำต้มสุกเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ต่อมาจึงใช้น้ำสะอาดล้าง โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างแผลหรือน้ำเกลือ หลังจากล้างแผลแล้วใช้ผ้าสะอาดซับแห้ง 4.รักษาบริเวณปากช่องคลอดให้แห้งและสะอาด เมื่ออาบน้ำปกติคือ เช้า-เย็น แล้วซับฝีเย็บให้แห้ง เลือกใช้กางเกงในชนิดผ้าฝ้ายซึ่งสามารถระบายความอับชื้นได้ดีกว่าผ้าไนลอน และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยที่ใช้ซับน้ำคาวปลานาน 7-10 วัน เปลี่ยนให้บ่อย ๆ นะคะ อย่าปล่อยให้หมักหมม หรือมีกลิ่น เพราะความชื้นแฉะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ข้อสำคัญ ไม่ควรใช้ชนิดสอดเพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย 5.ทุกครั้งที่มีการปัสสาวะหรือถ่ายอุจจาระ ควรจะล้างทำความสะอาดไปทางด้านหลัง เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากทวารหนักหรือจากช่องปัสสาวะที่ปกติจะมีเชื้อโรคอยู่ 6.แผลฝีเย็บจะหายภายใน 7 วัน...

15 วิธีช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย สบาย และนานขึ้น 15 วิธีช่วยให้ลูกนอนหลับง่าย สบาย และนานขึ้น 1.กล่อมลูกนอนโดยไม่สบตา เด็กจะชอบสบตาพ่อแม่ และจ้องมองอยู่อย่างนั้นคุณแม่หลีกเลี่ยงได้โดยการหลับตากล่อม ลูกก็จะหลับตาตามไปด้วยค่ะ 2. อาบน้ำอุ่นให้ลูก เพื่อให้ร่างกายลูกผ่อนคลายและสบายตัว แล้วจึงพาเข้านอน ลูกจะหลับสบาย และหลับได้ยาวมากขึ้นค่ะ 3. กล่อมลูกนอนในเปลที่ไกวได้ หรือที่นอนเด็กแบบมีระบบสั่นเบา ๆ จะช่วยทำให้ลูกรู้สึกเพลิดเพลินและหลับไปเองค่ะ 4. ให้ลูกนอนดูดนม เมื่อลูกน้อยได้นอนดูดนมจากเต้าของคุณแม่หรือดูดนมจากขวด ก็จะทำให้ลูกเคลิ้มหลับไปด้วยความเพลิดเพลินค่ะ 5. ที่นอนลูกควรจะปลอดโปร่ง ไม่ควรมีหมอนเล็ก หรือตุ๊กตามากเกินไปเพราะอาจทำให้ลูกหายใจไม่สะดวก ถ้าถูกสิ่งของเหล่านี้กดทับอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ 6. กลิ่นหอม ๆ ช่วยได้ กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ กลิ่น น้ำมันหอมระเหย หรือกลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มก็สามารถทำให้ลูกหลับได้ง่ายและสบายเช่นกันค่ะ 7. เมื่อลูกสบายท้องก็หลับยาว หลังจากลูกกินนมเสร็จไม่ว่าจะดูดจากเต้านมของแม่หรือจากขวดนม ถ้าหลับไปทั้งอย่างนั้นคุณแม่ควรอุ้มขึ้นไหล่เพื่อให้เรอก่อนจับนอน จะทำให้ลูกไม่อึดอัดท้องทำให้หลับได้นานขึ้นค่ะ 8. สัมผัสรักจากคุณ จับลูกนอนบนที่นอนและใช้มือลูบเบา ๆ ที่หน้าอกหรือข้างหลังก็ทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ 9. ฝึกลูกให้นอนหลับเป็นเวลา เมื่อลูกคุ้นชินแล้วพอถึงเวลาลูกจะนอนเองและเป็นเด็กนอนง่ายค่ะ 10. เสื้อผ้าก็เป็นสิ่งสำคัญ ใส่เสื้อผ้าลูกให้เข้ากับอากาศ เนื้อผ้าควรนุ่ม และโปร่งสบายตัวไม่ระคายเคืองผิวค่ะ 11. อุณหภูมิห้องเหมาะสม อุณหภูมิในห้องนอนไม่ควรเย็นหรือร้อนเกินไปสำหรับผิวเด็ก ดังนั้นควรวัดอุณหภูมิห้องนอนให้ดีค่ะ 12. แสงสว่างเหมาะสม ในห้องนอนไม่ควรสว่างมากเกินไป ในเวลากลางวันอาจจะปิดม่านให้แสงเข้าเล็กน้อย ส่วนเวลากลางคืนควรมีแสงสลัว ๆ เล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นลูกได้ชัดเจนค่ะ 13. นวดสัมผัสก่อนนอน การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้ลูกก่อนนอนก็ทำให้ลูกหลับยาวถึงเช้าได้ค่ะ 14....

ลูกพูดจาหยาบคาย รับไม่ได้เลย สอนลูกยังไงดี?   เด็ก ๆ สมัยนี้เข้าถึงสื่อต่าง ๆ กันได้ง่ายเหลือเกิน หันไปทางไหนก็เจอเด็ก ๆ เล่นอยู่กับสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่เรื่องของสื่อเพียงอย่างเดียว ยิ่งลูกได้ไปเรียนแล้วยิ่งไปกันใหญ่ แค่ไม่กี่สัปดาห์คำพูดแปลก ๆ มาเต็ม แบบนี้ถือว่าลูกเรียนแบบสิ่งผิดมาเต็ม ๆ ค่ะ แล้วจะทำยังไงให้ลูกเลิกพูดคำหยาบคายดี ลองดูวิธีเหล่านี้กันค่ะ 5 วิธีรับมือ เมื่อลูกพูดจาหยาบคาย 1.เมื่อลูกพูดคำหยาบอย่าทำท่าตกใจ: ใจเย็น ๆ และบอกกับลูกว่าคำที่ลูกพูดมาเป็นคำไม่ดี คนส่วนใหญ่จะไม่พูดกันแบบนี้ ลูกไม่ควรพูดอีก เพราะคำพูดแบบนี้อาจทำให้ไม่มีคนรักลูกหรือลูกอาจจะไม่มีเพื่อนเล่นด้วยค่ะ 2.อย่าทำโทษลูกด้วยการตีหรือดุด่า: เพราะการพูดคำหยาบเป็นแค่การพูดที่ไม่ดี ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง สอนให้ลูกเลิกพูดได้แต่ห้ามลงมือกับลูกเด็ดขาด 3.อย่าหัวเราะ หรือ เผลอทำหน้ายิ้ม เด็ดขาด: เมื่อลูกพูดคำหยาบคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรหัวเราะหรือยิ้มเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้จะเหมือนกับแรงกระตุ้น ว่าลูกทำได้ดี ทำสิ่งที่ดีแล้ว ลูกจะจำและพูดคำหยาบ ๆ ไปจนโตค่ะ 4.ชมเชย เมื่อลูกพูดเพราะ: เมื่อลูกเห็นว่าการพูดเพราะจะทำให้ได้รับคำชมเชย และได้รับความรัก ลูกจะยิ่งพูดไพเราะมากขึ้นและจะไม่พูดคำหยาบไปเองค่ะ 5.เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก: คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้คำหยาบคายต่อหน้าลูก เพราะลูกจะจำได้ดี และจำบทสนทนาเหล่านั้นไปใช้ ทั้งคำที่ดีและคำหยาบคายค่ะ เด็กที่พูดจาหยาบคาย มักจะมาจากพฤติกรรมเลียนแบบมาจากสิ่งที่เห็นส่วนมากจะเป็นเด็กที่มีอายุ...

รับมือกับภาวะ terrible twos ของลูกวัย 2 ขวบ กันเถอะ อะไรคือ ภาวะ Terrible twos(2 ขวบสยองขวัญ)? เด็กเมื่อก้าวเข้าสู่วัย 2 ขวบปีเป็นต้นไป จะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง อยากทำนู่นนี่นั่นด้วยตัวเอง ยังไม่มีเหตุผล  แต่เถียงเป็น ไม่รู้จักการควบคุมตัวเอง ทำอะไรไม่มีขอบเขต ไม่รู้จักกลัว อยากได้อะไรก็แย่งจากมือคนอื่นมา แต่คนอื่นจะมาแย่งของในมือตัวเองไม่ได้ เวลาไปไหนมาไหน มักชอบสะบัดมือ อยากเดินเอง วิ่งเอง ไม่ชอบให้ใครจูง ในบางครั้งหากโดนขัดใจ จะกรีดร้องเสียงดัง และนอนชักดิ้นชักงอลงกับพื้น ไปทานข้าวที่ร้านอาหารก็อยากจะทำเอง อยากหยิบแก้วดื่มน้ำเอง แล้วก็เล่นน้ำ สุดท้ายก็ทำหกเลอะเทอะ หรือทำแก้วแตก หรือไม่ก็วิ่งไปทั่วร้าน จนทำให้ทานอาหารไม่มีความสุขกันเลยค่ะ หลาย ๆ เหตุการณ์ หลาย ๆ อย่างแบบนี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะหงุดหงิดทุกครั้งเวลาที่พาลูกออกนอกบ้าน  จนแทบไม่อยากพาไปไหนเลยใช่มั๊ยคะ นี่แหละค่ะ เด็กที่มีภาวะ Terrible twos ทำความเข้าใจกับภาวะ Terrible...

ผู้เชี่ยวชาญเผย “พ่อแม่ไม่ควรตีลูก” ซึ่งนี่คือเหตุผลค่ะ การตีก้นลูก ถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีสำหรับเด็กมาก ๆ เลยค่ะ เพราะนอกจากจะส่งผลต่อจิตใจของเด็กแล้ว ยังเป็นการขัดขวางการประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตและการทำงานอีกด้วย เด็กที่ถูกพ่อแม่ตี จะมีแน้วโน้ม กลายเป็นเด็กดื้อ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ และมักจะแสดงพฤติกรรมต่อต้าน มากกว่าเด็กที่ไม่ถูกทำโทษด้วยวิธีนี้ ผู้เชี่ยวชาญเผย “พ่อแม่ไม่ควรตีลูก” ซึ่งเรื่องนี้นักวิจัยจากทาง University of Texas ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ และเก็บข้อมูลมากว่า 50 ปี ในจำนวนเด็กกว่า 160,000 คน ซึ่งผลการวิจัยนั้นชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า เด็กๆ ที่ถูกจับตีก้นนั้น มักจะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม มีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กก้าวร้าว และมีปัญหาทางจิตเลยทีเดียว! ทางด้าน Andrew Grogan-Taylor อีกหนึ่งนักวิจัยของทาง University of Michigan ได้กล่าวว่า “การตีลูกเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับจิตใจของพ่อแม่ ไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องการตีลูกจริงๆ” ความเห็นในเรื่องนี้ของ Elizabeth Gershoff นักวิจัยมหาวิทยาลัย เทกซัสออสติน กล่าวว่า “การตีลูกจะทำให้มีผลกระทบต่อจิตใจของเด็กในทางที่แย่ลงในระยะยาว พ่อแม่ควรอบรมสั่งสอนลูกด้วยวิธีอื่นจะส่งผลดีที่สุด” เรื่องการทำโทษลูกด้วยการตีนั้น...

เรื่องที่พ่อแม่ควรระวัง เวลาดุเจ้าตัวเล็ก การดุลูก เมื่อลูกทำผิด ถ้าใครมีลูกจะรู้เลยว่าการดุลูกเป็นเรื่องปกติวิสัยของคุณพ่อคุณแม่มากกกกก   บ้านไหนสังคมใดก็ต้องทำ เพราะเป็นการเตือนลูก สอนลูกให้อยู่ในทางที่ควรเป็น แต่การดุลูกไม่ใช่การดุเพื่อความสะใจของคนเป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือทำไปเพราะอยากระบายอารมณ์ความคับแค้นใดๆ เราต้องดุลูกด้วยความรักความเมตตาไม่เหมารวมว่าสิ่งที่ลูกทำ เป็นนิสัยเสียไปทั้งหมด เช่น เมื่อลูกไปแกล้งเพื่อนข้างบ้าน อย่าดุลูกในลักษณะที่ว่า ลูกไม่ได้เรื่องอะไรเลยซักเรื่อง วัน ๆ หาแต่เรื่องมาให้ อะไรทำนองนี้ ปิดปากเราไปเลย แต่ควรดุลูกและสอนเค้าพร้อมอธิบายเหตุผลแบบจริงจังว่า แกล้งเพื่อนไม่ดียังไง เพื่อนเจ็บเห็นไหม แล้วถ้าลูกโดนทำแบบนี้บ้างลูกจะเจ็บและโกรธเหมือนกัน คือดุให้ลูกเห็นถึงผลลัพท์ที่ลูกทำลงไป ว่าให้ผลเสียอะไรกับตัวเค้าบ้าง และการดุทุกครั้งต้องดุโดยให้ลูกรู้ว่า คุณพ่อคุณแม่ดุเค้าเรื่องอะไรอยู่ คุณพ่อคุณแม่บางท่านโวยวายใหญ่โตกับลูก โดยที่ลูกยังทำหน้างง ๆ อยู่เลยว่าเค้าทำผิดจนต้องถูกดุเรื่องอะไร เพราะอย่างนี้คุณพ่อคุณแม่จำเป็นมากที่ต้องพูดและดุให้เข้าใจ บอกให้ชัดเจนไปเลยว่า ที่พ่อแม่ดุ ดุเพราะอะไร เรื่องไหนที่ลูกทำผิดจนต้องถูกดุ และบอกลูกไปเลยว่า คราวหลังลูกต้องทำตัวแบบไหน ปรับพฤติกรรมอย่างไรเพื่อไม่ให้โดนดุแบบนี้อีก “เด็กน้อยวัยนี้หลายคนมีอารมณ์อ่อนไหว ไวต่อความรู้สึกเมื่อโดนดุมากๆ บางคนสิ้นหวังในชีวิตไปเลย ถึงแม้เค้ายังเล็กเค้าก็ไม่ควรได้รับการดุด่ามากเกินไปจนทำร้ายจิตใจ ซึ่งอาจส่งผลให้เค้าเป็นเด็กขาดความมั่นใจในอนาคต” อย่าโมโหจนขาดสติกับลูก และสอนลูกด้วยวิธีและคำพูดประชดประชัน ต้องสอนเค้าด้วยความรักและความเข้าใจ ยิ่งอยู่ในช่วงวัยที่กำลังซนเป็นอย่างยิ่ง...

10 สัญญาณที่บอกคุณว่า”ลูกเป็นเด็กนิสัยเสีย” 10 สัญญาณที่บอกคุณว่า”ลูกเป็นเด็กนิสัยเสีย” 1. ร้องไห้อาละวาดบ่อย ๆ: ร้องไห้ไปเสียทุกเรื่องไม่ว่าจะเรื่องไหน หรืออยู่ที่ไหน ในบ้านก็ร้อง นอกบ้านก็ร้อง อาละวาดซะทุกทีจนพ่อแม่รับมือไม่ไหวเลยค่ะ 2. ไม่พอใจในของตัวเอง: ไม่ว่าจะเห็นใครมีอะไรก็อยากได้ไปซะหมด ไม่พอใจในของตัวเองเลยสักอย่างเดียว 3. ไม่ช่วยทำงานบ้าน ไม่เก็บของเล่นของตัวเอง: เด็กตั้งแต่วัยขวบครึ่งขึ้นไปรู้จักเก็บของเล่นตัวเอง รู้จักการทิ้งขยะ ได้แล้ว เมื่อเข้า 2 ขวบจะอยากช่วยคุณแม่ทำงานบ้านง่าย ๆ เช่น เช็ดโต๊ะ เป็นต้น 4. ต้องการควบคุมผู้ใหญ่: ต้องการเรียกร้องให้พ่อแม่ทำตามไปเสียทุกสิ่ง ไม่แยกแยะว่าเป็นเรื่องอะไร แค่ต้องการให้พ่อแม่ทำตามเท่านั้น 5. ชอบทำให้คุณอายในที่สาธารณะ: เช่น กรี๊ดร้องในสิ่งที่ต้องการ ลงไปดิ้นกับพื้นเมื่อไม่ได้ดังใจ เด็กบางคนร้องจนอาเจียนก็มีค่ะ 6. หวงของ ไม่รู้จักแบ่งปัน: เด็กอายุตั้งแต่ ขวบครึ่งเป็นต้นไปจะรู้จักหวงสิ่งของมาก จนกว่าอายุจะ 4 ขวบถึงจะรู้จักแบ่งปันค่ะ 7. ต้องให้ขอร้องก่อนถึงจะทำ: เมื่อคุณต้องการความร่วมมือของลูก คุณจะต้องขอร้องลูกบ่อย ๆ เพื่อให้ลูกร่วมมือด้วย และเชื่อฟังคุณ เพื่องานของคุณจะได้เสร็จไปอย่างเร็วไว ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าลูกของคุณเริ่มควบคุมคุณได้แล้วค่ะ 8. เขาไม่สนใจคุณ: เด็กจะไม่ชอบเวลาที่คุณพูดว่า ไม่ได้ ไม่ดี...

5 ของใช้ธรรมดาในบ้าน แต่อาจเป็นยาพิษของลูกได้ ถ้าคุณมองข้าม! 5 ของใช้ธรรมดาในบ้าน แต่อาจเป็นยาพิษของลูกได้ ถ้าคุณมองข้าม! 1. ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ในรายงานพบว่าเด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลมากถึง 1,558 ราย ด้วยภาชนะที่ใส่สีสันสดใส มีแบบทั้งน้ำ และ แบบผง และมักวางอยู่ในที่ไม่สูงมากนักของบ้าน จึงเป็นที่ล่อตาล่อใจของเด็ก ๆ ในบ้าน เด็กส่วนมากนำมาผสมน้ำ สัมผัสเล่น และ เด็กบางคนเอามากินจนมีอาการลำลัก อาเจียนอย่างรุนแรง หายใจลำบาก กระจกตาอักเสบ ซึม เด็กบางคนมีอาการโคม่า จนต้องนำส่งโรงพยาบาล ดังนั้นทางที่ดีคุณแม่ควรเก็บผงซักฟอกให้พ้นมือเด็ก หรือเก็บไว้ในตู้ที่สูงเด็กหยิบไม่ถึงเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ 2. นิโคติน นิโคตินไม่ได้มาในรูปแบบบุหรี่อย่างเดียว อาจจะมาในรูปแบบขนม หมากฝรั่ง ยาเส้น ยานัตถุ์ ชาวต่างชาตินิยมใช้กันมาก นิโคตินเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง ซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ถ้าเกิดนำสิ่งเหล่านี้มาวางไว้ให้เด็กเห็น เด็กอาจจะหยิบไปกิน หรือ สูบได้ สารชนิดนี้เมื่อเด็กได้รับเข้าสู่ร่างกายนาน...

7 ปัญหาการให้นมแม่ ที่แม่ให้นมลูกต้องเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหา นมแม่ คือ อาหารหลักของทารกแรกคลอดจนถึง 6 เดือน โดยไม่ต้องให้อาหารอื่นใดแก่ทารก หลังคลอดน้ำนมแม่อาจจะไม่ได้มาทันที จำเป็นต้องให้ทารกน้อยดูดกระตุ้นหลังคอลด ซึ่งทางโรงพยาบาลจะนำลูกน้อยมาดูดกระตุ้นให้ทุกชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่นมแม่จะมาหลังจากคลอดประมาณวันที่ 3 ซึ่งคุณแม่แต่ละคนจะมาเร็วหรือช้าแตกต่างกันและจะมีน้ำนมสีเหลือง ๆ ข้น ๆ ไหลออกมาก่อน นมชนิดนี้เรียกว่า น้ำนมเหลือง (colostrum) เป็นหัวน้ำนมซึ่งมีสารอาหารจำพวกโปรตีนที่สร้างภูมิต้านทานต่อต้านเชื้อโรค(antibody) หลังจากนั้นน้ำนมปกติก็จะไหลมาทดแทน การให้นมแม่มักจะเกิดปัญหาได้หลากหลาย แต่ไม่ได้ทำให้คุณแม่ท้อแท้ใจในการให้นมลูกใช่ไหมคะ  มาดูกันว่าสารพันปัญหาการให้นมแม่และวิธีการแก้ไขนั้นมีอะไรบ้าง ติดตามอ่านค่ะ 7 ปัญหาการให้นมแม่ ที่แม่ให้นมลูกต้องเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหา 1.ลูกไม่ยอมดูดเต้า ปัญหาโลกแตกที่อาจเกิดขึ้นได้  คำถามแรกคือ ลูกเคยดูดนมขวดหรือไม่ ถ้าเคย อาจเกิดจากการติดขวด เพราะดูดเร็ว ดูดง่าย สิ่งสำคัญในช่วง 3 – 4 สัปดาห์แรกหลังคลอดไม่ควรให้ทารกดูดนมจากขวด เพราะจะทำให้เค้าเกิดการติดขวดจนไม่ยอมดูดเต้าของแม่ เพราะไม่ทันใจก็เป็นได้ หรือบางทีดูดนมแม่แล้วแต่ไม่มีน้ำนม แบบนี้ต้องหมั่นให้ลูกน้อยดูดกระตุ้นทุก...

9 เดือนในท้องแม่ พัฒนาการของลูก เป็นอย่างไรบ้าง หลังการปฏิสนธิแล้ว พัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูกในครรภ์คุณแม่เป็นไปอย่างไรบ้างใน 9 เดือน ที่อยู่ในท้องของคุณแม่ ดูได้ดังนี้ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 1 เริ่มต้นจากไข่ได้ผสมกับอสุจิ และเคลื่อนตัวไปยังโพรงมดลูก ในขณะที่เคลื่อนตัวไปนี้ ตัวอ่อนก็จะค่อย ๆ แบ่งเซลล์ไปเรื่อย ๆ จนไปฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก เมื่อฝังตัวอย่างแน่นหนาแล้วการปฏิสนธิจึงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 2 จะเห็นทารกเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จะเห็นว่าส่วนหัวใหญ่กกว่าส่วนตัวมาก และจะเห็นแขนขาของทารกงอก ออกมาแล้วค่ะ ถ้าอัลตร้าซาวด์ดูจะเห็นหัวใจเต้นชัดเจนค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 3 เริ่มเห็นหน้าตาของทารกชัดเจน แต่ดวงตายังปิดอยู่ กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่ แขนและขายืดยาวออกไปแล้ว ลูกเริ่มดูดนิ้ว กลืนน้ำคล่ำได้แล้ว และลูกดิ้นได้แล้วแต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะลูกยังตัวเล็กอยู่มากค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 4 ไตของลูกทำงานได้แล้ว กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายแข็งแรงขึ้นและดิ้นแรงขึ้นแต่คุณแม่ท้องแรกอาจยังไม่รู้สึกถึงการดิ้น ลูกเริ่มมีขนปกคลุมร่างกาย และเริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้จากเดือนนี้ค่ะ เริ่มเห็นอวัยวะเพศของลูกชัดเจนได้ตั้งแต่เดือนนี้ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 5 ช่วงเดือนนี้คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของลูกแข็งแรงมาก ช่วงนี้ลูกจะเริ่มเติบโตเร็วมาก ๆ...