สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

7สารอาหารที่สำคัญของลูก หาได้จากอาหารเหล่านี้ เมนูอาหารเสริมที่ให้คุณค่าและเหมาะสมกับร่างกายของลูกน้อยตั้งแต่วัย 4-6 เดือนขึ้นไป คุณแม่ต้องเน้นอาหารที่ลูกกินแล้วได้ประโยชน์ต่อร่างกายให้มากที่สุด เพราะเป็นวัยที่เค้ากำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อาหารที่ให้ประโยชน์กับลูกมีดังนี้ค่ะ 7  สารอาหารที่สำคัญของลูก หาได้จากอาหารดังต่อไปนี้ 1.อาหารที่บำรุงสมอง เน้น กรดไขมัน DHA ในโอเมก้า 3 ไอโอดีน และ กรดโฟลิก อาหารที่ควรเน้น คือ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลากระพง ปลาเก๋า ปลาช่อน ปลานวลจันทร์ ปลาสวาย ไข่ เมล็ดทานตะวัน อาหารทะเล หน่อไม้ฝรั่ง บร็อกโคลี ส้มเขียวหวาน มะละกอ แคนตาลูป ไข่แดง ตับ 2.อาหารบำรุงกระดูก ฟัน เล็บ เน้น แคลเซียม วิตามินดี ไบโอติน อาหารที่ควรเน้นคือ นม ชีส โยเกิร์ต ปลาตัวเล็กตัวน้อย...

9 เดือนในท้องแม่ พัฒนาการของลูก เป็นอย่างไรบ้าง หลังการปฏิสนธิแล้ว พัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูกในครรภ์คุณแม่เป็นไปอย่างไรบ้างใน 9 เดือน ที่อยู่ในท้องของคุณแม่ ดูได้ดังนี้ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 1 เริ่มต้นจากไข่ได้ผสมกับอสุจิ และเคลื่อนตัวไปยังโพรงมดลูก ในขณะที่เคลื่อนตัวไปนี้ ตัวอ่อนก็จะค่อย ๆ แบ่งเซลล์ไปเรื่อย ๆ จนไปฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก เมื่อฝังตัวอย่างแน่นหนาแล้วการปฏิสนธิจึงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 2 จะเห็นทารกเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จะเห็นว่าส่วนหัวใหญ่กกว่าส่วนตัวมาก และจะเห็นแขนขาของทารกงอก ออกมาแล้วค่ะ ถ้าอัลตร้าซาวด์ดูจะเห็นหัวใจเต้นชัดเจนค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 3 เริ่มเห็นหน้าตาของทารกชัดเจน แต่ดวงตายังปิดอยู่ กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่ แขนและขายืดยาวออกไปแล้ว ลูกเริ่มดูดนิ้ว กลืนน้ำคล่ำได้แล้ว และลูกดิ้นได้แล้วแต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะลูกยังตัวเล็กอยู่มากค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 4 ไตของลูกทำงานได้แล้ว กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายแข็งแรงขึ้นและดิ้นแรงขึ้นแต่คุณแม่ท้องแรกอาจยังไม่รู้สึกถึงการดิ้น ลูกเริ่มมีขนปกคลุมร่างกาย และเริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้จากเดือนนี้ค่ะ เริ่มเห็นอวัยวะเพศของลูกชัดเจนได้ตั้งแต่เดือนนี้ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 5 ช่วงเดือนนี้คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของลูกแข็งแรงมาก ช่วงนี้ลูกจะเริ่มเติบโตเร็วมาก ๆ...

ภาวะแท้งคุกคาม คืออะไร มีอาการอย่างไร? มีสาเหตุจากอะไร ภาวะแท้งคุกคาม มักเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม การตั้งครรภ์โดยไม่มีตัวอ่อน ความผิดปกติของมดลูก และสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้การเติบโตของทารกไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ หรือการมีเลือดออกทางช่องคลอดโดยที่ปากมดลูกยังไม่เปิด และยิ่งในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน มีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จำนวนมากที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เผชิญกับปัญหาความเครียด ความกดดัน จากการใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหาร และมลพิษทางอากาศ ทำให้ร่างกายของคุณแม่ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้ง่าย โดยเฉพาะ ภาวะแท้งคุกคาม ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์เองต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ   ภาวะแท้งคุกคาม มีอาการอย่างไร? ภาวะแท้งคุกคาม จะมีอาการเลือดออกทางช่องคลอด ปริมาณเลือดที่ออกอาจจะมากหรือน้อยแตกต่างกันกันไป อาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ บางรายในช่วงเริ่มต้นของการตั้งครรภ์อาจมีเลือดออกจากตำแหน่งฝังตัวของตัวอ่อนที่เยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ครึ่ง ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาการของการแท้งได้  นอกจากนี้ยังมีอาการคล้ายภาวะแท้งคุกคามอีกด้วย เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก และการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นต้น สาเหตุการเกิดภาวะแท้งคุกคาม สาเหตุของการเกิดภาวะแท้งคุกคาม มีหลายสาเหตุ เช่น ความพิการของทารกแต่กำเนิด ความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ การตั้งครรภ์โดยไม่มีตัวอ่อน ความผิดปกติของมดลูก หรือ ความผิดปกติของฮอร์โมนที่มีผลต่อการฝังตัว หรือส่วนหนึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดที่ทำให้การเติบโตของทารกไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ หรือการมีเลือดออกทางช่องคลอดโดยที่ปากมดลูกยังไม่เปิด และก่อนอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแท้งคุกคาม อาหาร ความเครียด และการทำงานมีส่วนทำให้เกิดภาวะแท้งคุกคามได้...

เด็กพิการแต่กำเนิด มีอะไรบ้าง? มีสาเหตุจากอะไร? เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมหวังว่าจะได้เห็นลูกน้อยออกมาสมบูรณ์แข็งแรง และเกือบทุกครั้งที่ไปพบหมอคุณแม่หลายท่าน จะต้องถามคุณหมอว่า ลูกแข็งแรงดีไหม มีอะไรผิดปกติหรือไม่? เพราะคุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมหวังไว้ในใจอยู่แล้วว่าต้องการให้ลูกคลอดออกมาครบ 32 ประการ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจไว้ด้วย เพราะในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง เช่น คุณแม่บางคนรู้ว่าลูกในท้องเสียชีวิตแล้วแต่ก็ต้องอุ้มท้องต่อไปจนกว่าจะปวดท้องคลอดตามกำหนด ถ้าไม่ต้องการผ่าคลอดก็มีค่ะ การตั้งครรภ์ของคุณแม่ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่คุณแม่จะต้องคอยเฝ้าสังเกตตัวเองและดูแลตัวเองให้มากกว่าปกติจนกว่าจะครบกำหนดคลอดและคลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัย เรามาทำความเข้าใจกับ ภาวะพิการแต่กำเนิด กันดีกว่าค่ะ ความพิการแต่กำเนิด มีอะไรบ้าง 1. ความพิการที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เช่น อาการปากแหว่งเพดานโหว่ ชนิดที่ไม่มีความพิการของอวัยวะอื่นร่วมด้วย และ อาการหลอดประสาทไม่ปิด (ไม่มีกะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลังไม่ปิด) ชนิดไม่มีความพิการของอวัยวะอื่นร่วมด้วย 2. ความพิการที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ เพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาได้ทันหรือในกรณีร้ายแรงอาจยุติการตั้งครรภ์ ซึ่ง ความพิการในกลุ่มนี้ที่พบบ่อย ๆ ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) 3. ความพิการที่พบเมื่อแรกเกิด เพราะก่อนตั้งครรภ์ป้องกันไม่ได้ และในครอบครัวก็ไม่มีประวัติเป็นอะไร ตอนตั้งครรภ์ก็ตรวจไม่พบ ความพิการแต่กำเนิด เหล่านี้ได้แก่ พิการทางสมองและสติปัญญา (โรคเอ๋อ) พิการทางการได้ยิน (หูหนวก) โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดวิกฤต เป็นต้น   สาเหตุของความพิการแต่กำเนิด มีดังนี้ 1. เด็กพิการแต่กำเนิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ส่วนใหญ่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นตอนที่มีการปฏิสนธิ หรือการแบ่งตัวของอสุจิ ถ้ามีความผิดพลาดทางเรื่องนี้เด็กที่เกิดออกมาจะมีลักษณะในกลุ่มของดาวน์ซินโดรม เด็กพวกนี้จะมีระดับสติปัญญา คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากจะมีความเสี่ยงสูงค่ะ 2. เด็กพิการแต่กำเนิดจากการขาดสารอาหารบางตัว เช่นการไม่ได้รับ กรดโฟลิก หรือคุณแม่อาจได้รับสารเคมี ขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์ถ้าขาดกรดโฟลิก ระบบประสาทของลูกจะเชื่อมต่อกันไม่สมบูรณ์...

  การตรวจหลังคลอด สำคัญกว่าที่คิด อย่าละเลยเด็ดขาดนะคะ หลังคลอดลูกแล้วคุณหมอจะนัดตรวจภายใน เพื่อตรวจสอบว่าหลังจากคลอดลูกไปแล้วร่างกายของคุณแม่กลับสู่สภาพปกติแล้วหรือไม่ มีโรคอะไรแทรกซ้อนหรือเปล่า มดลูกอักเสบไหม สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก! การนัดตรวจหลังคลอด คุณหมอจะนัดหลังจากคลอดแล้วประมาณ 1 เดือน หลังคลอดแล้วคุณแม่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน แนะนำให้คุณแม่เตรียมคำถามสำหรับเอาไว้ถามคุณหมอด้วยค่ะ ถามเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวคุณแม่เอง และคำถามของลูกน้อยด้วยค่ะ มีปัญหาหรือข้อสงสัยอะไรก็ถามคุณหมอไปเลยนะคะ อย่าเก็บไว้คนเดียวค่ะ เมื่อคุณแม่ไปตรวจภายในหลังคลอด คุณหมอจะถามเรื่องการคุมกำเนิดและแนะนำวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ถูกต้องให้คุณแม่ทราบ หรืออาจจะแนะนำเรื่อง การทำหมัน ให้คุณแม่ถ้าคุณแม่ไม่ต้องการมีลูกแล้ว การตรวจหลังคลอด คุณหมอจะสอบถามคำถามทั่ว ๆ ไป เช่น มีไข้หรือเปล่า น้ำคาวปลาหมดแล้วหรือยัง หรือถ้ายังไม่หมดมีกลิ่นและสีผิดปกติไหม ปัสสาวะถ่ายเป็นปกติหรือยัง ท้องผูกไหม ถ้าเป็นคุณแม่ที่คลอดจากการผ่าคลอด คุณหมอจะดูแผลเย็บให้ด้วยว่าแห้งสนิทหรือยัง แผลปิดดีไหม แนะนำการทำความสะอาดแผล นอกจากนั้นยังถามถึงเรื่องการให้นมลูกอีกด้วย คุณหมอจะถามถึงสุขภาพของลูกน้อยด้วย ตัวเหลืองไหม น้ำหนักขึ้นดีไหม สายสะดือหลุดหรือยัง มีกลิ่นเหม็นหรือไม่ ข้อมูลต่าง ๆ ที่คุณหมอถามเพื่อนำมาประเมินว่าคุณแม่มีสุขภาพหลังคลอดเป็นอย่างไร การตรวจหลังคลอด จะไม่ยุ่งยากเหมือนมาตรวจตอนฝากครรภ์ คุณหมอจะตรวจภายในเพื่อดูเรื่องมะเร็งปากมดลูก ตรวจเต้านมว่าน้ำนมเป็นหนองไหม เต้านมอักเสบหรือไม่ ตรวจหน้าท้องว่าหย่อนยานแค่ไหนมดลูกลดลงหรือยัง วัดความดันโลหิตสูงเพราะคุณแม่บางคนมีความดันโลหิตสูงในช่วงตั้งครรภ์คุณหมอจะดูว่าคลอดไปแล้วความดันเป็นปกติหรือไม่ เห็นแล้วใช่ไหมคะ ว่าการนัดตรวจหลังคลอด มีความสำคัญมากกับตัวคุณแม่และลูกน้อยด้วย เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรไปตรวจหลังคลอดให้ตรงเวลาและเตรียมจดคำถามไปถามกับคุณหมอไว้ด้วยนะคะ ...

ผ่าคลอดแบบบล็อคหลัง หรือ ดมยาสลบ ดีนะ? ผ่าคลอดแบบบล็อคหลัง หรือ ดมยาสลบ ดีนะ? คุณแม่ตั้งครรภ์ใกล้คลอด ส่วนใหญ่ก็คงจะเตรียมหาข้อมูลสำหรับการคลอดกันไว้ล่วงหน้า เพื่อหาวิธีคลอดที่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง ซึ่งวิธีการคลอดลูกที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่และลูกน้อยมากที่สุด ก็คือ การคลอดแบบธรรมชาติ แต่หากคุณแม่ไม่สามารถคลอดแบบธรรมชาติได้เอง จำเป็นที่จะต้องใช้การผ่าคลอดทางหน้าท้องเข้ามาช่วย การผ่าคลอดทางหน้าท้อง ในปัจจุบันนับว่ามีความปลอดภัยมาก และช่วยให้เด็กที่คลอดออกมาไม่บอบช้ำ แต่ทำให้คุณแม่ต้องมีบาดแผลในช่องท้องและหน้าท้อง ความยาวประมาณ 10 ซม. ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตหลังคลอดอยู่มาก การผ่าคลอดทางหน้าท้องนั้นแพทย์จะทำได้ต่อเมื่อคุณแม่สลบ หรือไม่มีความรู้สึกบริเวณที่จะทำการผ่าตัดแล้ว โดยจะใช้การวางยาสลบ หรือบล็อคหลัง  ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่า จะต้องใช้วิธีการใด ๆ กับคุณแม่ในการผ่าคลอดค่ะ การผ่าคลอดโดยการใช้ยาสลบ ผ่าคลอดโดยการวางยาสลบ วิสัญญีแพทย์จะทำให้คุณแม่สลบโดยการฉีดยานำสลบเข้าไปในหลอดเลือดดำ จากนั้นจะให้ ยาหย่อนกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเป็นอัมพาต แล้วจะสอดท่อช่วยหายใจ ผ่านปาก เข้าไปผ่านกล่องเสียง และเข้าไปอยู่ในหลอดลม เพื่อที่จะช่วยหายใจในระหว่างผ่าตัด เพราะระหว่างผ่าตัดนั้น กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะเป็นอัมพาตจากยาหย่อนกล้ามเนื้อ ทำให้หายใจเองไม่ได้ ผ่าคลอดโดยการดมยาสลบ จะอาศัยยาหลายตัว เช่น ยานำสลบ ยาหย่อนกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด ยาดมสลบในรูปของไอระเหย เมื่อสิ้นสุดการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะให้ยาแก้ฤทธิ์ยาหย่อนกล้ามเนื้อ และรอคอยให้ยาดมสลบหมดฤทธิ์ คุณแม่จะค่อย...

ผ่าคลอด ผลกระทบที่เกิดกับแม่และทารก ที่คุณจำเป็นต้องรู้! การคลอดลูกนั้นคุณแม่ส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะคลอดเอง นั่นเป็นเพราะมีข้อดีต่าง ๆ มากมาย  อีกทั้งคุณแม่ยังฟื้นตัวเร็วหลังคลอดอีกด้วย  แต่หากเกิดความจำเป็นไม่อาจคลอดเองตามธรรมชาติได้  เนื่องจากมีความจำเป็นต้องผ่าตัดทารกออกมาทางหน้าท้องของคุณแม่  ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้.. 1.ทารกมีขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับกระดูกเชิงกราน  เพราะหากคลอดเองอาจจะติดขัดมาก ทำให้เกิดอันตรายทั้งแม่และลูกได้ 2.ตามปกติแล้วท่าทางการคลอดของท่าลงที่ปกติ คือ ทารกเอาหัวลง ถ้าในกรณีที่ท่าทางการคลอดของทารกไม่อยู่ในท่าปกติ เช่น ไม่เอาหัวลง นอนขวางท้องหรือมีส่วนนำมากกว่าหนึ่ง เช่น ศีรษะมาพร้อมกับแขนขา 3.มีความผิดปกติที่เกิดจากระหว่างรอคลอด  เช่น  คุณแม่ปวดท้องคลอดอยู่นานแต่ไม่ยอมคลอดสักที  หรือระหว่างรอคลอด พบว่า  การเต้นของหัวใจลดลง  เสี่ยงขาดอากาศหายใจอาจทำให้เสียชีวิตได้ แบบนี้คุณหมอจะทำการผ่าตัดคลอดค่ะ 4.คุณแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปและมีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรงอาจจะทำให้มีแรงเบ่งคลอดไม่พอ 5.คุณแม่ที่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งถ้าปล่อยให้คลอดเองอาจเกิดอันตรายได้ เช่น  ความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง ครรภ์เป็นพิษ  เป็นต้น 6.คุณแม่เป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศซึ่งสามารถติดต่อไปยังลูกน้อยได้ 7.สายสะดือย้อย  คือ  ภาวะที่สายสะดือพลัดต่ำ ห้อยย้อย ทำให้ไม่สามารถคลอดลูกน้อยออกมาได้ จากสาเหตุที่กล่าวมาการคลอดทารกด้วยการผ่าตัดคลอดนั้น มีผลกระทบและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อร่างกายของคุณแม่และทารกน้อย  มาดูกันว่ามีผลกระทบอย่างไรบ้างต่อแม่และลูก ผลกระทบต่อคุณแม่ผ่าคลอด 1.คุณแม่จะได้รับยาระงับความรู้สึกหรือยาสลบ  ซึ่งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น  ปอดอักเสบจากการสำลักน้ำหรืออาหารเข้าไปขณะดมยา ความดันโลหิตต่ำ  และกดการหายใจ 2.อาการตกเลือด...

4 สาเหตุที่ทำให้ “ท่อน้ำนมอุดตัน” พร้อม 6 วิธีแก้ไข อาการท่อน้ำนมอุดตัน คุณแม่จะรู้สึกว่ามีก้อนแข็ง ๆ ที่เต้านม อาจจะไม่เป็นทั้งเต้า อาจเป็นแค่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งที่เต้านมเท่านั้น ถ้าเป็นลักษณะนี้คืออาการของ ท่อน้ำนมอุดตัน นอกจากอาการแข็งที่เต้านมแล้วยังมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น กดแล้วเจ็บ บางคนมีอาการบวมแดง สีน้ำนมข้นกว่าปกติ เมื่อมีอาการนี้น้ำนมอาจไหลไม่มากเหมือนเดิม เพราะว่าท่อน้ำนมบางท่อเกิดการอุดตันแล้วนั่นเองค่ะ สาเหตุที่ทำให้ ท่อน้ำนมอุดตัน มีดังนี้ 1.ลูกดูดนมไม่บ่อยเท่าที่ควร 2.ลูกดูดนมไม่เกลี้ยงเต้า ระบายน้ำนมออกไม่หมด 3.สวมเสื้อชั้นในคับหรือเกิดแรงกดทับที่เต้านมด้านนั้นมากเกินไป 4.เต้านมใหญ่ยานเกินไปทำให้การระบายน้ำนมออกไม่ดี   วิธีแก้ไขท่อน้ำนมอุดตัน มีดังนี้ 1.ทำความสะอาดเต้านมและประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นประมาณ 5 นาที ก่อนให้ลูกดูดนม 2.ให้ลูกดูดนมจากเต้าที่มีอาการท่อน้ำนมอุดตันก่อน ให้ลูกดูดนมให้เกลี้ยงเต้า เพื่อลดปัญหาน้ำนมค้างสะสมที่ท่อน้ำนม 3.จัดท่าให้นมลูกอย่างถูกต้อง เน้นให้ลูกดูดตรงที่มีก้อนแข็งที่เต้านมก่อนค่ะ 4.ให้ลูกดูดนมให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะให้ดูดทุก ๆ 1 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมงครึ่งค่ะ พยายามให้ลูกดูดให้นานและเกลี้ยงเต้าที่สุดค่ะ 5.ถ้ามีอาการปวดเต้านมมากสามารถกินยาลดปวดได้ค่ะ 6.อย่าให้ลูกดูดนมข้างเดียวเด็ดขาด นอกจากจะทำให้หน้าอกใหญ่ข้างเดียวแล้ว ยังทำให้ข้างที่ลูกไม่ค่อยได้ดูดเกิดอาการท่อน้ำนมอุดตันอีกด้วยค่ะ อาการท่อน้ำนมอุดตัน หรือ เต้านมแข็งเป็นก้อน เป็นอาการที่พบได้บ่อยกับคุณแม่ที่ให้นมลูก ถ้าคุณแม่รีบแก้ไข อาการจะหายไปเองภายใน 1-2  วัน  แต่ถ้าทำแล้วไม่หายต้องให้คุณหมอช่วยดูอาการให้อีกทีค่ะ...

5 วิธีกำจัดน้ำมูกของลูกง่ายๆ ด้วยวิธีเหล่านี้ เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจส่งผลทำให้ลูกป่วยง่าย และเด็กบางคนก็จะมีน้ำมูกอยู่เต็มรูจมูก ทำให้รู้สึกว่าลูกหายใจไม่สะดวก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรมีวิธีการช่วยกำจัดน้ำมูกให้ลูกอย่างถูกวิธีด้วยนะคะ เพื่อให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้นค่ะ ซึ่งมีวิธีดังนี้ค่ะ   5 วิธีกำจัดน้ำมูกของลูกง่ายๆ 1. ใช้คอตตอนบัด ชุบน้ำเกลือให้ชุ่มและนำไปเช็ดในจมูกลูก อย่าเช็ดลึกมาก เช็ดเพื่อให้ก้อนน้ำมูกหรือ น้ำมูกออกมาเพื่อให้ลูกหายใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้นค่ะ 2. ดูดน้ำมูกลูกด้วยลูกยาง ก่อนใช้ลูกยางดูดน้ำมูกในจมูกลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องจับลูกนอนหงาย และยกหัวให้สูงนำน้ำเกลือใส่ไซริงก์หยดเข้าไปในจมูกของลูกก่อน แล้วหลังจากนั้นจึงใช้ลูกยางดูดน้ำมูกของลูกออกมาทีละข้างค่ะ   3. เครื่องดูดน้ำมูกอัตโนมัติ เครื่องนี้ใช้ง่าย เพียงนำปลายด้านเล็กที่ใช้ดูดใส่เข้าไปในจมูกลูกและกดปุ่มให้ทำงานเครื่องจะดูดน้ำมูกของลูกออกมาเอง การทำงานของเครื่องจะไม่ดูดแรงมากนัก จึงไม่เป็นอันตรายกับโพรงจมูกของลูกค่ะ   4. เครื่องดูดน้ำมูกด้วยสายยาง  เครื่องนี้จะมีขวดเก็บน้ำมูกและสายยางที่ใช้ดูดน้ำมูก การใช้เครื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นคนออกแรงดูดน้ำมูก ของลูกให้ไหลผ่านสายยางออกมากค่ะ แนะนำให้ลองดูดเบาๆดูก่อนค่ะ   5. ใช้ปากดูดให้ลูก จับลูกนอนหงายหรือนอนบนตักคุณแม่ และใช้ปากดูดที่จมูกของลูกหรือเป็นการจุ๊บตรงจมูกลูกแรงๆ ค่ะ คุณแม่สามารถควบคุมแรงของการดูดได้ด้วยตัวเองค่ะ   ถ้าทำตามวิธีการดังกล่าวแล้ว ควรใช้น้ำเกลือล้างจมูกให้ลูกจะช่วยได้มากค่ะ การใช้น้ำเกลือช่วยล้างจมูก หรือ สวนจมูกให้ลูก ก็จะทำให้ลูกหายใจคล่องขึ้นมากค่ะ เพราะน้ำเกลือที่เข้มข้นจะช่วยลดความหนืดของน้ำมูก และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ลดอาการแทรกซ้อนจากโรคหวัด  ทำให้หวัดหายไวขึ้นค่ะ...

ลูกคัดจมูก หายใจครืดคราด ทำอย่างไรดี ในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้เจ้าตัวเล็กของเราปรับสภาพร่างกายไม่ทัน มักมีอาการป่วยบ่อยครั้ง ส่งผลให้ ลูกคัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจครืดคราด ไม่สะดวก ยิ่งเวลานอน ยิ่งน่าสงสารค่ะ แล้วเราจะช่วยลูกได้อย่างไรนะ ลูกถึงจะหายจากอาการหวัด คัดจมูกแบบนี้ ลูกคัดจมูก หายใจติดขัด ลองทำตามนี้ดูค่ะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ ค่ะ หรือใช้สเปรย์น้ำเกลือแบบพ่นก็ได้ค่ะ ทำทุกวันวันละ 2 ครั้ง น้ำเกลือจะช่วยทำความสะอาดจมูก ฆ่าเชื้อโรค และหากลูกมีน้ำมูกที่ข้นเหนียวจากการรับประทานยาลดน้ำมูก การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะทำให้น้ำมูกใส และไหลออกมาได้ดีขึ้นค่ะ โล่งจมูกเลยทีเดียว ยาลดน้ำมูก หากแพทย์ไม่ได้สั่งไม่ควรซื้อมารับประทานเองนะคะ เพราะนอกจากจะทำให้น้ำมูกข้นเหนียวแล้ว หากได้รับปริมาณยามากเกินขนาด อาจกดทางเดินหายใจและชักได้นะคะ หากลูกมีน้ำมูกออกมาก และไม่สามารถขับออกได้เอง คุณแม่อาจใช้การดูดน้ำมูกเข้ามาช่วย แต่ต้องทำด้วยความสะอาดนะคะ เวลาที่ลูกนอนหลับ ให้นอนยกศีรษะสูงหรือนอนตะแคงไว้ค่ะ หากว่าอากาศในห้องเย็นมาก ๆ ต้องสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด คลุมแขนและขา ใส่ถุงเท้า และผูกผ้าพันคอด้วยคะ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ...