สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

วันนี้เราก็มี 5 เคล็ดลับของคุณแม่มือโปร ที่สามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตสมวัยตามธรรมชาติมาแนะนำกันดังนี้ 1.ลูกล้มบ้างก็ได้ ไม่ต้องโอ๋ พ่อแม่มักจะปิดกั้นการเรียนรู้ของลูก ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวลูกเจ็บ กลัวลูกเกิดอุบัติเหตุ จึงไม่อยากให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเองมากนัก ซึ่งนั่นก็เป็นการทำลายการเติบโตของลูกโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว เพราะการเติบโตที่สมวัยตามธรรมชาติของเด็ก จะต้องผ่านการเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง ดังนั้นควรปล่อยให้ลูกให้เล่น ให้ล้ม และลุกเองบ้าง ซึ่งจะทำให้ลูกมีการเรียนรู้ เติบโต และรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง 2. ตามใจปากลูกบ้างเป็นบางวัน โภชนาการอาหารที่ดีจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการและการเติบโตที่สมวัยมากยิ่งขึ้นก็จริง แต่บางครั้งก็ไม่ควรเคร่งครัดมากเกินไป ควรตามใจลูกบ้าง ให้เขาได้ทานอาหารที่ชอบ จากนั้นจึงค่อย ๆ เสริมอาหารที่มีประโยชน์ให้กับลูกไปพร้อมกับอาหารที่เขาชอบทานเป็นประจำ จะทำให้เด็กรู้สึกมีทางเลือก เปิดใจที่รับฟัง และเข้าใจถึงประโยชน์ของอาหารต่างชนิด พร้อมเห็นประโยชน์ของการเปิดใจทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น 3. ทำวินาทีสั้นๆ ให้เป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษ การชวนลูกทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว นอกจากจะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ก็ยังช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ และพัฒนาการให้กับลูกอย่างรอบด้านอีกด้วย เช่น การเล่านิทานให้ลูกฟัง ชวนลูกเต้นแอโรบิค เล่นของเล่นกับลูก ชวนกันวาดเขียนและระบายสี หรือการร้องเพลง เป็นต้น โดยกิจกรรมเหล่านี้สามารถทำได้ตลอดเวลาที่ต้องการ เพียงแค่เวลาสั้นๆ ในแต่ละวัน จะทำให้เค้าพัฒนาก้าวไกลกว่าเด็กคนอื่นๆ อย่างคาดไม่ถึงเชียวล่ะ 4....

ด้วยความที่เขายังไร้เดียงสาอาจเกิดพลาดหกล้ม หรือหล่นมาจากที่สูงได้ นอกจากนี้แล้วคุณแม่ควรใส่ใจในเรื่องของข้าวของต่างๆ เช่น พวกปลั๊กไฟ หรือของมีคมทุกชนิด ควรเก็บไว้ให้ห่างจากตัวเล็กๆ สำหรับปลั๊กไฟอาจหาเทปหรือที่ปิดปลั๊กไฟโดยเฉพาะมาติดป้องกันไว้ ลูกน้อยในช่วงวัยหัดเดินจะเริ่มสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเสริมพัฒนาการต่างๆ ของเขา ด้วยวิธีเปิดเพลงเบาๆ หรือหาของเล่นที่มีสีสันสดใส อาจจะเป็นตัวต่อแบบต่างๆ หรือของเล่นเด็กที่มีเสียง ควรหาราวสำหรับเกาะเดินให้กับเขาด้วย เพราะเมื่อเวลาที่เขาไม่ได้หลับเจ้าตัวเล็กจะพยายามเกาะสิ่งต่างๆ เพื่อลุกยืนแล้วพยายามก้าวเดิน ช่วงเวลาแบบนี้คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลเขาอย่าให้คาดสายตา ถ้ามีเวลาไม่พอควรหาผู้ที่ไว้ใจได้มาช่วยดูเจ้าตัวเล็กเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดกับเจ้าหนูได้ นอกจากในบ้านแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรพาเจ้าตัวเล็กออกมาหัดเดินที่บริเวณนอกบ้านบ้าง หรืออาจจะเป็นในสวนสาธารณะเพื่อให้เขาได้เห็นธรรมชาติและสิ่งต่างๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มความกระตือรือร้นในการเดินให้กับเจ้าตัวเล็กได้อีกมาก ช่วงหัดเดินบางครั้งเจ้าตัวเล็กจะตั้งใจเดินกันเกือบทั้งวัน เหมือนเป็นของแปลกใหม่ ดังนั้นแล้วคุณพ่อคุณแม่จะต้องใจเย็น อาจจะจูงมือเดินเป็นเพื่อนเขา ถึงจะนานแค่ไหนก็อย่าไปดุเขาเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เขารู้สึกขาดความมั่นใจในการเดินได้ และอาจจะไม่ยอมเดินหรือเดินช้าไปกว่าปกติ ในช่วงนี้คุณแม่อาจหาอุปกรณ์เช่นเก้าอี้ หรือรถเข็นที่ทำขึ้นมาเพื่อเด็กหัดเดินให้เจ้าตัวเล็กได้เกาะเดิน เพราะเขาจะเดินจนตัวเองรู้สึกมั่นใจว่าไม่ล้มแล้วเจ้าตัวเล็กถึงจะเริ่มเดินด้วยวิธีไม่เกาะอะไรอีก เก้าอี้หรือรถเข็นสำหรับเกาะเดินยังช่วยให้เขารู้จักทรงตัวได้ดีขึ้นอีกด้วย การสร้างความมั่นใจให้ลูกในการก้าวเดินก็ช่วยเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ ของเขาตามมาได้อีกมาก...

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น เราจะมองเห็นว่าลูกเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น เอาแต่ใจมากขึ้น วิธีแก้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง จะทำยังไงให้ดีขึ้น เลี้ยงยังไงให้พอดี เอาวิธีดี ๆ มาบอกคุณพ่อคุณแม่ตรงนี้ค่ะ ลูกเอาแต่ใจเป็นยังไง เริ่มที่จะไม่ฟังคำที่พ่อแม่พูด ไม่ทำตามกฏเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ตั้งกันไว้ในบ้าน ไม่หยุดทำเมื่อถูกห้าม ดื้อ ต่อต้านขึ้น อยากได้หรือต้องการ ก็ต้องได้สิ่งนั้นให้ได้ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา ทำตามใจตัวเองโดยไม่มีเหตุผล มีความอดทนต่ำ โวยวาย เมื่อถูกต่อว่าหรือถูกกดดัน มีอารมณ์ร้าย แสดงความเป็นเด็กขี้เบื่อ และไม่มีสมาธิอยู่กับสิ่งใดนานๆ   สาเหตุที่ลูกเอาแต่ใจ เกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูจากบุคคลใกล้ตัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย หรือพี่เลี้ยง ที่คอยยอมใจลูกหลานแบบไม่กำหนดขอบเขต ไม่คิดถึงเหตุผล แค่ลูกร้องหรือแสดงอารมณ์ก็ปล่อยตามใจ จนทำให้เด็กคิดว่าเมื่อทำสิ่งนี้ตนเองจะได้ในสิ่งที่ตนต้องการ บ่อยครั้งจึงเป็นความเคยชิน สร้างเป็นนิสัยเอาแต่ใจขึ้นมา เมื่อรู้สึกว่าลูกมีนิสัยเช่นนี้ พ่อแม่รีบแก้ไขด่วน ๆ  7 วิธีแก้ลูกเอาแต่ใจตัวเองก่อนจะสายเกินแก้ #1 กำหนดกฎเกณฑ์ให้ลูกอย่างเหมาะสมตามวัย เด็กเล็กต้องการการดูแลจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด และเรียนรู้ว่าอะไรทำได้ไม่ได้ ท่ามกลางความปลอดภัย การให้อิสระลูกเล่นในสถานที่ปลอดภัยและเหมาะสม บอกกติกาว่าสิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ จะทำให้เด็กรู้จักควบคุมตนเองและมีวินัย กว่าจะที่ใช้คำสั่งบังคับและไม่ให้ทำ #2 แยกแยะให้ออกเมื่อลูกร้องไห้ ในขณะที่ลูกยังไม่รู้วิธีการสื่อสารกับพ่อแม่อย่างชัดเจน สิ่งที่เขาแสดงออกได้ในตอนนี้ก็คือการร้องไห้เพื่อให้รู้ว่ากำลังเจ็บปวด หิว ไม่สบายตัว หรือกลัวอะไรบางอย่าง เหล่านี้พ่อแม่ควรให้ความสนใจกับลูกทันที แต่ถ้าเป็นการร้องไห้แบบรู้ว่าไม่เกิดอันตราย ร้องเพื่อเรียกร้องเอาในบางอย่าง อาจจะปล่อยให้ลูกร้องไห้เพื่อให้เข้าใจว่า หนูจะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการตอนนี้และเข้าไปกอด ปลอบลูกด้วยคำพูดอ่อนโยนและใช้เหตุผล #3 อย่าปล่อยให้ลูกแสดงอารมณ์ร้ายจนได้ผล ยกรางวัลดราม่ายอดเยี่ยมให้กับเจ้าตัวเล็ก เพราะเมื่อเด็กไม่พอใจ เอาแต่ใจ ก็จะแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจนให้พ่อแม่ได้รู้เพื่อใจอ่อน ยอมทำตาม ในสถานการณ์แบบนี้พ่อแม่ต้องสตรองเอาไว้นะคะ ยืนอยู่ห่าง ๆ ปล่อยให้ลูกปลดปล่อยอารมณ์โมโหซักระยะ เมื่อลูกค่อย ๆ หยุดแล้วจึงเข้าไปคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและบอกเหตุผลในสิ่งที่ทำให้ลูกจะไม่ได้ #4 อย่าละเลยเรื่องระเบียบวินัย สอนเรื่องนี้ให้ลูกตั้งแต่เล็กเพื่อติดนิสัยไปจนโต จะทำให้ลูกรู้จักควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ มีหลักการและเหตุผลในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องมากขึ้น โดยมีพ่อแม่คอยทำเป็นแบบอย่างนะคะ #5 สอนให้ลูกรู้จักการรอคอยและอดทนให้เป็น การรอ จะช่วยทำให้เด็ก ๆ จัดการกับความหงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจได้ดีขึ้น #6 ไม่ชมเชยลูกมากเกินไป การชมเชยถือว่าเป็นสิ่งดีเป็นกำลังใจในการต่อยอดที่จะทำต่อไปให้ดีขึ้น แต่การชมลูกมากเกินไป หรือซักแต่ว่าชม จะทำให้ลูกเหลิง และทำแต่เรื่องซ้ำ ๆ ในสิ่งที่พ่อแม่ชื่นชม จนไม่อยากจะทำสิ่งอื่นเพราะกลัวทำไม่ได้ดี การชมบ่อย ๆ จึงทำให้เด็กหยุดชะงัก เสียโอกาสที่จะไปพัฒนาในด้านอื่น ๆ นะคะ #7 ใช้เวลาคุณภาพกับลูก ปัจจุบันที่พ่อแม่หมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน เวลาคุณภาพจึงอาจไม่ใช่เวลาที่ต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา แต่เป็นการแบ่งเวลาที่ให้ทุกคนอยู่พร้อมทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมด้วยกัน เมื่อลูกได้เวลาในส่วนนี้ไปจะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ ไม่คิดไขว่คว้าหรือร้องเอาแต่ใจ เพื่อหาของอื่นเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้นะคะ   เจ้าตัวเล็กที่พ่อแม่รู้สึกว่ากำลังเอาแต่ใจตัวเองอยู่ในตอนนี้ถ้าไม่รีบแก้ไขก่อนที่จะเข้าสู่วัยเรียนหรือโตไปกว่านี้จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กมีปัญหาได้นะคะเพราะเมื่อลูกเข้าสังคมและมีพฤติกรรมเอาแต่ใจติดตัวไปอาจถูกปฏิเสธจากเพื่อนจากคนรอบข้างไม่เป็นที่ยอมรับทำให้ลูกขาดความสุขมีปมด้อยและมีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในแง่ลบจนกลายเป็นความทุกข์ใจของพ่อแม่ดังนั้นถ้าเห็นพฤติกรรมลูกเอาแต่ใจตัวเองอยู่รีบหันมามองดูแล้วช่วยกันแก้ไขเลี้ยงลูกให้ดีกันค่ะ...

คุณแม่ตามใจ ส่วนมากคุณแม่มักจะเป็นผู้คุมกติกาของครอบครัวอยู่แล้ว ถ้าคุณแม่ผู้กฎเป็นคนตามใจลูกเสียเอง จะทำให้ลูกได้ใจและดื้อกับคุณแม่ ยิ่งคนในบ้านตามใจลูกด้วยแล้ว ลูกก็จะดื้อกับคุณแม่ที่ดูแลใกล้ชิดยิ่งกว่าค่ะ เป็นช่วงวัยที่ติดแม่ เด็กในวัย 6 – 9 เดือนจะติดคุณแม่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว คุณแทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลยก็ว่าได้ พอติดคุณแม่แล้วนั้นก็จะดื้อกับคุณแม่ได้โดยง่าย ถ้าคุณแม่ให้ลูกอยู่ในกฎเกณฑ์มีระเบียบมาตลอดตั้งแต่ก่อน 6 เดือนจะลดอาการนี้ลงได้ค่ะ โตจนใกล้เวลาแยกตัวแล้ว เมื่อลูกมีอายุใกล้สามขวบแล้ว ใกล้เวลาที่จะแยกตัวเป็นบุคคลอิสระจากแม่จริงๆ แล้ว จะเป็นเวลาที่ลูกนั้นทดสอบเสาหลักของบ้านอย่างแม่หนักขึ้นไปอีก เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ที่รักนั้นจะยังดีเท่านี้ ตลอดไปค่ะ ต้องการแม่เป็นพิเศษ บางทีลูกอาจเกิดมาเป็นเด็กที่ต้องการคุณแม่มากเป็นพิเศษจริงๆ ซึ่งทางนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ได้ยืนยันว่าเวลาพบเด็กแบบนี้ จะไม่มีคำว่าติดมากไป ในทางตรงข้ามถ้าคุณแม่หักดิบบางอย่างทิ้งไป ลดความสนิทลงมา ความเสียหายจะตามมาจนลูกกลายเป็นเด็กดื้อก็เป็นได้ค่ะ อยากได้รับความสนใจ การที่เราดื้อกับคนที่รักนั้น คงเป็นเพราะอยากได้รับความสนใจกับคนที่รักมากที่สุด ลูกก็เช่นเดียวกันค่ะ ลูกนั้นอยากได้รับความรักและความสนใจจากคุณแม่มากที่สุดและการดื้อเป็นสิ่งลูกนั้นแสดงออกถึงการอยากได้รับความสนใจนั้นค่ะ กลิ่นแม่เฉพาะตัว เพราะตัวของคุณแม่นั้นมีกลิ่นน้ำนมและกลิ่นตัวเฉพาะของคุณแม่เอง เมื่อลูกเจอเป็นต้องดื้อต้องดิ้น เป็นพฤติกรรมที่ทำมานานตั้งแต่เกิดแล้วค่ะ คิดว่ายังไงคุณแม่ก็รัก ด้วยความที่ลูกจะสนิทกับแม่ เลยคิดว่าถึงจะดื้อยังไงคุณแม่ก็รักอยู่ดี ส่วนคนอื่นนั้นไม่สนใจว่าจะเป็นยังไง ไม่รักก็ไม่สนใจขนาดนั้น บางทีก็อยากได้แค่ขนมก็พอ เจอกันแปบเดียวเลยยังไม่ทันได้ดื้อใส่ค่ะ...

1 เข้าใจพัฒนาการลูกวัย Toddler วัยนี้จะมีความรู้สึกใหม่เกิดขึ้น คือ อยากรับผิดชอบชีวิตประจำวันของตัวเองบ้าง อยากมีส่วนร่วมในการล้างมือ อาบน้ำ กวาดบ้าน ถูบ้าน ใช้ค้อน คราด แปรงฟันเอง พยายามทำทุกอย่างที่เคยเห็นเขาทำ และเริ่มมีทัศนคติที่ดีกับสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ จึงพยายามช่วยตัวเอง เช่น รู้จักสอดแขนเข้าไปในแขนเสื้อ ใส่กางเกง สนใจแกะหรือใส่กระดุม สวมถุงเท้ารองเท้าเอง แม้วัยนี้จะช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ก็ควรช่วยลูกบ้าง เช่น หากางเกง เสื้อที่ลูกใส่ได้ง่าย หาช้อนที่ตักกินเองได้ง่าย วางแปรงสีฟัน ถ้วยในที่ที่ลูกเอื้อมหยิบถึง ฯลฯ 2 เริ่มมอบหมายงานบ้าน โอกาสทองที่เพิ่มความรู้สึกความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองให้ลูก คือ การให้ลูกรู้จักช่วยงานบ้าน แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามค่ะ เพราะเหล่านี้ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่มีความเชื่อมั่นว่าลูก จะสามารถรับผิดชอบ และทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แถมยังช่วยให้ลูกรู้ว่าตัวเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวด้วย เหมือนกัน แล้วลูกยังรู้สึกดีมีความภาคภูมิใจที่ได้รู้ว่าตัวเองก็เป็นที่ต้องการของ พ่อแม่ด้วยเช่นกันค่ะ 3 อย่าคิดว่าลูกไม่สามารถ ถึงจะดูว่าลูกวัยเตาะแตะยังเล็ก แต่ขอบอกว่าลูกก็สามารถช่วยเก็บของเล่นที่ลูกเล่นเกลื่อนบ้านลงใส่ในตะกร้า เก็บ ของเล่นได้...

ซึ้งหากพูดถึงเด็กเล็กที่เริ่มเข้าสู่วัยที่จะต้องเรียนรู้อยู่ร่วมกับคนอื่นนั้นพ่อแม่เองก็จะต้องเตรียมหาโรงเรียนอนุบาลให้ลูกของตนเองเพื่อจะให้ลูกนั้นได้อยุ่โรงเรียนอนุบาลที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับลูกของตนเองมากที่สุดด้วยนั้นเองดังนั้นการเตรียมพร้อมและข้อควรระวังว่าลูกของเรานั้นจะอยู่ร่วมกับเด็กผู้อื่นได้ไหมในเมื่อเข้าไปในโรงเรียนอนุบาลนั้นแล้วจะทำให้ชีวิตของลูกเรานั้นราบลื่นเป้นไปได้อย่างดีพ่อแม่อย่างเรานั้นต้องพัฒนาลูกเพื่อมีความพร้อมสมบูรณ์และต้องใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียวตั้งแต่1-3ปีแรกก่อนที่จะเอาลุกของเรานั้นเพื่อจะเข้าสู่โรงเรียนอนุบาลที่เราเตรียมให้ โดยมีดังต่อไปนี้   ขั้นที่1 ต้องเตรียมสภาพร่างกายของลูกน้อยเราให้พร้อมนี้เป็นสิ่งพื้นฐานของทุกคนให้ได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกให้พร้อมเพื่อจะทำให้มีการทรงตัวในการเดินที่ดีดังนั้นจึงต้องเตรียมอาหารที่มีประโยชน์และให้ลุกพักผ่อนเพียวพอเพื่อจะให้ครูที่โรงเรียนอนุบาลนั้นได้พัฒนาลูกน้อยของเราให้ดียิ่งขึ้น   ขั้นที่2 ควรฝึกให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองบ้างเพราะถ้าทำให้ทุกอย่างเกินไปเด้กน้อยเราก็ไม่สามารถพัฒนาได้หรือพัฒนาได้ช้ากว่าเพื่อนที่อยู่โรงเรียนอนุบาลด้วยกันที่อยู่ในอีกสังคมหนึ่งและการฝึกนั้นต้องฝึกพัฒนาตามวัยเช่น การรับประทานอาหารด้วยตนเอง การพูดจาสื่อสารกับครูในโรงเรียนอนุบาลหากว่าเกิดอาการปวดปัสสาวะหรือปวดอุสจาระหากพูดเป็นก็ต้องฝึกให้ขับถ่ายให้เป้นเวลาด้วย และ ที่สำคัญฝึกเรื่องการติดกระดุมแต่งตัวย และ ถ้าลูกน้อยของเราจะทำอะไรก็ตามจำไว้เลยว่าอย่าขัดขวางการพัฒนาของลูกน้อยที่สามารถพัฒนาเรื่องต่างๆด้วยตนเอง และ อย่าทำให้ลูกทุกอย่างเพราะจะทำให้เป็นว่าพ่อแม่รังแกฉัน   ขั้นที่ 3 ฝึกเรื่องการอดทนรอคอยเนื่องจากพ่อแม่ยุคนี้ส่วนมากจะโอ๋และปรอบใจลูกตามใจลูกมากเกินไปจนเด็กสมาธิสั้นและไม่มีความอดทนต่อสิ่งเล้าต่างๆรอบตัวดังนั้นพ่อแม่อย่างเราต้องทำให้ลูกน้อยของเราที่จะเข้าไปเจอเด็กๆคนอื่นในโรงเรียนอนุบาลนั้นก็จะเข้าสังคมได้ง่ายขึ้นเพราะจะได้ฝึกการเข้าคิวต่อกินข้าวหรือของเล่นที่เด็กคนอื่นเล่นก่อนจึงจะได้ไม่เกิดการยื้อแย่งสิ่งของนั้นซึ้งถ้าเกิดเหตุการยื้อแย่งกันเกิดขึ้นก็จะทำให้เด็กนั้นเกิดการทะเลาะกันและอาจจถเป็นเหตุทำให้ลูกน้อยของเราไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาลแน่ๆ   ขั้นที่ 4 ฝึกเรื่องการเข้าสังคมดังนั้นสังคมแรกของลูกน้อยเรานั้นก็คือครอบครัวเรานั้นต้องเป็นเพื่อนเล่นกับลูกก่อนจึงจะเล่นกับผุ้อื่นได้ซึ้งเด็กในวัยที่จะเข้าโรงเรียนอนุบาลนั้นจะถือตัวเองเป็นใหญ่เอาแต่ใจและมีความเห็นแก่ตัวเลยระแต่เราอย่าบังคับเด็กน้อยเกินไปเพราะจะทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีต่อเราดังนั้นเราต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำและถ้าลูกน้อยเราทำการแบ่งปันสิ่งของหรือมีน้ำใจกับผู้อื่นเราไม่ควรลืมชมเชยเด็กน้อยให้เกิดการเรียนรู้ว่าสิ่งที่ทำเมื่อสักครู่นี้คือการทำดี   ขั้นที่ 5 ส่งเสริมให้ลูกน้อยได้รู้จักการสื่อสารเพราะเมื่อต้องเข้าไปอยุ่ในโรงเรียนอนุบาลแล้วลูกน้อยก็จะขาดพ่อแม่และไม่สามารถให้ครูนั้นดูแลลูกน้อยเราได้เท่ากับพ่อแม่แน่นอนดังนั้นจึงต้องฝึกให้ลูกน้อยสื่อสารว่าต้องการอะไรชอบหรือไม่ชอบอะไรเมื่อลุกน้อยสื่อสารได้ก็จะปรับเข้าสู่โรงเรียนอนุบาลได้ง่ายมากยิ่งขึ้นถ้าเด็กไม่สามารถพูดสื่อสารได้เด็กก็อาจจะเกิดการแย่งและอาจจะเกิดการทะเลาะกันได้เพราะเด็กไม่สามารถพูดขอกันดีๆได้ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก   ขั้นที่ 6 ป้องกันลุกน้อยกับสิ่งที่กระตุ้นในทางที่ไม่ดีทุกวันนี้มองไปที่ไหนก็เห็นได้เลยว่าพ่อแม่สมัยนี้ใช้โทรศัพท์หรือโทรทัศน์เลี้ยงลูกทำให้ลูกน้อยสนใจแต่สิ่งๆเดียวและไม่สนใจเรื่องภายนอกที่จะรับรู้ได้มากกว่าดังนั้นพ่อแม่อย่างเราต้องควรสอนลูกให้ดูเป็นเวลาซึ้งเวลาไหนควรเล่นเวลาไหนควรเรียนรู้กับสิ่งภายนอกในโลกแห่งความเป็นจริงซึ้งทักษะนี้จะติดตัวไปกับลุกของเราจนโตสามารถทำให้ลุกของเราแบ่งเวลาเป็นด้วยนั้นเอง  ...

  ขอความเข้าใจให้ลูกที่เพิ่งขึ้นชั้นประถมฯหรือกำลังเตรียมตัวเข้าโรงเรียนประถมมีหลายเรื่องที่พ่อแม่ควรรู้เพื่อเตรียมลูกให้พร้อมและช่วยเหลือลูกในยามที่เกิดปัญหา ใกล้เข้ามาแล้วนะคะที่เด็กๆ จะสอบปลายภาค ปิดเทอม แล้วก็ขึ้นชั้นเรียนใหม่ เด็กโตพ่อแม่คงไม่ค่อยห่วงแล้ว แต่ที่ยังเพิ่งพ้นเด็กเล็กนี่สิ...

อันดับ 1 Horrow Internationnal Scool สำหรับที่นี่จะใช้หลักสูตรการสอนแบบเดียวกับประเทศอังกฤษและเวลล์ทุกประการเรียกได้ยกทั้งคุณภาพและมาตรฐานมาที่ประเทศไทยเลยมีการใช้เทคโนโลยีในการสอนที่ทันสมัยนอกจากนั้นเน้นเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆที่นอกเหนือไปจากความสามารถทางด้านวิชาการอีกด้วย ค่าเทอมต่อปี -เตรียมอนุบาล(ครึ่งวัน) 430,000 บาท -เตรียมอนุบาล(เต็มวัน) 507,000 บาท Years 1-13 ปี -672,000 - 905,000 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนใหม่ -ค่าสมัคร 5,000.- -ค่าแรกเข้า 225,000.- -ค่ามัดจำ 200,000.- ค่าอาหาร -ไม่คิดเพิ่ม ที่ตั้ง: 14 ถนนโกสุมรวมใจแขวงสีกันเขตดอนเมืองกรุงเทพมหานคร10210 (ใกล้กับสำนักงานทนายที่ดินและเพื่อน) เบอร์โทร: 02-376-6518 อันดับ 2 Bangkok Prep ที่นี่เป็นโรงเรียนนานาชาติชั้นนำที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ใช้หลักสูตรตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ ที่มุ่งเน้นการสอนความรู้ทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการใช้โปรแกรม PSHE (Personal, Social, Health and Emotional Education) ในการพัฒนาของตัวนักเรียนอีกด้วยค่ะ ค่าเทอมต่อปี ระดับอนุบาล – เตรียมอนุบาล 438,000 บาท – อนุบาล 458,000 บาท Years 1-12 ปี – 468,000-478,000 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนใหม่ – ค่าสมัคร...

อิสระทางการศึกษาที่เลือกเองได้ รู้จักการเรียนแบบ โฮมสคูล (Homeschool) การเรียนแบบ โฮมสคูล หรือ การเรียนแบบอยู่บ้าน นั้นเป็นหนึ่งในประเภทการจัดการศึกษาของประเทศไทยที่ถูกจัดไว้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติโดยประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2542 ถูกต้องตามมาตรา 12 ที่ให้ครอบครัวจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้บุตรเองได้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ครอบครัวที่ไม่ประสงค์ส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียน เพราะต้องการจัดการเรียนการสอนให้ลูกได้เรียนที่บ้าน หรือที่เรียกว่า Homeschoolนั่นเองค่ะ หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก วันนี้เย็นตาโฟดอทคอม จะพาทุกคนไปรู้จักการเรียนแบบ โฮมสคูล กันค่ะ Homeschool การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้ระบุประเภทของการจัดการศึกษาในประเทศไทยไว้ 3 ประเภทคือ 1)การจัดการศึกษาในระบบห้องเรียน 2)การจัดการศึกษานอกระบบห้องเรียน และ 3) การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งประชาชนมีสิทธิเลือกรูปแบบเองได้ แน่นอนว่าส่วนใหญ่ในบ้านเราก็เลือกเรียนระบบในห้องเรียน แต่ทว่ายุคปัจจุบันหลายๆครอบครัวอาจจะขาดความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการศึกษาในระบบห้องเรียน อาจจะได้รับข่าวสารจากสื่อต่างๆ ถึงเรื่องการจัดอันดับการศึกษาของไทยที่อยู่ในอันดับเกือบท้ายๆ ทั้งในอาเซียน และอันดับโลก จึงทำให้ผู้ปกคริงหลายๆ ท่านมองไปถึงอนาคตของลูกๆ ว่าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้ การศึกษาแบบ HomeSchool จึงเป็นตัวเลือกที่หลายครอบครัวให้ความสนใจ เพราะผู้ปกครองสามารถเลือกรูปแบบการเรียนให้ได้ลูก การเรียนแบบ Homeschool คืออะไร? คือการที่เด็กได้เรียนอยู่กับบ้าน...