สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

  เด็กโดยทั่วไปจะเดินในช่วงอายุประมาณ 1 ขวบ อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ไม่กี่เดือน เพราะเด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการเร็วหรือช้าต่างกัน พ่อแม่อย่ากังวลใจไปนะคะ ถ้าเห็นลูกบ้านอื่นเดินได้แต่ลูกเราเพิ่งจะเกาะยืน ลูกน้อยหัดเดิน พ่อแม่จับมือทั้งสองข้างของลูก ให้ลูกอยู่ข้างหน้า หันหน้าออก แล้วพ่อแม่อยู่ข้างหลัง แล้วค่อย ๆ ให้ลูกก้าวไปข้างหน้าที่ละก้าว พ่อแม่ก็ค่อย ๆ เดินตาม แต่ต้องระวังจะเหยียบเท้าน้อย ๆ ของลูกด้วย ให้ลูกพาพ่อแม่เดินไปในที่ที่เขาสนใจอยากดูหรืออยากไป (ถ้าเด็กคนไหนยังทรงตัวได้ไม่ดีแนะนำให้จับรักแร้แทนจับมือค่ะ) หรือบางทีก็ให้พ่อแม่หรือคนในครอบครัวยืนอยู่ที่ปลายทาง ให้ลูกอยากจะเดินไปหา โดยเฉพาะเมื่อเราไปในสถานที่แปลก ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ลูกจะตื่นเต้นมาก แล้วก็อยากเดินไปไหนต่อไหนเอง เขาจะนำพ่อแม่เดินไปที่นั่นที่นี่อย่างไม่รู้เหนื่อยเลยค่ะ การจับลูกเดินนี้จะช่วยให้ลูกจะเดินได้เต็มเท้า และรู้จักวิธีการทรงตัวได้เร็วมาก พอลูกเริ่มเดินด้วยการจับข้อมือทั้งสองข้างคล่องแล้ว เขาก็จะสะบัดมือพ่อแม่ออกข้างหนึ่ง แล้วให้เราจูงมือเขาข้างเดียว เพื่อที่อีกมือจะได้หยิบจับสิ่งของที่ต้องการได้ และท้ายที่สุดเขาจะเดินโดยปล่อยมือทั้งสองที่จับพ่อแม่อยู่ได้เองเลยค่ะ นอกจากนี้มีอีกวิธีหนึ่งสำหรับเด็กที่เริ่มตั้งไข่ได้ หรือยืนได้บ้างแล้ว ให้พ่อแม่หันหน้าเข้าหาลูก ยืนห่างจากลูกไม่กี่ก้าว และให้ลูกเดินมาหา อย่าลืมส่งเสียงเรียกชื่อลูก เชียร์ดัง ๆ และถ้าลูกทำได้ก็ปรบมือให้กำลังใจ และยิ้มกว้าง...

หาข้อมูลโรงเรียนจากไหนให้ลูดี อินเทอร์เน็ตแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจะได้ข้อมูล เบื้องต้นว่าโรงเรียนตั้งอยู่ที่ไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไร และมีแนวทางการสอนแบบไหนรวมทั้งเว็บ บอร์ดต่างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก.เสริมความมั่นใจด้วยการสอบถามจากผู้มีประสบการณ์จริง ครอบครัวที่เรารู้จักคุ้นเคย ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ถือเป็นแหล่งข้อมูลทรงคุณค่า แต่ก่อนจะเชื่อ เราต้องสำรวจทัศนคติให้ถ้วนถี่ก่อนว่า “โรงเรียนดีๆ” ในความหมายของคุณพ่อคุณแม่ตรงกับผู้ที่สอบถามหรือไม่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวารสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เอาล่ะเรามาเริ่มกันเลย 1.หลักสูตรการจัดการศึกษา การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากเห็นลูกของตนเองมีความสุขในการเรียน  ในกรณีโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่จะจัดการศึกษาเหมือนกัน โดยจัดการศึกษาตามหลักสูตร บูรณาการเข้ากับกิจกรรมหกกิจกรรม แต่สำหรับโรงเรียนเอกชน บางโรงเรียนจะจัดการศึกษาเช่นเดียวกับรัฐบาล แต่ก็มีหลายโรงเรียนที่เป็นการศึกษาทางเลือกที่เลือกใช้แนวการจัดการศึกษาแบบอื่นอย่างวอลดอร์ฟ หรือมอนเตสเซอรี่ ซึ่งเรื่องนี้ผู้ปกครองควรต้องศึกษาแนวการจัดการเรียนรู้ที่มี แล้วสอบถามกับทางโรงเรียนว่าใช้แนวการจัดการเรียนรู้แบบไหน เพื่อจะได้เลือกให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของลูกของคุณ 2.ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แน่นอนหนึ่งในค่าใช้จ่ายก็คือ ค่าเทอม แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องศึกษาให้ละเอียดว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สำคัญอีกหรือเปล่า เพราะหลายๆครั้งโรงเรียนจะเลี่ยงการเก็บค่าเทอมที่สูง โดยเก็บเป็นค่าอื่นๆ เช่น ค่าการใช้คอมพิวเตอร์ ค่ากิจกรรมพิเศษ หรือแม้กระทั้งค่าแรกเข้า ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะขอเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด และอาจจะต้องถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินของสิ้นเปลืองที่ผู้ปกครอง ต้องรับผิดชอบ เช่น สมุดของโรงเรียน กระเป๋า เครื่องแบบ...

การออกกำลังกายสำหรับเด็กๆ นั้น มีความจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกายของผู้ใหญ่ค่ะ ซึ่งการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอนั้น ส่งผลดีต่อพัฒนาการของเจ้าตัวเล็กหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อต่างๆ - ป้องกันโรคอ้วน (obesity) - ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน - กระตุ้นพัฒนาการร่างกาย ให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทำงานประสานกันได้ดียิ่งขึ้น - พัฒนาการทางสมอง และร่างกายของเด็กๆ นั้น ทำงานร่วมกัน เมื่อเด็กๆ ออกกำลังกาย สมองจะพัฒนาตามกิจกรรมใหม่ๆ ที่ร่างกายกำลังเรียนรู้ - การเล่นที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายต้องใช้ประสาทสัมผัสเกือบทุกส่วน จึงช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเมื่อเด็กๆ โตขึ้น - มีการศึกษาที่พบว่า การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ที่กระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ ช่วย #เพิ่มการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทและโครงสร้างที่สำคัญของสมองได้...

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารจะพยายามโฆษณาว่าได้เติมสารอาหารที่มีพบในนมแม่ แต่ความจริงแล้ว สารอาหารสังเคราะห์เหล่านี้ไม่ได้ใกล้เคียงสารอาหารในนมแม่เลย นมผงไม่มีสารช่วยการเจริญเติบโตของอวัยวะต่างๆ นมผงไม่มีภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติ และเซลล์เม็ดเลือดขาวจากแม่ ที่ช่วยไม่มีสารช่วยกำจัดเชื้อโรค สารอาหารในนมผงย่อยยากกว่าในนมแม่ นอกจากนั้น ทารกยังมีโอกาสเจ็บป่วยหากเตรียมนมไม่สะอาด ทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือมีอาการแพ้โปรตีนนมวัวได้ ดังนั้น การโฆษณาว่านมผงเป็นสิ่งที่เกือบเทียบเคียงนมแม่ได้ จึงไม่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ...

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ส่งผลต่อการรอดชีวิต สุขภาพ โภชนาการและการเจริญเติบโตของเด็กทั้งระยะสั้นและระยะยาว นมแม่เปรียบเหมือนวัคซีนแรกของลูก ที่จะช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ลูกแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย ที่สำคัญ งานวิจัยชี้ว่า เด็กที่กินนมแม่สามารถมีไอคิวดีกว่าเด็กที่ไมได้กินถึง 3 จุด 1.และให้นมแม่ต่อเนื่อง ควบคู่กับอาหารตามวัย ตั้งแต่เดือนที่ 6 จนลูกอายุ 2 ขวบหรือนานกว่านั้น 2.ให้นมแม่ทันทีในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 3.ให้นมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก สิ่งดีๆจากนมแม่   นมแม่ คือ Super food - มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด โดยมีสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ อย่างครบถ้วนที่ทารกต้องได้รับในการเจริญเติบโตในช่วงหกเดือนแรก ทำให้มีภาวะโภชนาการที่ดีกว่า นอกจากนั้น นมแม่ย่อยง่าย ลูกสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ง่าย ต่างจากอาหารอื่นที่ร่างกายอาจย่อยได้ยากกว่า ทำให้เด็กท้องอืด อาหารไม่ย่อย นมแม่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ –...

วิธีสระผมทารก ที่ถูกต้อง เชื่อว่าต้องมีคุณแม่มือใหม่หลายคนกลัวการอาบน้ำ สระผมให้ลูก ไม่น้อย โดยเฉพาะลูกเบบี๋แรกเกิดที่ยังตัวน้อยๆ เพราะด้วยความที่กลัวลูกจะหลุดมือ กลัวจะจับตัวแรงไปจนลูกเจ็บ กลัวน้ำเข้าหู เข้าตา เข้าจมูกลูก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางโรงพยาบาล คุณพยาบาลก็สอนและให้ลองฝึกมาแล้ว แต่สุดท้ายพอกลับบ้านก็ยกหน้าที่นี้ให้คุณย่าคุณยายทุกที หรือก็มีคุณแม่มือใหม่บางคนที่ไม่กลัว แต่ก็สงสัยว่าควร สระผมทารกทุกวัน หรือไม่? ทารกควรสระผมกี่ครั้ง หรือควรสระให้ผมให้ลูกตอนไหน สระบ่อยแค่ไหน และสระแบบนี้ถูกวิธีหรือไม่ สำหรับเรื่องนี้ แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ได้ให้คำแนะนำ ความถี่ในการสระผมของลูกน้อย ขึ้นอยู่กับความสกปรกของเส้นผม สำหรับลูกวัยเตาะแตะ หากลูกเล่นนอกบ้าน คลุกดินคลุกทราย กินอาหารเองจนเลอะไปทั้งตัวกระทั่งเส้นผม หรือเป็นเด็กเหงื่อออกมาก ทำให้ศีรษะเหม็นเหงื่อและคัน คุณแม่ก็ควรสระผมลูกให้สะอาดก่อนเข้านอน และเป่าผมด้วยลมไม่ร้อนให้ผมแห้งสนิท เพื่อให้ร่างกายสะอาดทั้งตัว เมื่อนอนบนที่นอนจะได้ไม่มีความสกปรกหรือกลิ่นเหม็นติดอยู่บนที่นอน หรือเป็นเศษอาหารของหนูและแมลง จากที่ลูกไปคลุกคลีมาเมื่อตอนกลางวัน ส่วนในกรณีที่สระผมตอนเช้าอาจไม่จำเป็น หากตอนกลางคืนลูกไม่ได้มีเหงื่อออกมากจนศีรษะเหม็นอีกครั้ง ในกรณีที่ลูกไม่ได้เล่นหรือกินเลอะจนเส้นผมสกปรกหรือเหม็น อาจสระวันเว้นวันหรือเว้นสองวันก็ได้...

วิธีการเรียกขวัญ   จะทำลูกน้อยที่มีอาการตกใจ กลัว ร้องไห้ หวาดผวา มานั่งหรือนอนในลักษณะเหยียดปลายเท้าไปทางประตูบ้าน ผู้เรียกขวัญจะนำจานที่ใส่อุปกรณ์เรียกขวัญมาวนรอบตัวเด็ก พร้อมพูดเรียกขวัญ หลังจากนั้นผู้เรียกขวัญจะเอามือลูบตามเนื้อตามตัวของเด็ก เอาด้ายมาผูกข้อมือซ้ายขวา เรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว พูดอวยพรให้เด็กมีสุขภาพดี และเอาพริก เกลือ ข้าวสารในจานซัดไปทางปลายเท้า เอามีดขีดที่ประตูเป็นรูปกากบาท แล้วเอามีดปักไว้ที่ร่องกระดานเป็นอันเสร็จพิธีเรียกขวัญ การทำขวัญจึงเป็นพิธีที่คนไทยได้ถือปฏิบัติต่อ ๆ กันมา ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็จะมีรายละเอียดของพิธีเรียกขวัญแตกต่างกันไป แต่ก็ยังมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อเรียกขวัญลูกที่เกิดอาการสะดุ้ง ตกใจ ตื่น หรือร้องไห้กลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่มีสาเหตุ ให้ขวัญกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เป็นการปลอบโยน ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย หายจากการตกใจกลัวและหวาดผวา การทำขวัญอย่างเป็นพิธีจึงมีหมอทำขวัญที่มีความรู้ด้านเรียกขวัญ เป็นผู้กล่าวคำเชิญขวัญให้มีเนื้อความตรงกับสิ่งที่กำลังทำพิธีอยู่ เช่น เรียกขวัญเด็กทารก ก็จะกล่าวเชิญแม่ซื้อให้มารักษาตัวเด็กไม่ให้เจ็บไข้ โดยใช้อุปกรณ์ในพิธีเรียกขวัญ ได้แก่ ด้ายขาว 2เส้น ข้าวสาร พริกแห้ง 1 เม็ด เกลือ มีดตัวอย่างบทเรียกขวัญลูก มีเนื้อความดังว่า “ขวัญเอย มาอยู่กับเนื้อกับตัว...

  สังเกตลูกง่วงนอน ถ้าลูกน้อยหาว คุณพ่อคุณแม่อาจจะรู้ว่ามันถึงเวลาที่ลูกนอนแล้ว แต่มีอากัปกิริยาอื่นๆอีก เช่น ขยี้ตา ร้องไห้และจู้จี้จุกจิก ที่ชี้ถึงสัญญาณของการง่วงนอนของลูกน้อยแรกเกิด ลูกน้อยที่กำลังเหนื่อยล้าจะมีปัญหามากในการนอนหลับ ให้คุณพ่อคุณแ   ม่สังเกตุดูกริยาต่างๆ เหล่านี้ค่ะ ส่วนลูกน้อยที่โตหน่อยอาจจะซุ่มซ่าม หงุดหงิด และไฮเปอร์ด้วย รู้ว่าลูกน้อยนอนเยอะมาก แรกๆมันอาจดูไม่เหมือนที่พูด แต่ลูกน้อยแรกเกิดอาจนอนถึงประมาณ 16 ชั่วโมงต่อวัน จะตื่นก็เฉพาะเวลาให้นมและเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม และเมื่อลูกน้อยโตขึ้นลูกก็จะต้องการนอนหลับกลางวันน้อยลงและนอนมากขึ้นในเวลากลางคืน พอประมาณอายุ 6 เดือน ลูกน้อยบางคนควรจะสามารถนอนหลับได้ตลอดทั้งคืน บวกกับนอนกลางวัน 2-3 ครั้ง แต่ไม่ต้องกังวลนะคะถ้าลูกน้อยของคุณไม่ได้นอนอย่างนั้น เพราะเด็กน้อยแต่ละคนจะแตกต่างกัน อย่าปลุกลูกน้อยให้ตื่น แล้วจะให้ทํายังไงถ้าลูกน้อยหลับอยู่ในคาร์ซีทในรถหล่ะ คุณพ่อคุณแม่เพียงแค่ยกทั้งคาร์ซีท ออกจากรถแล้ววางบนพื้นในที่ปลอดภัย ไม่ใช่วางบนโซฟาหรือบนโต๊ะนะคะ ให้ลูกน้อยนอนให้เสร็จในคาร์ซีทนั่นแหล่ะค่ะ ให้ปล่อยเข็มขัดที่รัดไว้อย่างนั้น แล้วก็จับตาดูลูกน้อยเสมอๆ นอนกลางวันสั้นๆโอเคค่ะแต่อย่าปล่อยให้ลูกนอนในคาร์ซีทข้ามคืนนะคะ สำหรับวิธีนอนหลับที่ ปลอดภัยที่สุดคือให้วางลูกน้อยนอนหงายบนที่นอนแน่นๆในเปลของลูก อย่าพึ่งการนอนหลับในรถ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ยั่วยวนที่จะอัดการนอนกลางวันของลูกน้อยไปด้วยกันในรถเวลาที่คุณแม่ไปทำธุระต่างๆ ไม่เป็นรัยค่ะถัานานๆคุณแม่จะทําสักครั้ง การนอนหลับในรถบ่อยๆทําให้ลูกน้อย อาจไม่ได้นอนหลับอย่างเพียงพอ ถ้าลูกน้อยดูเหมือนว่าง่วงอยู่เสมอและตารางเวลาของคุณแม่ แน่นมาก ให้พิจารณาในการตัดธุระออกไปบ้างหรือจัดเรียงตารางเวลาของคุณแม่ใหม่ หรือหา พี่เลี้ยงเด็กหรือว่าขอให้เพื่อนๆช่วยบ้างเพื่อให้ลูกน้อยได้นอนกลางวันเป็นปกติอย่างแท้จริง ยืดเวลานอนกลางวัน ลูกน้อยของคุณมีอายุมากกว่า 6...

ถ้าหากผู้ปกครองหลายคนเจอกับปัญหาลูกน้อยเล่นโทรศัพท์ทั้งวันและอาจจะเล่นไม่ถูกวิธี วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักการให้ลูกใช้โทรศัพท์ที่ถูกต้อง ไม่เล่นโทรศัพท์ ขณะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น พูดง่ายๆคือ ในขณะที่ทำกิจกรรมอะไรอยู่กับคนอื่น อย่าเล่นโทรศัพท์ เพราะถือเป็นการให้ให้เกียรติผู้อื่น ให้สอนลูกจนเป็นนิสัยเลยนะคะ ถึงแม้จะเป็นคนใกล้ชิด…ก็ไม่ควรทำ เช่น -ไม่เล่นโทรศัพท์ ขณะทานข้าวเย็นกับครอบครัว -ไม่เล่นโทรศัพท์ ขณะช่วยแม่ทำอาหาร -ไม่เล่นโทรศัพท์ ขณะทำงานกลุ่มกับเพื่อนๆ กรณีที่มีสิ่งสำคัญและเร่งด่วน จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ เราค่อยอนุญาตเป็นกรณีๆไปอีกที ทยอยสอนลูกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวพอลูกโตไป ลูกจะรู้เองว่า อันไหนคือกรณีที่สำคัญและเร่งด่วนจริงๆ ลูกจะค่อยๆจดจำและแยกแยะเองเป็น โทรศัพท์มือถือ เป็นของใช้ส่วนตัว เด็กๆหลายบ้าน เล่นโทรศัพท์มือถือของพ่อแม่ จนกลายเป็นของเล่นไปแล้ว หยิบไปเล่นเองบ่อยๆ ประจวบกับพ่อแม่บางคน ก็อาจจะไม่ได้ห้ามปรามหรือบอกอะไรลูก ทำให้ลูกไม่รู้ว่า โทรศัพท์มือถือ คือของใช้ส่วนตัวของแต่ละบุคคล เราควรสอนให้ลูกรู้ว่าโทรศัพท์มือถือไม่ใช่ของเล่น มันเป็นของใช้ส่วนตัว หากเราไม่สอนลูกเรื่องนี้ ต่อไปลูกอาจจะไปหยิบมือถือของผู้อื่นมาเล่น แล้วเข้าถึงพื้นที่ข้อมูลส่วนตัวของคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำมากๆ เช่น -เปิดดูรูปภาพในถือของผู้อื่น -โหลดเกมส์ลงเครื่องคนอื่น -เปิดอ่านข้อความ รักษาระดับเสียง ด้วยความที่เด็กๆยังเก็บอารมณ์ไม่ค่อยเก่ง บางทีมีความรู้สึกอะไร ก็เปล่งเสียงออกมาเกินระดับปกติ เราควรสอนให้ลูกรู้ว่า ลูกควรใช้ระดับเสียงปกติในการพูดคุยทางโทรศัพท์ ไม่ต้องตะโกน และควรใช้เสียงเบาลงหน่อยในที่สาธารณะ เราต้องสอนให้ลูกรอคอยเป็น รู้ว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ หากลูกโทรไป แล้วอีกฝ่ายไม่รับสาย อย่ากระหน่ำโทรจิก ไปแบบติดๆ กันหลายรอบ มันเสียมารยาท ถ้ามีเรื่องด่วนจริงๆ...

เข้าใจมุมมองที่แตกต่างของลูก คุณต้องเข้าใจว่าเด็กมองโลกต่างจากผู้ใหญ่ พวกเขาพูดคนละภาษากับเรา คุณอาจจะคิดว่าคุณกำลังให้คำแนะนำแต่เด็กอาจจะเห็นว่าคุณกำลังบ่น การแสดงความเป็นห่วงในแบบของคุณอาจจะเป็นการบังคับในสายตาของพวกเขาก็เป็นได้ อย่าคิดว่าลูกผิด เรามักโยงพฤติกรรมของเด็กเข้ากับตัวของเขา เช่น ถ้าเด็กไม่เรียนหนังสือ เราก็จะเรียกเขาว่าขี้เกียจ การเหมาว่าเด็กเป็นคนไม่ดีโดยตัดสินจากพฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างจะยิ่งทำให้เด็กเชื่อว่าเขาเป็นคนเช่นนั้นจริง ๆ เคารพในความคิดของลูก ก่อนที่จะเราจะสามารถโน้มน้าวให้ใครสักคนเปลี่ยนทัศนคติและยอมรับคำแนะนำได้ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับมุมมองของเขาเสียก่อน เด็กส่วนใหญ่มักเก็บเรื่องหลาย ๆ เรื่องไว้ในใจ ไม่บอกพ่อแม่ และบางครั้งก็แสดงท่าทีต่อต้านคำแนะนำและความคิดของพ่อแม่อย่างชัดเจน ถ้าคุณอยากให้ลูกพูดคุยอย่างเปิดเผย และฟังคุณ คุณต้องสร้างความเชื่อใจเสียก่อน พยายามใช้ประโยคเช่น “แม่เห็นด้วยว่าพ่อเข้าใจว่าเมื่อคุยกับลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าคุณฟังเขา เริ่มจากตัวคุณ พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกต้องเป็นฝ่ายเปลี่ยนเพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าลูกจะยอมเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่เขาจะกลับมาทำตัวเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะพ่อแม่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองตามนั่นเอง พ่อแม่ที่ดีควรเชื่อว่าตัวเองมีบทบาทสำคัญในการวางกรอบความคิดและพฤติกรรมของลูก พ่อแม่เป็นคนรับผิดชอบต่อการกระทำและทัศนคติที่ไม่ดีของลูก เปลี่ยนมุมมองของคุณ รับฟัง และให้กำลังใจในสิ่งที่ลูกทำได้ดีและถูกต้องเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี เมื่อลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาจะรู้จักรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองมากขึ้น อย่าคิดว่าตัวเองไม่ดี เด็ก ๆ มักจำกัดตัวเองโดยการคิดว่า “ฉันแค่ขี้เกียจ” หรือ “ฉันไม่ฉลาดพอ” ฯลฯ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้มักเกิดจากความรู้สึกที่ว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมอะไรในชีวิตตัวเองได้สักอย่าง พวกเขาเชื่อว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของพวกเขาขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ถ้าลูกบอกคุณว่าวิชาคณิตศาสตร์ยาก และคุณคอยบอกลูกว่ามันง่าย ลูกก็จะรู้สึกว่าคุณไม่สนใจความรู้สึกหรือความคิดของเขา หรือแย่กว่านั้น อาจจะรู้สึกว่าตัวเองโง่ เพราะแก้โจทย์ง่าย ๆ...