สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

5 วิธีฝึกลูก ช่วยเหลือ ตัวเอง 1 เข้าใจพัฒนาการลูกวัย  วัยนี้จะมีความรู้สึกใหม่เกิดขึ้น คือ อยากรับผิดชอบชีวิตประจำวันของตัวเองบ้าง อยากมีส่วนร่วมในการล้างมือ อาบน้ำ กวาดบ้าน ถูบ้าน ใช้ค้อน คราด แปรงฟันเอง พยายามทำทุกอย่างที่เคยเห็นเขาทำ และเริ่มมีทัศนคติที่ดีกับสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ  2 เริ่มมอบหมายงานบ้าน โอกาสทองที่เพิ่มความรู้สึกความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองให้ลูก คือ การให้ลูกรู้จักช่วยงานบ้าน แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามค่ะ เพราะเหล่านี้ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่มีความเชื่อมั่นว่าลูก จะสามารถรับผิดชอบ และทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แถมยังช่วยให้ลูกรู้ว่าตัวเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวด้วย เหมือนกัน แล้วลูกยังรู้สึกดีมีความภาคภูมิใจที่ได้รู้ว่าตัวเองก็เป็นที่ต้องการของ พ่อแม่ด้วยเช่นกันค่ะ 3 อย่าคิดว่าลูกไม่สามารถ ถึงจะดูว่าลูกวัยเตาะแตะยังเล็ก แต่ขอบอกว่าลูกก็สามารถช่วยเก็บของเล่นที่ลูกเล่นเกลื่อนบ้านลงใส่ในตะกร้า เก็บ ของเล่นได้ หยิบเสื้อผ้าที่จะซักใส่เครื่องซักผ้าได้ (แม้ว่าจะค่อยๆ ใส่ทีละชิ้นทีละชิ้น) วางช้อนส้อมบนโต๊ะอาหารเมื่อถึงเวลากินข้าวเย็นได้ วางผ้ารองจานข้าวได้ (ถ้าที่บ้านใช้) จับคู่ถุงเท้าของพ่อที่ซักสะอาดแล้วให้เข้าคู่ได้ (โดยแม่เป็นคนพับ) เมื่อลูกทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ นี้จนเริ่มชินแล้ว จึงค่อยมอบหมายให้ลูกทำงานที่ยากขึ้นไปอีกนิดเมื่อลูกโตขึ้นได้ 4...

โดย Julie Lythcott-Haims นักเขียนและอดีตผู้นำนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้กล่าวเพิ่มเติมบนเวที TED Talk ในหัวข้อ “วิธีการเลี้ยงลูกให้เขาประสบความสำเร็จ โดยไม่บงการมากจนเกินพอดี” ว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่าความสำเร็จของลูก เริ่มต้นขึ้นจากการทำงานบ้านในช่วงวัยเด็ก ยิ่งให้ลูกเริ่มต้นเร็ว เขาก็จะยิ่งเรียนรู้ได้ดีขึ้น แต่หากบ้านไหนสปอยล์ลูก ไม่ให้เขาลงมือทำงานอะไรเลย เขาก็จะคิดว่าเดี๋ยวก็ต้องมีคนมาทำให้ แล้วเขาก็จะซึมซับพฤติกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ จนติดเป็นนิสัย ซึ่งไม่เพียงแต่ทำงานบ้านเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการเรียน การทำการบ้าน เป็นต้น จากการศึกษาพบว่าเด็กที่ทำงานบ้านมาตั้งแต่ยังอายุน้อยๆนั้นจะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและีมีความรับผิดชอบมากกว่าเด็กทั่วไป การที่สอนลูกแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้จักการช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังช่วยให้เค้ารู้จักความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามข้อดีนั้นยังมีอกเยอะะแยะเต็มไปหมด เห็นอย่างนี้แล้วเรามาสอนลูกเราให้รู้จักการทำงานบ้านกันดีกว่าค่ะ  ...

เนื้อเพลง ABC-SONG A-B-C-D-E-F-G ( เอ บี ซี ดี อี เอฟ จี ) H-I-J-K-L-M-N-O-P ( เอ็ช อาย เจ เค เอ็ล เอ็ม เอ็น โอ พี ) Q-R-S-T-U and V ( คิว อาร์ เอ็ส ที ยู และวี ) W-X-Y-Z ( ดับเบิ้ลยู เอ็กซ์ วาย เซ็ด ) Now I know my A-B-C (ตอนนี้ฉันก็รู้จัก A B...

  เด็กโดยทั่วไปจะเดินในช่วงอายุประมาณ 1 ขวบ อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ไม่กี่เดือน เพราะเด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการเร็วหรือช้าต่างกัน พ่อแม่อย่ากังวลใจไปนะคะ ถ้าเห็นลูกบ้านอื่นเดินได้แต่ลูกเราเพิ่งจะเกาะยืน ลูกน้อยหัดเดิน พ่อแม่จับมือทั้งสองข้างของลูก ให้ลูกอยู่ข้างหน้า หันหน้าออก แล้วพ่อแม่อยู่ข้างหลัง แล้วค่อย ๆ ให้ลูกก้าวไปข้างหน้าที่ละก้าว พ่อแม่ก็ค่อย ๆ เดินตาม แต่ต้องระวังจะเหยียบเท้าน้อย ๆ ของลูกด้วย ให้ลูกพาพ่อแม่เดินไปในที่ที่เขาสนใจอยากดูหรืออยากไป (ถ้าเด็กคนไหนยังทรงตัวได้ไม่ดีแนะนำให้จับรักแร้แทนจับมือค่ะ) หรือบางทีก็ให้พ่อแม่หรือคนในครอบครัวยืนอยู่ที่ปลายทาง ให้ลูกอยากจะเดินไปหา โดยเฉพาะเมื่อเราไปในสถานที่แปลก ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ลูกจะตื่นเต้นมาก แล้วก็อยากเดินไปไหนต่อไหนเอง เขาจะนำพ่อแม่เดินไปที่นั่นที่นี่อย่างไม่รู้เหนื่อยเลยค่ะ การจับลูกเดินนี้จะช่วยให้ลูกจะเดินได้เต็มเท้า และรู้จักวิธีการทรงตัวได้เร็วมาก พอลูกเริ่มเดินด้วยการจับข้อมือทั้งสองข้างคล่องแล้ว เขาก็จะสะบัดมือพ่อแม่ออกข้างหนึ่ง แล้วให้เราจูงมือเขาข้างเดียว เพื่อที่อีกมือจะได้หยิบจับสิ่งของที่ต้องการได้ และท้ายที่สุดเขาจะเดินโดยปล่อยมือทั้งสองที่จับพ่อแม่อยู่ได้เองเลยค่ะ นอกจากนี้มีอีกวิธีหนึ่งสำหรับเด็กที่เริ่มตั้งไข่ได้ หรือยืนได้บ้างแล้ว ให้พ่อแม่หันหน้าเข้าหาลูก ยืนห่างจากลูกไม่กี่ก้าว และให้ลูกเดินมาหา อย่าลืมส่งเสียงเรียกชื่อลูก เชียร์ดัง ๆ และถ้าลูกทำได้ก็ปรบมือให้กำลังใจ และยิ้มกว้าง...

หาข้อมูลโรงเรียนจากไหนให้ลูดี อินเทอร์เน็ตแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจะได้ข้อมูล เบื้องต้นว่าโรงเรียนตั้งอยู่ที่ไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไร และมีแนวทางการสอนแบบไหนรวมทั้งเว็บ บอร์ดต่างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก.เสริมความมั่นใจด้วยการสอบถามจากผู้มีประสบการณ์จริง ครอบครัวที่เรารู้จักคุ้นเคย ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ถือเป็นแหล่งข้อมูลทรงคุณค่า แต่ก่อนจะเชื่อ เราต้องสำรวจทัศนคติให้ถ้วนถี่ก่อนว่า “โรงเรียนดีๆ” ในความหมายของคุณพ่อคุณแม่ตรงกับผู้ที่สอบถามหรือไม่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวารสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เอาล่ะเรามาเริ่มกันเลย 1.หลักสูตรการจัดการศึกษา การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากเห็นลูกของตนเองมีความสุขในการเรียน  ในกรณีโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่จะจัดการศึกษาเหมือนกัน โดยจัดการศึกษาตามหลักสูตร บูรณาการเข้ากับกิจกรรมหกกิจกรรม แต่สำหรับโรงเรียนเอกชน บางโรงเรียนจะจัดการศึกษาเช่นเดียวกับรัฐบาล แต่ก็มีหลายโรงเรียนที่เป็นการศึกษาทางเลือกที่เลือกใช้แนวการจัดการศึกษาแบบอื่นอย่างวอลดอร์ฟ หรือมอนเตสเซอรี่ ซึ่งเรื่องนี้ผู้ปกครองควรต้องศึกษาแนวการจัดการเรียนรู้ที่มี แล้วสอบถามกับทางโรงเรียนว่าใช้แนวการจัดการเรียนรู้แบบไหน เพื่อจะได้เลือกให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของลูกของคุณ 2.ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แน่นอนหนึ่งในค่าใช้จ่ายก็คือ ค่าเทอม แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องศึกษาให้ละเอียดว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สำคัญอีกหรือเปล่า เพราะหลายๆครั้งโรงเรียนจะเลี่ยงการเก็บค่าเทอมที่สูง โดยเก็บเป็นค่าอื่นๆ เช่น ค่าการใช้คอมพิวเตอร์ ค่ากิจกรรมพิเศษ หรือแม้กระทั้งค่าแรกเข้า ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะขอเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด และอาจจะต้องถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินของสิ้นเปลืองที่ผู้ปกครอง ต้องรับผิดชอบ เช่น สมุดของโรงเรียน กระเป๋า เครื่องแบบ...

การออกกำลังกายสำหรับเด็กๆ นั้น มีความจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกายของผู้ใหญ่ค่ะ ซึ่งการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอนั้น ส่งผลดีต่อพัฒนาการของเจ้าตัวเล็กหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น - เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อต่างๆ - ป้องกันโรคอ้วน (obesity) - ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน - กระตุ้นพัฒนาการร่างกาย ให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทำงานประสานกันได้ดียิ่งขึ้น - พัฒนาการทางสมอง และร่างกายของเด็กๆ นั้น ทำงานร่วมกัน เมื่อเด็กๆ ออกกำลังกาย สมองจะพัฒนาตามกิจกรรมใหม่ๆ ที่ร่างกายกำลังเรียนรู้ - การเล่นที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายต้องใช้ประสาทสัมผัสเกือบทุกส่วน จึงช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเมื่อเด็กๆ โตขึ้น - มีการศึกษาที่พบว่า การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ที่กระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ ช่วย #เพิ่มการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทและโครงสร้างที่สำคัญของสมองได้...

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารจะพยายามโฆษณาว่าได้เติมสารอาหารที่มีพบในนมแม่ แต่ความจริงแล้ว สารอาหารสังเคราะห์เหล่านี้ไม่ได้ใกล้เคียงสารอาหารในนมแม่เลย นมผงไม่มีสารช่วยการเจริญเติบโตของอวัยวะต่างๆ นมผงไม่มีภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติ และเซลล์เม็ดเลือดขาวจากแม่ ที่ช่วยไม่มีสารช่วยกำจัดเชื้อโรค สารอาหารในนมผงย่อยยากกว่าในนมแม่ นอกจากนั้น ทารกยังมีโอกาสเจ็บป่วยหากเตรียมนมไม่สะอาด ทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือมีอาการแพ้โปรตีนนมวัวได้ ดังนั้น การโฆษณาว่านมผงเป็นสิ่งที่เกือบเทียบเคียงนมแม่ได้ จึงไม่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ...

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ส่งผลต่อการรอดชีวิต สุขภาพ โภชนาการและการเจริญเติบโตของเด็กทั้งระยะสั้นและระยะยาว นมแม่เปรียบเหมือนวัคซีนแรกของลูก ที่จะช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ลูกแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย ที่สำคัญ งานวิจัยชี้ว่า เด็กที่กินนมแม่สามารถมีไอคิวดีกว่าเด็กที่ไมได้กินถึง 3 จุด 1.และให้นมแม่ต่อเนื่อง ควบคู่กับอาหารตามวัย ตั้งแต่เดือนที่ 6 จนลูกอายุ 2 ขวบหรือนานกว่านั้น 2.ให้นมแม่ทันทีในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 3.ให้นมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก สิ่งดีๆจากนมแม่   นมแม่ คือ Super food - มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด โดยมีสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ อย่างครบถ้วนที่ทารกต้องได้รับในการเจริญเติบโตในช่วงหกเดือนแรก ทำให้มีภาวะโภชนาการที่ดีกว่า นอกจากนั้น นมแม่ย่อยง่าย ลูกสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ง่าย ต่างจากอาหารอื่นที่ร่างกายอาจย่อยได้ยากกว่า ทำให้เด็กท้องอืด อาหารไม่ย่อย นมแม่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ –...

วิธีสระผมทารก ที่ถูกต้อง เชื่อว่าต้องมีคุณแม่มือใหม่หลายคนกลัวการอาบน้ำ สระผมให้ลูก ไม่น้อย โดยเฉพาะลูกเบบี๋แรกเกิดที่ยังตัวน้อยๆ เพราะด้วยความที่กลัวลูกจะหลุดมือ กลัวจะจับตัวแรงไปจนลูกเจ็บ กลัวน้ำเข้าหู เข้าตา เข้าจมูกลูก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางโรงพยาบาล คุณพยาบาลก็สอนและให้ลองฝึกมาแล้ว แต่สุดท้ายพอกลับบ้านก็ยกหน้าที่นี้ให้คุณย่าคุณยายทุกที หรือก็มีคุณแม่มือใหม่บางคนที่ไม่กลัว แต่ก็สงสัยว่าควร สระผมทารกทุกวัน หรือไม่? ทารกควรสระผมกี่ครั้ง หรือควรสระให้ผมให้ลูกตอนไหน สระบ่อยแค่ไหน และสระแบบนี้ถูกวิธีหรือไม่ สำหรับเรื่องนี้ แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ได้ให้คำแนะนำ ความถี่ในการสระผมของลูกน้อย ขึ้นอยู่กับความสกปรกของเส้นผม สำหรับลูกวัยเตาะแตะ หากลูกเล่นนอกบ้าน คลุกดินคลุกทราย กินอาหารเองจนเลอะไปทั้งตัวกระทั่งเส้นผม หรือเป็นเด็กเหงื่อออกมาก ทำให้ศีรษะเหม็นเหงื่อและคัน คุณแม่ก็ควรสระผมลูกให้สะอาดก่อนเข้านอน และเป่าผมด้วยลมไม่ร้อนให้ผมแห้งสนิท เพื่อให้ร่างกายสะอาดทั้งตัว เมื่อนอนบนที่นอนจะได้ไม่มีความสกปรกหรือกลิ่นเหม็นติดอยู่บนที่นอน หรือเป็นเศษอาหารของหนูและแมลง จากที่ลูกไปคลุกคลีมาเมื่อตอนกลางวัน ส่วนในกรณีที่สระผมตอนเช้าอาจไม่จำเป็น หากตอนกลางคืนลูกไม่ได้มีเหงื่อออกมากจนศีรษะเหม็นอีกครั้ง ในกรณีที่ลูกไม่ได้เล่นหรือกินเลอะจนเส้นผมสกปรกหรือเหม็น อาจสระวันเว้นวันหรือเว้นสองวันก็ได้...

วิธีการเรียกขวัญ   จะทำลูกน้อยที่มีอาการตกใจ กลัว ร้องไห้ หวาดผวา มานั่งหรือนอนในลักษณะเหยียดปลายเท้าไปทางประตูบ้าน ผู้เรียกขวัญจะนำจานที่ใส่อุปกรณ์เรียกขวัญมาวนรอบตัวเด็ก พร้อมพูดเรียกขวัญ หลังจากนั้นผู้เรียกขวัญจะเอามือลูบตามเนื้อตามตัวของเด็ก เอาด้ายมาผูกข้อมือซ้ายขวา เรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว พูดอวยพรให้เด็กมีสุขภาพดี และเอาพริก เกลือ ข้าวสารในจานซัดไปทางปลายเท้า เอามีดขีดที่ประตูเป็นรูปกากบาท แล้วเอามีดปักไว้ที่ร่องกระดานเป็นอันเสร็จพิธีเรียกขวัญ การทำขวัญจึงเป็นพิธีที่คนไทยได้ถือปฏิบัติต่อ ๆ กันมา ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็จะมีรายละเอียดของพิธีเรียกขวัญแตกต่างกันไป แต่ก็ยังมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อเรียกขวัญลูกที่เกิดอาการสะดุ้ง ตกใจ ตื่น หรือร้องไห้กลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่มีสาเหตุ ให้ขวัญกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เป็นการปลอบโยน ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย หายจากการตกใจกลัวและหวาดผวา การทำขวัญอย่างเป็นพิธีจึงมีหมอทำขวัญที่มีความรู้ด้านเรียกขวัญ เป็นผู้กล่าวคำเชิญขวัญให้มีเนื้อความตรงกับสิ่งที่กำลังทำพิธีอยู่ เช่น เรียกขวัญเด็กทารก ก็จะกล่าวเชิญแม่ซื้อให้มารักษาตัวเด็กไม่ให้เจ็บไข้ โดยใช้อุปกรณ์ในพิธีเรียกขวัญ ได้แก่ ด้ายขาว 2เส้น ข้าวสาร พริกแห้ง 1 เม็ด เกลือ มีดตัวอย่างบทเรียกขวัญลูก มีเนื้อความดังว่า “ขวัญเอย มาอยู่กับเนื้อกับตัว...