สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

เข้าใจมุมมองที่แตกต่างของลูก คุณต้องเข้าใจว่าเด็กมองโลกต่างจากผู้ใหญ่ พวกเขาพูดคนละภาษากับเรา คุณอาจจะคิดว่าคุณกำลังให้คำแนะนำแต่เด็กอาจจะเห็นว่าคุณกำลังบ่น การแสดงความเป็นห่วงในแบบของคุณอาจจะเป็นการบังคับในสายตาของพวกเขาก็เป็นได้ อย่าคิดว่าลูกผิด เรามักโยงพฤติกรรมของเด็กเข้ากับตัวของเขา เช่น ถ้าเด็กไม่เรียนหนังสือ เราก็จะเรียกเขาว่าขี้เกียจ การเหมาว่าเด็กเป็นคนไม่ดีโดยตัดสินจากพฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างจะยิ่งทำให้เด็กเชื่อว่าเขาเป็นคนเช่นนั้นจริง ๆ เคารพในความคิดของลูก ก่อนที่จะเราจะสามารถโน้มน้าวให้ใครสักคนเปลี่ยนทัศนคติและยอมรับคำแนะนำได้ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับมุมมองของเขาเสียก่อน เด็กส่วนใหญ่มักเก็บเรื่องหลาย ๆ เรื่องไว้ในใจ ไม่บอกพ่อแม่ และบางครั้งก็แสดงท่าทีต่อต้านคำแนะนำและความคิดของพ่อแม่อย่างชัดเจน ถ้าคุณอยากให้ลูกพูดคุยอย่างเปิดเผย และฟังคุณ คุณต้องสร้างความเชื่อใจเสียก่อน พยายามใช้ประโยคเช่น “แม่เห็นด้วยว่าพ่อเข้าใจว่าเมื่อคุยกับลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าคุณฟังเขา เริ่มจากตัวคุณ พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกต้องเป็นฝ่ายเปลี่ยนเพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าลูกจะยอมเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่เขาจะกลับมาทำตัวเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะพ่อแม่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองตามนั่นเอง พ่อแม่ที่ดีควรเชื่อว่าตัวเองมีบทบาทสำคัญในการวางกรอบความคิดและพฤติกรรมของลูก พ่อแม่เป็นคนรับผิดชอบต่อการกระทำและทัศนคติที่ไม่ดีของลูก เปลี่ยนมุมมองของคุณ รับฟัง และให้กำลังใจในสิ่งที่ลูกทำได้ดีและถูกต้องเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี เมื่อลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาจะรู้จักรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองมากขึ้น อย่าคิดว่าตัวเองไม่ดี เด็ก ๆ มักจำกัดตัวเองโดยการคิดว่า “ฉันแค่ขี้เกียจ” หรือ “ฉันไม่ฉลาดพอ” ฯลฯ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้มักเกิดจากความรู้สึกที่ว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมอะไรในชีวิตตัวเองได้สักอย่าง พวกเขาเชื่อว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของพวกเขาขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ถ้าลูกบอกคุณว่าวิชาคณิตศาสตร์ยาก และคุณคอยบอกลูกว่ามันง่าย ลูกก็จะรู้สึกว่าคุณไม่สนใจความรู้สึกหรือความคิดของเขา หรือแย่กว่านั้น อาจจะรู้สึกว่าตัวเองโง่ เพราะแก้โจทย์ง่าย ๆ...

การเลือกกระเป๋านักเรียนให้ลูกน้อย จากข้อมูลของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้กำหนดมาตรฐานน้ำหนักกระเป๋าที่ปลอดภัยต่อกระดูกที่กำลังเติบโตของเด็กว่า ไม่ควรหนักเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวเด็ก ซึ่งหมายความว่าถ้าเด็กมีน้ำหนัก 30 กิโลกรัม น้ำหนักกระเป๋าที่เด็กสามารถถือได้ต้องไม่เกิน 3 กิโลกรัม เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้ลูกหลังโค้ง ปวดไหล่ คอ หลัง เสี่ยงเตี้ยในระยะยาว และที่สำคัญคือเมื่อมีปัญหาสุขภาพย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพของการเรียนคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยดูจัดตารางเรียนเหมาะสม ไม่ให้เด็กแบกของมาเรียนมากเกินไป ในทางบุคลิกก็น่าเป็นห่วง เพราะจะเกิดความไม่สมดุลทางร่างกายมีความตึงความหย่อนที่ไม่เท่ากัน หลายๆ รายมีอาการปวดหลังเรื้อรัง สิ่งที่ต้องพึงระวัง ก็คือ ในรายที่เป็นเด็กอ้วน จะมีโอกาสที่แนวของกระดูกสันหลังโก่งงอมากกว่าเด็กทั่วไป เนื่องจากแบกทั่งกระเป๋าหนักๆ แถมยังต้องแบกน้ำหนักของตนเอง นอกจากนี้ต้องให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ และช่วยดูแลน้ำหนักกระเป๋าไม่ให้เกินร้อยละ 15 ของน้ำหนักตัว   โดยชั้น ป. 1-2 แบกไม่เกิน 3 กก. ชั้น ป.3-4 ไม่เกิน 5 กก. และชั้น ป.5-6 ไม่เกิน 4 กก.    ...

แพมเพิสเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องเสียเงินไปซื้อในแต่ละเดือนนั้นมากมายคงจะดีไม่ใช่น้อยถ้าหากลูกของเราไม่ต้องใส่แพมเพิสอีกต่อไป ให้ลูกของเราเลิกใส่แพมเพิสกันเถอะ คำตอบคือ “เมื่อคุณแม่พร้อม คุณลูกพร้อม” เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการไม่เหมือนกัน บางคนเลิกได้ตั้งแต่ 1 ขวบ บางคนกว่าจะเลิกได้ก็ตอนเข้าโรงเรียนไปแล้ว แล้วจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าพร้อมแล้ว มาดูกันเลยค่ะ แม่พร้อมจะตามเช็ดฉี่ เช็ดอึ ตามซักผ้าปูที่นอน กว่าเจ้าตัวเล็กจะเลิกแพมเพิสได้ แน่นอนว่า คุณแม่ต้องคอยตามเก็บอึ ฉี่ วันละหลายรอบ หากคุณแม่พร้อมจะเหนื่อยแล้ว ก็เริ่มกันเลยค่ะ เมื่อลูกไม่ฉี่กะปริดกะปรอย สามารถอั้นฉี่ได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง แสดงว่าเค้าสามารถควบคุมกล้ามเนื้อในการกลั้นได้แล้ว ซึ่งจะเป็นพัฒนาการของเด็กอายุ 1 ขวบ ขึ้นไป วิธีการฝึกลูกเลิกแพมเพิส เตรียมอุปกรณ์สำหรับเข้าห้องน้ำให้พร้อม เพื่อให้เจ้าตัวเล็กสามารถเข้าห้องน้ำได้เองหลังจากผ่านการฝึกไปแล้ว คุณแม่ควรเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อมแต่เนิ่นๆ มาใช้ตั้งแต่ตอนฝึกเลย เช่น ที่นั่งรองชักโครกสำหรับเด็ก เก้าอี้สำหรับปีน พร้อมทั้งสิ่งสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้อย เช่น กางเกงในลายน่ารักๆ พ่อแม่แสดงตัวอย่างการเข้าห้องน้ำให้ลูกดู หมายถึงว่าทำให้เห็นจริงๆ โดยพาเจ้าตัวน้อยเข้าห้องน้ำไปด้วยกัน แสดงให้เค้าเห็นว่าต้องทำอะไรบ้าง เช่น ถอดกางเกง ปีนนั่งชักโครก ฉี่ ฉีดล้าง...

ในยุคสมัยที่การถ่ายรูปลงในโลกออนไลน์นั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันพ่อแม่หลายคนก็คงจะอดอวดความน่ารักของลูกน้อยไม่ได้ แต่จะมีวิธีการถ่ายอย่างไรให้ลูกน้อยออกมาดูน่ารักน่ากอดกันนะลองมาดูกันเลย เตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นในการถ่ายรูป การตั้งกล้องไว้บนขาตั้งกล้องนอกจากจะสะดวกในการใช้งานแล้วยังทำให้คุณขยับตัวในพื้นที่ ๆ จำกัดโดยที่ไม่เบี่ยงเบนความสนใจของลูกด้วย เตรียมฉากหลังสำหรับถ่ายภาพ ในช่วงที่ลูกหลับคุณสามารถหาอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านอย่างผู้ปูที่นอนที่มีสีเรียบ ๆ สามารถปูได้ตั้งแต่เพดานจนถึงพื้นเพื่อให้แน่ใจว่าเวลาถ่ายภาพแล้วสีและพื้นผิวของฉากหลังจะเป็นสีเดียวกัน ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการจัดองค์ประกอบของภาพได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะเมื่อลูกคลานได้แล้ว แสงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการถ่ายภาพที่เราไม่ควรมองข้าม ลองเลือกใช้ห้องที่มีแสงธรรมชาติเพียงพอต่อการถ่ายภาพ หรือไม่ก็ใช้แสงไฟประเภทอื่นที่ไม่ใช่หลอดฟลูออเรสเซนต์ก็จะสามารถให้แสงที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติได้ หากคุณใช้หลักการจัดแสงให้ส่องมาจากทางด้านหลังจะได้ภาพที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าใช้แสงไฟจากด้านหน้าส่องไปยังลูก เวลาที่ดีที่สุดในการเลือกถ่ายรูปลูกควรจะเป็นช่วงหลังจากที่ลูกกินอิ่นนอนหลับ รับรองว่าลูกของคุณจะมีความสุขยิ้มแก้มบานไปทุกช็อตเลยทีเดียว เพราะทั้งสองช่วงเวลานี้คือช่วงที่ลูกมีความสุขที่สุด ดังนั้นคุณสามารถแหย่ให้ลูกยิ้ม หัวเราะ หรือขยับตัวไปตอนคุณทำหน้าหรือเสียงตลก ๆ ก็แล้วแต่ลีลาของทั้งคุณและลูกได้ตามสบายเลยค่ะ นอกจากนี้การใช้ของเล่นที่ลูกชอบมาวางไว้ใกล้ตัวลูกก็เป็นการส่งเสริมให้ลูกเล่นและอารมณ์ดีเช่นกัน เคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากบริเวณที่ถ่ายรูปก็จะช่วยให้ไม่มีสิ่งของอื่นติดอยู่ในเฟรมภาพ นอกจากนี้ก็ควรเคลื่อนย้ายสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายระหว่างถ่ายภาพออกไปด้วยเช่นกันเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในบ้านขณะถ่ายภาพ เพียงคุณเข้าใจว่าเวลาถ่ายรูปลูกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทนสูงเพื่อให้ได้รูปที่สวย ทั้งนี้ก็เพราะลูกนั้นยังเล็กและยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก เขามักแสดงท่าทางต่าง ๆ ออกมาทางอารมณ์และความรู้สึก ดังนั้นเวลาคุณต้องการถ่ายรูปเจ้าตัวน้อยก็พยายามทำให้เป็นกิจกรรมที่สนุกสำหรับทุกคนในครอบครัวค่ะ...

  วอร์มร่างกายก่อนลงเล่นน้ำกันเถอะ มื่อลูกของคุณได้วอร์มร่างกายในน้ำเป็นครั้งแรก เขาอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายจากการที่ต้องขยับตัวเองตลอดเวลา ลองสอนให้เขาขยับขาและแขนให้ช้าลง ให้ลูกได้ลองเพิ่มและลดความเร็วในการขยับด้วยตัวของเขาเอง เมื่อเขาเริ่มขยับขาและแขนได้สบายขึ้น ลองให้เขาตีขาเร็ว ๆ ใต้น้ำ ให้ขยับสะโพกและขาตั้งแต่ช่วงเข่าลงไปเป็นรูปวงกลมไปด้วย ลองบอกให้ลูกใช้นิ้วโป้งเท้าวาดรูปวงกลมใต้น้ำดูสิ ให้ลองทำกับขาทีละข้างสลับกัน จากนั้นก็ให้ทำพร้อมกันทั้งสองขา วิธีนี้จะทำให้เขาได้วอร์มร่างกายในน้ำโดยไม่ต้องใช้มือเลย วายน้ำแบบท่าหมา ท่าหมาคือท่าที่ง่ายที่สุดและสามารถเรียนรู้ได้ไวเด็กฝึกว่ายน้ำส่วนใหญ่จะได้ท่านี้เองโดยธรรมชาติ ผู้ปกครองและครูฝึกควรดูแลอย่างใกล้ชิด   ว่ายใต้น้ำ การทำให้เขารู้สึกสบายเมื่ออยู่ในน้ำเป็นพื้นฐานแรกในการสอนให้ลูกวัยเตาะแตะว่ายน้ำ พวกเขาจะสามารถจุ่มหน้าลงในน้ำได้โดยไม่รู้สึกกลัว และเมื่อเขารู้สึกสบายมากขึ้น พวกเขาจะสามารถจุ่มทั้งศีรษะลงในน้ำได้เลย ลองให้ลูกคุณจุ่มศีรษะลงในน้ำโดยนับหนึ่งถึงสามดู ตะโกนดัง ๆ บอกให้เขากลั้นหายใจให้ได้ถึงสามวินาที พยายามกระตุ้นให้เขาลองทำให้สำเร็จ และเอ่ยปากชมเมื่อเขาทำได้ คุณสามารถฝึกให้เขากลั้นหายใจใต้น้ำได้โดยให้เขาเกาะขอบสระเอาไว้ เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย...

ออายุ 12-15 เดือน ทารกอาจตั้งใจถือหนังสือกลับหัว ช่วง 18 เดือน ทารกอาจเปิดหนังสือจากด้านหลังมาด้านหน้า วัยเตาะแตะส่วนใหญ่รักการเคลื่อนไหว ส่วนคนที่ยังเดินไม่ได้ ชอบการโยก การจั๊กจี้ และการกอดขณะที่ฟังพ่อแม่อ่าน ส่วนคนที่เดินได้แล้ว อาจนั่งฟังได้นานเพียง 2-3 นาที แต่ยังชอบที่จะฟังไปเดินเล่นไปด้วย เด็กวัยนี้ชอบถือหนังสือเดินไปมาและนำมาให้ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังเพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้ง ควรวางหนังสือไว้ในตำแหน่งที่ลูกหยิบออกมาและเก็บเข้าที่ได้เอง ควรวางหนังสือให้ลูกเลือกครั้งละ 3-4 เล่มเท่านั้น เพราะหนังสือยิ่งมาก ยิ่งเลือกยากและคุณต้องเสียเวลาเก็บจากพื้นห้อง ให้เข้าที่เก็บหนังสือนานมากขึ้นเมื่ออายุ 18 เดือน เด็กเดินได้คล่องแล้ว กิจกรรมที่ชื่นชอบ คือ การถือหนังสือเดินไปทั่วๆ และลูกเริ่มเรียนรู้แล้วว่า หนังสือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ได้ โดยการเลือกหนังสือแล้วเดินไปนั่งที่ตักพ่อแม่ แล้วพูดว่า “อ่านให้ฟังหน่อย” เมื่ออายุ 2 ขวบ ลูกเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้น หนังสือช่วยให้รู้จักสิ่งต่างๆ พ่อแม่ชี้รูปภาพในหนังสือและถามลูกว่าเป็นรูปอะไร รอคำตอบ แล้วค่อยเฉลย หรือชมเชย หากลูกตอบได้ถูกต้อง...

มันคือของเล่น ของเด็กพ.ศ. 2557 โดยมีหลายรูปร่างหน้าตา หลายแบบ บางครั้งอาจจะออกมาเป็นของกินรูปขนมปัง รูปตุ๊กาตา หรือรูปผลไม้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมเป็นรูปลักษณะของ ขนม มีหลายขนาดด้วยกัน มีทั้งขนาดเล็กที่นิยมทำเป็นพวกกุญแจ หรือขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็ใช้เป็นของเล่น ลักษณะนุ่มๆคล้ายฟองน้ำ ซึ่งในความเป็นจริงมันก็คือฟองน้ำชนิดนึ่ง คล้ายฟองน้ำแต่งหน้าของบรรดาสาวๆ เด็กมักจะนิยมเรียกมันว่า สกุชี่ หรือ สกุชชี่ Squishy เจ้า สกุชชี่ นี้เอง จะแบ่งได้ใหญ่ๆ เป็น 2 ค่าย สกุชชี่ ค่ายแรก จากฝั่ง สิงค์โปร ในนามค่าย Breadou ค่ายนี้เกิดจากนักธุรกิจชาวสิงคโปร์ที่ต้องการ สร้างความแตกกต่างให้กับตัวสินค้า โดยนำไอเดียจากการทำ เบเกอรรี่ มาสร้างเป็น งานอดิเรก สกุชชี่ ค่ายนี้จึงมีลักษณะ เหมือนขนมเบเกอร์รี่ต่างๆ เช่น ขนมปัง ขนมเค้ก แยมโรล มาการอง และมีหน้าตาที่หน้ารัก...

เนื้อเพลง ten in the bed (สิบในเตียง) เด็กสิบคนนอนบนเตียงและมีเสียงตะโกนมา กลิ้งไปหน่อยกลิ้งไปหน่อย กลิ้งไปหน่อย เด็กสิบคนกลิ้งบนเตียงตกจากเตียงไปคนนึง เก้า (ร้องวนไปลดจำนวนลง)...

ธรรมมะเป็นสิ่งที่สคัญมากเป็นอันดับต้นๆของการสอนเลยก็ว่าได้ แล้วเราคสรจะสอนลูกด้วยธรรมมะอย่างไรดีล่ะ อบรมจิตให้คิดชอบ หลังจากฝึกใจให้สงบแล้ว ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรฝึกใจให้มีปัญญาด้วยคือ คิดถูกคิดชอบ เมื่อประสบกับสิ่งใดก็ตาม ก็เอาความถูกต้องเป็นหลัก แม้ไม่ถูกใจแต่ก็ต้องรับฟังเพื่อมาใคร่ครวญว่าที่เขาพูดนั้นถูกต้องไหม การคิดถูกคิดชอบต้องอาศัยการฟังและอ่านสิ่งที่มีประโยชน์ พ่อแม่จึงควรสนับสนุนให้ลูกได้รับรู้สิ่งที่ดีงาม ได้ฟังสิ่งที่เป็นคติธรรมของชีวิต เช่น แนะนำหนังสือที่ดี หรือรายการโทรทัศน์ที่มีประโยชน์ นอกจากนั้นเวลาดูโทรทัศน์หรือสื่อต่างๆ พ่อแม่ควรที่จะอยู่เป็นเพื่อนเพื่อคอยช่วยแนะนำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ให้กับลูกด้วย การสอนลูกให้มีจิตใจที่สะอาด สว่าง และสงบจะสามารถนำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรจะสำคัญสำหรับมนุษย์มากไปกว่าสิ่งนี้ พ่อแม่พร้อมให้อะไรมากมายแก่ลูก เช่น เงิน บ้าน ที่ดิน แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ การสอนลูกให้เป็นคนดี รู้จักบุญ และมีชีวิตที่เปี่ยมบุญ มรดกใดเล่าจะสำคัญไปกว่าการที่พ่อแม่ให้ความรู้และสอนให้ลูกรู้จักทำความดี  ฝึกจิตใจให้สงบเบาสบาย ข้อนี้เปรียบเสมือนกับการฝึกสมาธิให้กับลูก ฝึกให้ลูกหายใจเข้า-ออก ช้าๆ สัก 4 - 5 ครั้งเป็นอย่างน้อยทุกเช้า ถ้าพ่อแม่สามารถทำร่วมกันกับลูกได้ก็จะดีมาก การฝึกจิตใจนี้จะช่วยให้ลูกใจสงบง่าย สามารถดับความโกรธความเร่าร้อนได้ดี แล้วถ้าหากสามารถฝึกลูกๆให้สวดมนต์ไหว้พระได้อย่างง่ายๆ โดยการกล่าวนะโม 3 จบ...

ลูกโตแล้วไม่ยอมเลิกดูดนมจากขวด เรามีวิธีมาบอก   1   ต้องตั้งใจ  ใจแข็ง  ไม่ต้องสงสารลูกน้อยว่าจะร้อง 2  ฝึกให้ลูกดื่มนมจากแก้วในตอนกลางวัน  หรือให้ดูดจากกล่องนมแทนให้ขวด 3  เปลี่ยนจากดูดนมจากขวดก่อนนอน เป็นมาดื่มนมจากแก้วแทน 4  พาไปไหนตอนกลางวันไม่เอาขวดนมไป ให้ดูดจากกล่องแทน 5  เสริมด้วยการเล่นนิทาน หรือ ทำกิจกรรมอื่นๆก่อนนอน 6  อาจจะเก็บเป็นคะแนนหรือให้ดาว เวลาลูกไม่ดูดขวด ใช้คะแนนสะสมเพื่อนำมาแลกของเล่น   หากทำทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล  แนะนำให้หักดิบค่ะ  ทิ้งอุปกรณ์ขวดนม ทั้งหมด อย่าให้ลูกน้อยของคุณได้เห็นขวดนมอีก วิธีนี้อาจจะดูใจร้ายนะคะ แต่วาสรับลองว่าได้ผลแน่นอน   ...