สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

4 วิธี ช่วยแก้ปัญหา เมื่อลูกทะเลาะกับเพื่อน ทะเลาะกับเพื่อน อีกแล้ว..เมื่อคุณแอบรู้มาว่า ลูกและเพื่อนรักเกิดมีเหตุขัดใจกัน จะปล่อยลูกซึมอย่างนี้ไม่ดีแน่ แม่อย่างเราจะทำอะไรได้บ้างนะ มาดูกัน… รับฟังด้วยความสนใจเต็มที่ แต่ไม่ด่วนสรุปตัดสินแทนลูก    มีแต่จะเพิ่มความโกรธความเสียใจให้ลูกอีก  วิธีง่ายๆที่จะตอบรับลูกอย่างเข้าใจขณะรับฟังเขาคือพยักหน้า หรือหากจะพูดก็พูดสั้นๆ  เช่น “เรื่องนี้คงทำให้ลำบากใจมากใช่ไหมลูก” ถ้าลูกขอความเห็น… คุณก็แนะนำได้  แต่ถ้าลูกไม่เห็นด้วย อย่ากดดันหรือบังคับให้ลูกคิดตามแบบคุณ จะทำให้ลูกเสียใจมากขึ้นและถ้าเหตุขัดกันนั้นลูกคุณเป็นฝ่ายผิด (ชัดๆ) ช่วยชี้ให้ลูกมองในมุมของเพื่อนดูบ้าง ไม่รีบร้อนเข้ายุ่งเกี่ยว เตือนตัวเองไว้ว่าห้ามกดโทรศัพท์ถึงเพื่อนลูกหรือพ่อแม่ของเพื่อนลูกคนนั้นเพื่อแก้ปัญหาเชียว เพราะไม่ได้ช่วยอะไรแน่ๆ คุณก็เคย… รับฟังลูกแล้ว ก็เล่าให้เขาฟังบ้างว่าตอนอายุเท่าเขา คุณก็เคยทะเลาะกับเพื่อนรักนะเรื่องประมาณนี้น่ะ…จะช่วยลูกได้มากทีเดียว  ...

วิทยาศาสตร์เผย แม่อุ้มลูก ข้างซ้ายเพราะอะไร ทราบหรือไม่คะว่า แม่อุ้มลูก ข้างซ้ายนั้น มีความหมายมากมายลึกซึ้งกว่าที่คิดเยอะเลย!  คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตกันไหมคะว่า ตัวเราเอง หรือคุณภรรยาคนสวยของเรานั้น อุ้มลูกน้อยข้างไหนกัน? ถ้ายังลองหันไปสังเกตดูสิคะว่า ใช่ข้างซ้ายหรือเปล่า? หากสังเกตให้ดี คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ชัดเลยว่า คุณแม่นั้นส่วนใหญ่แล้วอุ้มลูกข้างซ้ายกันค่ะ เชื่อเถอะค่ะว่า ไม่ใช่เทรนด์หรืออะไรหรอกค่ะ เพราะแท้จริงแล้วนั้น มันเป็นเรื่องของ “สัญชาตญาณความเป็นแม่” ล้วน ๆ! จะเป็นสัญชาตญาณจริงหรือไม่ และมีเหตุผลอะไรถึงเป็นเช่นนั้น วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ก็ได้เตรียมความหมายดี ๆ มาฝากกันค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปอ่านบทความนี้พร้อม ๆ กันเลย ...

ลูกเป็นออทิสติกเทียม เพราะดูทีวีมากเกินไป ทำไมเด็กที่ดูทีวีมากๆ ถึงมีพัฒนาการช้า เด็กที่ดูทีวีซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว เกือบตลอดวัน นาน 6-8 ชั่วโมง สนใจจดจ่ออยู่แต่กับทีวี ไม่สนผู้คน หรือสิ่งรอบข้าง เด็กๆ ก็จะขาดเวลาและโอกาสในการกระตุ้นการพูดคุย ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ เซลล์สมองเกี่ยวกับการพัฒนาภาษาการปฏิสัมพันธ์ไม่ได้รับการกระตุ้น เรียนรู้ที่จะรับอย่างเดียว ไม่เรียนรู้ที่จะส่งออกไป เด็กๆ เหล่านี้จึงพูดช้า และไม่ทำตามคำสั่ง ผลกระทบจากการดูทีวี ทำให้เด็กมีปัญหาทางภาษา และการเข้าสังคม ทำให้สมาคมกุมารแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ออกกฎและคำเตือนให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรดูทีวีเลย และเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป ควรดูไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ให้คุณพ่อคุณแม่ปิดทีวี หรือซ่อนเอาไว้เพื่อไม่ให้ลูกเห็น แล้วเล่นกับลูก เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ไล่จับ ซ่อนหา ต่อเลโก้ เล่นอะไรก็ได้ที่มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ พูดคุยตอบโต้กัน กระตุ้นการพัฒนาสมอง เด็กๆ...

ทารกแรกเกิดควรสวมเสื้อผ้าแบบไหน? เมื่ออยู่ในห้องแอร์ เทคนิคเปิดแอร์ในห้องลูกเล็ก มีหลายบ้านที่ปฏิเสธการใช้แอร์ได้ยาก เพราะฉะนั้นก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่มาดูกันก่อนค่ะมาหากจะเลือกเปิดใช้แอร์ในห้องลูกต้องทำอย่างไรบ้าง ปรับอุณหภูมิให้ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ที่ประมาณ 25-27 องศาเซลเซียส ตั้งปรับพัดลมของแอร์ให้เป็นระบบ Auto Swing และตั้ง Sleep โหมด เพื่อทำให้อุณหภูมิในห้องไม่เย็นจนเกินไป และกระจายความเย็นทั่วห้อง หลีกเลี่ยงการเปิดแอร์ในตอนเช้าและตอนกลางคืน เพราะอากาศค่อนข้างเย็นอยู่แล้ว ตั้งเตียงหรือเบาะนั่งเล่นของลูกเลี่ยงทิศทางลม ไม่ให้อยู่ในระดับทางลมแอร์พัดโดยตรง เพราะเมื่อลมแอร์ตกลงที่ศีรษะเด็กอย่างจัง อาจทำให้เจ้าหนูอาจไม่สบายได้ เปิดห้องให้อากาศบริสุทธิ์ภายนอกไหลเวียนเข้ามาบ้าง อย่างน้อยวันละ 3-4 ชั่วโมงขึ้นไป รวมทั้งเปิดม่านให้แดดส่องเพื่อฆ่าเชื้อโรคในห้อง ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเฟอร์นิเจอร์ให้ปราศจากฝุ่นดีกว่าการปัดฝุ่น เพราะการปัดจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้แอร์เคลื่อนที่ชนิดเติมน้ำหรือเติมน้ำแข็ง เพราะว่าจะทำให้ลูกหายใจเอาละอองน้ำเข้าไปด้วย ส่งผลให้ปอดบวมหรือปอดชื้นได้ สำหรับเครื่องฟอกอากาศไม่จำเป็นเท่าไรนัก เพราะว่าปัจจุบันแอร์รุ่นใหม่ที่วางขายสมัยนี้ มีเครื่องฟอกอากาศพร้อมใน เครื่องแล้ว อาจจะลองตรวจสอบอีกครั้งว่า แอร์ที่ใช้อยู่มีระบบฟอกอากาศอยู่หรือเปล่า เด็กโตหรือผู้ใหญ่จะทนความหนาวเย็นได้ดีกว่าเด็กทารก จึงควรแต่งตัวให้เพียงพอหรืออุ้มกอดซึ่งถือเป็นการควบคุมอุณหภูมิได้ดีที่สุด  สิ่งสำคัญคืออย่าวางทารกไว้ตรงตำแหน่งลมจากเครื่องปรับอากาศโดยตรง (ไม่ว่าจะเป็นแอร์หรือฮีทเตอร์) เพราะจะเกิดอันตรายกับเด็กจากอุณหภูมิที่เพิ่มลดอย่างรวดเร็ว  ปัญหาที่พบได้บ่อย คือ พ่อแม่มักกังวลว่าลูกจะหนาวเกินไปจึงพยายามแต่งตัวให้หนาหลายชั้น...

12 เรื่องไม่ลับกับเด็กผ่าคลอดที่คุณแม่ต้องรู้ 12 เรื่องไม่ลับกับเด็กผ่าคลอ การผ่าตัดคลอด (Caesarean section)  คือ การผ่าที่บริเวณส่วนท้องของมารดา เพื่อให้ทารกในครรภ์คลอด มักทำเมื่อการคลอดทางช่องคลอดอาจเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพหรือชีวิตของมารดาหรือเด็ก แม้ในปัจจุบันจะมีการผ่าท้องทำคลอดตามความประสงค์ของมารดามากขึ้น องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าการผ่าคลอดควรทำต่อเมื่อมีความจำเป็นทางการแพทย์เท่านั้น โดยปกติแล้วการผ่าคลอดจะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง และ 12 เรื่อง ต่อไปนี้คุณแม่ที่กำลังจะผ่าคลอดต้องรู้ 1. การผ่าคลอด เป็นทางออกสำหรับแม่ที่ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ หรือมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น ลูกตัวใหญ่เกินกว่าที่จะคลอดปกติ รกเกาะต่ำ อยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการขวางทางออกในการคลอด หรือคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป สรีระของคุณแม่ไม่พร้อม กระดูกเชิงกรานเล็กเกินไป สายสะดือสั้นเกินไป และความไม่พร้อมทางด้านร่างกายหลายอย่างของสุขภาพแม่ หรือแม้แต่การคลอดในภาวะฉุกเฉินก็เช่นกัน 2. ทารกผ่าคลอดจะนอนโรงพยาบาลนานกว่าทารกที่ผ่านการคลอดธรรมชาติ เนื่องจากต้องรอให้คุณแม่ฟื้นตัวก่อน โดยประมาณแล้วทารกผ่าคลอดจะอยู่รพ. 3 - 4 วัน ในขณะที่ทารกคลอดธรรมชาติอยู่รพ. 2 - 3 วันเท่านั้น 3....

3 วิธีช่วยลดปัญหาลูกวัยแบเบาะกินนมมากเกินจำเป็น(Over feeding) หิวบ่อย กินบ่อย ร้องกวน พฤติกรรมการกินของลูกทรมานจิตใจแม่ หลายบ้านๆประสบปัญหานี้อยู่ ลูกกินมาก กินไม่หยุดหย่อน  แม่หลายคนถึงกับเครียด! โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่กับการที่ลูกมีพฤติกรรมหิวตลอด คุณแม่ทนฟังเสียงร้องไม่ไหวจึงให้ลูกกินตลอด พอลูกกินนมเข้าไปปริมาณมากท้องของลูกก็โป่งตึง ท้องโต ไม่สุขสบาย อึดอัดท้อง ลูกอาจร้องไห้ไปด้วย ถ้าร้องไห้หนักอาจทำให้อาเจียนออกมา แหวะออกมา พฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่า Over  feeding ดูแลลูกอย่างไรห่างไกล Over feeding ให้ลูกกินจนอิ่ม ในปริมาณที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว ( คลิกดูสูตรคำนวณ ) หากลูกร้องขอเพิ่มอีก  ให้เบี่ยงเบนความสนใจลูก เล่นกับลูก อุ้มเดิน ดูดจุกหลอก หากลูกร้องมาก ต้องพยายามปลอบให้ลูกหยุดร้อง เพราะหากลูกร้องไห้หนักขึ้น อากาศจะเข้าไปในกระเพาะอาหารทำให้ลูกท้องอืดมากขึ้น แน่นอึดอัดมากขึ้น ทรมานมากขึ้น เด็กที่แหวะนมหรืออาเจียน แนะนำให้คุณแม่อุ้มสักระยะ 30 นาทีอย่าให้นอนราบในทันที เพราะการอาเจียนบ่อยทำให้กรดจากกระเพาะอาหารย้อนออกมาทำให้หลอดอาหารเป็นแผลได้ คุณแม่ที่ลูกมีพฤติกรรมร้องหิวตลอด อย่าใจอ่อนนะคะเพราะการที่ลูกเรามีนิสัยกินแบบ Over feeding นั้น ส่วนใหญ่มาจากฝีมือแม่นั่นเอง...

คุณหมอเฉลย… 6 ความเข้าใจผิดเรื่องพฤติกรรมการกินและน้ำหนักตัวลูกกินยาก สาเหตุหลักของการที่ลูกไม่กินข้าวนั้น เริ่มต้นจาก “ความวิตกกังวลมากเกินไปของผู้ปกครองว่าลูกอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ” ค่ะ ซึ่งความวิตกกังวลนี้เกิดจาก “ความไม่รู้หรือเข้าใจผิด” เรื่องพฤติกรรมการกินและน้ำหนักตัวของลูกที่พ่อแม่มักกังวลค่ะ 1. เข้าใจผิดว่าเด็กอ้วนเป็นเด็กแข็งแรง พ่อแม่จำนวนมากมีค่านิยมที่ผิด มองว่าเด็กอ้วน (จนเกินเกณฑ์น้ำหนักปกติ) เป็นเด็กแข็งแรง และน่ารัก ทำให้มองเด็กที่น้ำหนักปกติว่าเป็นเด็กผอมเกินไปและพยายามยัดเยียดเรื่องกินมากขึ้นค่ะ 2. เข้าใจผิดว่าลูกน้ำหนักน้อยเกินไป ทั้งๆ ที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นในชั้นเดียวกันที่มีน้ำหนักเกิน 3. ไม่รู้ว่าเด็กหลังอายุ 1 ขวบ จะสนใจการกินน้อยลง ธรรมชาติเด็กอายุขวบปีแรกจะกินเก่งเพราะเป็นช่วงที่เติบโตเร็วค่ะ แต่เมื่ออายุ 1 ปี จนถึง 10 ปี จะมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละ 2 กิโลกรัมเท่านั้น ร่างกายจึงต้องการสารอาหารน้อยลงเมื่อเทียบกับปีแรกเด็กจึงมีความกระตือรือร้นเรื่องกินลดลง 4. ไม่รู้ว่าลูกควรกินอาหารปริมาณเท่าใดในแต่ละวัน ปริมาณอาหารที่พ่อแม่คาดหวังว่าลูกควรจะกินมักจะมากเกินความจริง และเมื่อเด็กกินไม่หมด พ่อแม่จึงรู้สึกกังวลและพยายามยัดเยียดให้ลูกกินค่ะ 5. ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กอาจกินน้อยเป็นบางมื้อหรือบางวัน เด็กคนเดียวกันความต้องการอาหารแต่ละวันไม่เหมือนกัน บางวันเด็กอาจกินมาก บางวันอาจกินน้อย ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น...

3 เคล็ดลับแก้ปัญหาลูกนอนไม่หลับ อีกหนึ่งปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่เจอ คือ ลูกน้อยนอนหลับยาก หรือนอนไม่หลับในช่วงกลางคืน ซึ่งสร้างความกังวลใจอย่างมาก ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากทารกจะยังไม่สามารถควบคุมเวลาในการนอนหลับและตื่นได้เหมือนผู้ใหญ่ รวมทั้งสาเหตุอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านอารมณ์ของเขา หรือสิ่งแวดล้อมในห้องนอนที่ไม่เอื้ออำนวยต่อความผ่อนคลายของลูกน้อย หากปล่อยไว้เรื้อรัง ปัญหานอนไม่หลับอาจส่งผลกระทบกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้และร่างกายของลูกน้อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ โดยใช้  “3 เคล็ดลับแก้ปัญหาลูกนอนไม่หลับ”  ที่จะเป็นการฝึกให้ลูกนอนด้วยตัวเอง และช่วยให้เขานอนหลับยามค่ำคืนได้สบายมากขึ้น 1. สัมผัสตัวเขาเบา ๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกน้อยเกิดอาการกระสับกระส่ายขณะนอนหลับ สัมผัสเบา ๆ อย่างการลูบร่างกายหรือศีรษะจะทำให้ลูกน้อยรู้สึกไม่กังวล ผ่อนคลาย และรับรู้ว่าคุณพ่อหรือคุณแม่ยังอยู่กับเขา แต่คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการสัมผัสด้วยการอุ้มและกอด เพราะอาจเป็นการปลุกโดยไม่รู้ตัวและสร้างความเคยชินให้กับลูกน้อยจนทำให้เขาไม่สามารถนอนหลับด้วยตัวเองได้ เนื่องจากเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งทารกจะเรียนรู้การนอนหลับได้ด้วยตัวเองตามธรรมชาติ 2. ดูแลห้องนอนให้เงียบและสงบ ห้องนอนควรอยู่ในมุมที่สงบของบ้าน ไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอก พื้นที่ต้องกว้างขวาง ไม่มีสิ่งของวางเกะกะหรือมากจนเกินไป เพราะบางครั้งลูกน้อยอาจเกิดอาการกลัวเมื่อเห็นสิ่งของเหล่านั้นท่ามกลางแสงไฟสลัว หากต้องการเปิดไฟเพราะกังวลว่าลูกอาจเกิดอาการกลัว ควรเลือกแสงไฟที่มีความสว่างปานกลาง ไม่แสบตา เพราะอาจทำให้ลูกน้อยนอนหลับได้ยากขึ้น 3. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมของดอกคาโมมายล์ กลิ่นหอมของดอกคาโมมายล์จะช่วยผ่อนคลายความกังวล ทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบายได้มากขึ้น โดยกลิ่นหอมจากดอกคาโมมายล์นั้นจะมาจากน้ำมันหอมระเหยที่หยดใส่ตะเกียงในห้องนอนก็ได้ หรือจะเป็นกลิ่นหอมที่มาจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับทารกก็ล้วนมีผลดีกับลูกน้อยอย่างมาก ...

เล่นนอกบ้าน ดีอย่างไร? เด็กวัย 1 ขวบขึ้นไปนั้น โลกในบ้านอาจดูแคบไปสำหรับพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเขาที่เพิ่มขึ้น พื้นที่นอกบ้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ของเขาให้กว้างออก การพาลูกน้อยไปทำกิจกรรมนอกบ้าน จึงมีส่วนช่วยเสริมพัฒนาการของเขาให้ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน –ด้านร่างกาย : การพาเจ้าตัวเล็กออกไปเล่นนอกบ้าน ช่วยเสริมให้เด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อดีขึ้น กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างขา ได้ออกเดินในพื้นที่กว้าง ขณะที่มือ ซึ่งคือกล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้จับสัมผัสธรรมชาติซึ่งให้พื้นผิวแตกต่างกัน -ด้านอารมณ์ : เมื่อลูกน้อยเริ่มงอแง สายลมเย็น แสงแดดอ่อน ๆ และการได้สัมผัสกับธรรมชาติภายนอกบ้านนั้น ส่งผลให้เขามีความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นได้ กิจกรรมนอกบ้านจึงมีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์ของเขาให้ดียิ่งขึ้น -ด้านสังคม : การที่ลูกน้อยได้พบเจอ หรือทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น ๆ นอกจากคุณพ่อคุณแม่นั้นมีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมกับเขา ให้รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น แบ่งปัน เรียนรู้เพื่อให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมภายนอกได้เร็วขึ้น -ด้านจินตนาการและสติปัญญา : โลกภายนอกมีพื้นที่มากพอที่จะเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้คิดได้สร้างสรรค์ และใช้จินตนาการทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ของเพื่อน ๆ ที่สนามเด็กเล่น เป็นเจ้าหญิงกับปราสาททรายที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มระดับสติปัญญา และการทำงานของสมองได้เป็นอย่างดี ...

ถึงเวลาทำความรู้จักกับ ‘โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง’ (Atopic Dermatitis) ‘โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง’ คืออะไร    โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือ Atopic Dermatitis คือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะพบในเด็กมากกว่า อาการของโรคนี้จะเป็นๆ หายๆ มีทั้งช่วงที่อาการหนัก มีผื่นผิวหนังและอาการคันมาก จนถึงช่วงที่อาการสงบลงสลับกัน สาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หลังจากได้ทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังไปแล้วถึงคราวที่คุณพ่อและคุณแม่จะได้รู้ถึงสาเหตุของโรคกันบ้าง โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังนั้นมีสาเหตุหลักจากปัจจัยด้านพันธุกรรม ส่วนหนึ่งคือร่างกายผลิตไขมันระหว่างเซลล์ผิวและสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติได้น้อยกว่าปกติ นอกจากนี้กว่า 70% ของผู้ป่วยมาจากครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกอย่างเชื้อโรค ฝุ่น อากาศ สารเคมีต่างๆ หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่เด็กใส่ก็กระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะบางครั้งน้ำยาซักผ้าที่ใช้สำหรับเด็กก็อาจทำร้ายผิวลูกน้อยโดยไม่รู้ตัวก็ได้  อาการของโรค เมื่อผิวของเด็กทำปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมไวเกินไปก็จะเกิดอาการแห้งและคัน เมื่อรู้สึกคันมากเด็กจะเกาจนเกิดผื่นลามไปเรื่อยๆ หลังจากเกิดอาการของผื่นจนถึงขั้นเรื้อรังจะมีลักษณะผื่นเป็นปื้น มีตุ่มแดงนูน บางรายอาจถึงขั้นมีน้ำเหลืองไหลจนแห้ง สะเก็ดแข็ง และมีลักษณะเป็นขุย ...