สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

ในยุคสมัยที่การถ่ายรูปลงในโลกออนไลน์นั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันพ่อแม่หลายคนก็คงจะอดอวดความน่ารักของลูกน้อยไม่ได้ แต่จะมีวิธีการถ่ายอย่างไรให้ลูกน้อยออกมาดูน่ารักน่ากอดกันนะลองมาดูกันเลย เตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นในการถ่ายรูป การตั้งกล้องไว้บนขาตั้งกล้องนอกจากจะสะดวกในการใช้งานแล้วยังทำให้คุณขยับตัวในพื้นที่ ๆ จำกัดโดยที่ไม่เบี่ยงเบนความสนใจของลูกด้วย เตรียมฉากหลังสำหรับถ่ายภาพ ในช่วงที่ลูกหลับคุณสามารถหาอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านอย่างผู้ปูที่นอนที่มีสีเรียบ ๆ สามารถปูได้ตั้งแต่เพดานจนถึงพื้นเพื่อให้แน่ใจว่าเวลาถ่ายภาพแล้วสีและพื้นผิวของฉากหลังจะเป็นสีเดียวกัน ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการจัดองค์ประกอบของภาพได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะเมื่อลูกคลานได้แล้ว แสงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการถ่ายภาพที่เราไม่ควรมองข้าม ลองเลือกใช้ห้องที่มีแสงธรรมชาติเพียงพอต่อการถ่ายภาพ หรือไม่ก็ใช้แสงไฟประเภทอื่นที่ไม่ใช่หลอดฟลูออเรสเซนต์ก็จะสามารถให้แสงที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติได้ หากคุณใช้หลักการจัดแสงให้ส่องมาจากทางด้านหลังจะได้ภาพที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าใช้แสงไฟจากด้านหน้าส่องไปยังลูก เวลาที่ดีที่สุดในการเลือกถ่ายรูปลูกควรจะเป็นช่วงหลังจากที่ลูกกินอิ่นนอนหลับ รับรองว่าลูกของคุณจะมีความสุขยิ้มแก้มบานไปทุกช็อตเลยทีเดียว เพราะทั้งสองช่วงเวลานี้คือช่วงที่ลูกมีความสุขที่สุด ดังนั้นคุณสามารถแหย่ให้ลูกยิ้ม หัวเราะ หรือขยับตัวไปตอนคุณทำหน้าหรือเสียงตลก ๆ ก็แล้วแต่ลีลาของทั้งคุณและลูกได้ตามสบายเลยค่ะ นอกจากนี้การใช้ของเล่นที่ลูกชอบมาวางไว้ใกล้ตัวลูกก็เป็นการส่งเสริมให้ลูกเล่นและอารมณ์ดีเช่นกัน เคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของอื่น ๆ ออกจากบริเวณที่ถ่ายรูปก็จะช่วยให้ไม่มีสิ่งของอื่นติดอยู่ในเฟรมภาพ นอกจากนี้ก็ควรเคลื่อนย้ายสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายระหว่างถ่ายภาพออกไปด้วยเช่นกันเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในบ้านขณะถ่ายภาพ เพียงคุณเข้าใจว่าเวลาถ่ายรูปลูกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทนสูงเพื่อให้ได้รูปที่สวย ทั้งนี้ก็เพราะลูกนั้นยังเล็กและยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก เขามักแสดงท่าทางต่าง ๆ ออกมาทางอารมณ์และความรู้สึก ดังนั้นเวลาคุณต้องการถ่ายรูปเจ้าตัวน้อยก็พยายามทำให้เป็นกิจกรรมที่สนุกสำหรับทุกคนในครอบครัวค่ะ...

  วอร์มร่างกายก่อนลงเล่นน้ำกันเถอะ มื่อลูกของคุณได้วอร์มร่างกายในน้ำเป็นครั้งแรก เขาอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายจากการที่ต้องขยับตัวเองตลอดเวลา ลองสอนให้เขาขยับขาและแขนให้ช้าลง ให้ลูกได้ลองเพิ่มและลดความเร็วในการขยับด้วยตัวของเขาเอง เมื่อเขาเริ่มขยับขาและแขนได้สบายขึ้น ลองให้เขาตีขาเร็ว ๆ ใต้น้ำ ให้ขยับสะโพกและขาตั้งแต่ช่วงเข่าลงไปเป็นรูปวงกลมไปด้วย ลองบอกให้ลูกใช้นิ้วโป้งเท้าวาดรูปวงกลมใต้น้ำดูสิ ให้ลองทำกับขาทีละข้างสลับกัน จากนั้นก็ให้ทำพร้อมกันทั้งสองขา วิธีนี้จะทำให้เขาได้วอร์มร่างกายในน้ำโดยไม่ต้องใช้มือเลย วายน้ำแบบท่าหมา ท่าหมาคือท่าที่ง่ายที่สุดและสามารถเรียนรู้ได้ไวเด็กฝึกว่ายน้ำส่วนใหญ่จะได้ท่านี้เองโดยธรรมชาติ ผู้ปกครองและครูฝึกควรดูแลอย่างใกล้ชิด   ว่ายใต้น้ำ การทำให้เขารู้สึกสบายเมื่ออยู่ในน้ำเป็นพื้นฐานแรกในการสอนให้ลูกวัยเตาะแตะว่ายน้ำ พวกเขาจะสามารถจุ่มหน้าลงในน้ำได้โดยไม่รู้สึกกลัว และเมื่อเขารู้สึกสบายมากขึ้น พวกเขาจะสามารถจุ่มทั้งศีรษะลงในน้ำได้เลย ลองให้ลูกคุณจุ่มศีรษะลงในน้ำโดยนับหนึ่งถึงสามดู ตะโกนดัง ๆ บอกให้เขากลั้นหายใจให้ได้ถึงสามวินาที พยายามกระตุ้นให้เขาลองทำให้สำเร็จ และเอ่ยปากชมเมื่อเขาทำได้ คุณสามารถฝึกให้เขากลั้นหายใจใต้น้ำได้โดยให้เขาเกาะขอบสระเอาไว้ เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย...

ออายุ 12-15 เดือน ทารกอาจตั้งใจถือหนังสือกลับหัว ช่วง 18 เดือน ทารกอาจเปิดหนังสือจากด้านหลังมาด้านหน้า วัยเตาะแตะส่วนใหญ่รักการเคลื่อนไหว ส่วนคนที่ยังเดินไม่ได้ ชอบการโยก การจั๊กจี้ และการกอดขณะที่ฟังพ่อแม่อ่าน ส่วนคนที่เดินได้แล้ว อาจนั่งฟังได้นานเพียง 2-3 นาที แต่ยังชอบที่จะฟังไปเดินเล่นไปด้วย เด็กวัยนี้ชอบถือหนังสือเดินไปมาและนำมาให้ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังเพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้ง ควรวางหนังสือไว้ในตำแหน่งที่ลูกหยิบออกมาและเก็บเข้าที่ได้เอง ควรวางหนังสือให้ลูกเลือกครั้งละ 3-4 เล่มเท่านั้น เพราะหนังสือยิ่งมาก ยิ่งเลือกยากและคุณต้องเสียเวลาเก็บจากพื้นห้อง ให้เข้าที่เก็บหนังสือนานมากขึ้นเมื่ออายุ 18 เดือน เด็กเดินได้คล่องแล้ว กิจกรรมที่ชื่นชอบ คือ การถือหนังสือเดินไปทั่วๆ และลูกเริ่มเรียนรู้แล้วว่า หนังสือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ได้ โดยการเลือกหนังสือแล้วเดินไปนั่งที่ตักพ่อแม่ แล้วพูดว่า “อ่านให้ฟังหน่อย” เมื่ออายุ 2 ขวบ ลูกเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้น หนังสือช่วยให้รู้จักสิ่งต่างๆ พ่อแม่ชี้รูปภาพในหนังสือและถามลูกว่าเป็นรูปอะไร รอคำตอบ แล้วค่อยเฉลย หรือชมเชย หากลูกตอบได้ถูกต้อง...

มันคือของเล่น ของเด็กพ.ศ. 2557 โดยมีหลายรูปร่างหน้าตา หลายแบบ บางครั้งอาจจะออกมาเป็นของกินรูปขนมปัง รูปตุ๊กาตา หรือรูปผลไม้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมเป็นรูปลักษณะของ ขนม มีหลายขนาดด้วยกัน มีทั้งขนาดเล็กที่นิยมทำเป็นพวกกุญแจ หรือขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็ใช้เป็นของเล่น ลักษณะนุ่มๆคล้ายฟองน้ำ ซึ่งในความเป็นจริงมันก็คือฟองน้ำชนิดนึ่ง คล้ายฟองน้ำแต่งหน้าของบรรดาสาวๆ เด็กมักจะนิยมเรียกมันว่า สกุชี่ หรือ สกุชชี่ Squishy เจ้า สกุชชี่ นี้เอง จะแบ่งได้ใหญ่ๆ เป็น 2 ค่าย สกุชชี่ ค่ายแรก จากฝั่ง สิงค์โปร ในนามค่าย Breadou ค่ายนี้เกิดจากนักธุรกิจชาวสิงคโปร์ที่ต้องการ สร้างความแตกกต่างให้กับตัวสินค้า โดยนำไอเดียจากการทำ เบเกอรรี่ มาสร้างเป็น งานอดิเรก สกุชชี่ ค่ายนี้จึงมีลักษณะ เหมือนขนมเบเกอร์รี่ต่างๆ เช่น ขนมปัง ขนมเค้ก แยมโรล มาการอง และมีหน้าตาที่หน้ารัก...

เนื้อเพลง ten in the bed (สิบในเตียง) เด็กสิบคนนอนบนเตียงและมีเสียงตะโกนมา กลิ้งไปหน่อยกลิ้งไปหน่อย กลิ้งไปหน่อย เด็กสิบคนกลิ้งบนเตียงตกจากเตียงไปคนนึง เก้า (ร้องวนไปลดจำนวนลง)...

ธรรมมะเป็นสิ่งที่สคัญมากเป็นอันดับต้นๆของการสอนเลยก็ว่าได้ แล้วเราคสรจะสอนลูกด้วยธรรมมะอย่างไรดีล่ะ อบรมจิตให้คิดชอบ หลังจากฝึกใจให้สงบแล้ว ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรฝึกใจให้มีปัญญาด้วยคือ คิดถูกคิดชอบ เมื่อประสบกับสิ่งใดก็ตาม ก็เอาความถูกต้องเป็นหลัก แม้ไม่ถูกใจแต่ก็ต้องรับฟังเพื่อมาใคร่ครวญว่าที่เขาพูดนั้นถูกต้องไหม การคิดถูกคิดชอบต้องอาศัยการฟังและอ่านสิ่งที่มีประโยชน์ พ่อแม่จึงควรสนับสนุนให้ลูกได้รับรู้สิ่งที่ดีงาม ได้ฟังสิ่งที่เป็นคติธรรมของชีวิต เช่น แนะนำหนังสือที่ดี หรือรายการโทรทัศน์ที่มีประโยชน์ นอกจากนั้นเวลาดูโทรทัศน์หรือสื่อต่างๆ พ่อแม่ควรที่จะอยู่เป็นเพื่อนเพื่อคอยช่วยแนะนำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ให้กับลูกด้วย การสอนลูกให้มีจิตใจที่สะอาด สว่าง และสงบจะสามารถนำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรจะสำคัญสำหรับมนุษย์มากไปกว่าสิ่งนี้ พ่อแม่พร้อมให้อะไรมากมายแก่ลูก เช่น เงิน บ้าน ที่ดิน แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ การสอนลูกให้เป็นคนดี รู้จักบุญ และมีชีวิตที่เปี่ยมบุญ มรดกใดเล่าจะสำคัญไปกว่าการที่พ่อแม่ให้ความรู้และสอนให้ลูกรู้จักทำความดี  ฝึกจิตใจให้สงบเบาสบาย ข้อนี้เปรียบเสมือนกับการฝึกสมาธิให้กับลูก ฝึกให้ลูกหายใจเข้า-ออก ช้าๆ สัก 4 - 5 ครั้งเป็นอย่างน้อยทุกเช้า ถ้าพ่อแม่สามารถทำร่วมกันกับลูกได้ก็จะดีมาก การฝึกจิตใจนี้จะช่วยให้ลูกใจสงบง่าย สามารถดับความโกรธความเร่าร้อนได้ดี แล้วถ้าหากสามารถฝึกลูกๆให้สวดมนต์ไหว้พระได้อย่างง่ายๆ โดยการกล่าวนะโม 3 จบ...

ลูกโตแล้วไม่ยอมเลิกดูดนมจากขวด เรามีวิธีมาบอก   1   ต้องตั้งใจ  ใจแข็ง  ไม่ต้องสงสารลูกน้อยว่าจะร้อง 2  ฝึกให้ลูกดื่มนมจากแก้วในตอนกลางวัน  หรือให้ดูดจากกล่องนมแทนให้ขวด 3  เปลี่ยนจากดูดนมจากขวดก่อนนอน เป็นมาดื่มนมจากแก้วแทน 4  พาไปไหนตอนกลางวันไม่เอาขวดนมไป ให้ดูดจากกล่องแทน 5  เสริมด้วยการเล่นนิทาน หรือ ทำกิจกรรมอื่นๆก่อนนอน 6  อาจจะเก็บเป็นคะแนนหรือให้ดาว เวลาลูกไม่ดูดขวด ใช้คะแนนสะสมเพื่อนำมาแลกของเล่น   หากทำทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล  แนะนำให้หักดิบค่ะ  ทิ้งอุปกรณ์ขวดนม ทั้งหมด อย่าให้ลูกน้อยของคุณได้เห็นขวดนมอีก วิธีนี้อาจจะดูใจร้ายนะคะ แต่วาสรับลองว่าได้ผลแน่นอน   ...

1. ธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กนั้น จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของฮีโมโกบิลในเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะช่วยลำเลียงออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทารก ถ้าหากคุณแม่ท้องขาดธาตุเหล็ก ทารกในครรภ์ก็จะขาดออกซิเจนตามไปด้วย ซึ่งก็จะส่งผลทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อการที่จะมีพัฒนาการที่ล่าช้า และอาจจะมีระดับไอคิวที่ไม่สูงเท่าที่ควรจะเป็นได้ 2. กรดโฟลิก หรือโฟเลต กรดโฟลิก หรือโฟเลต เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างเซลล์สมอง ระบบประสาท และไขสันหลังให้ทารกในครรภ์ และการได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ ยังอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการทางสมอง และมีความเสี่ยงต่อการเป็นท่อระบบประสาทผิดปกติได้ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไป แนะนำให้ทานโฟเลต หรือกรดโฟลิก ในปริมาณ 0.4 มิลลิกรัม ต่อวัน ก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 – 3 เดือน และทานต่อเนื่องไปตลอดการตั้งครรภ์ แต่ในสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูงบางราย อาจต้องทานในปริมาณที่มากขึ้นถึง 4 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจาก กรดโฟลิก ที่คุณหมอให้แล้ว คุณแม่ท้องสามารถทานอาหารที่มีโฟเลตสูง ซึ่งมีอยู่ในผักใบเขียวเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า ปวยเล้ง กะหล่ำปลี หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ ถั่วลันเตา นอกจากนั้นยังมีแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วย...

 5  .  เคล็ดลับที่ทำให้ลูกกินผัก 1  ต้องมีสีสันสดใส ทำให้ดูน่าทานมากยิ่งขึ้น  สีสันสดใสคือจะต้องมีผักหลายชนิด เช่น ผักใบเขียว สีส้มคือแครอท  สีเหลืองคือฝักทอง  เพราะผักหลายชนิดทำให้ลูกไม่เบื่ออาหารและบางทีลูกน้อยของคุณอาจจะไม่ชอบผักบางชนิดก็อาจจะเปลี่ยนสลับไปมาก็ได้ทำเมนูไม่ต้องช้ำกันลองดูนะคะ 2   ใส่ลงในจานโปรด ให้ลูกสังเกตูลูกว่าชอบทานอะไรแล้วนำเมนูนั้นมาปั่นหรือบดมาผสมกับกันทำให้ลูกได้ทานผักง่ายมากขึ้นได้โดดยไม่ต้องฝืนใจค่ะ 3  ควรเลือกเวลาที่เหมาะสม หลังกิจกรรมต่างๆ เด็กๆ จะหมดแรงและหิวมาก ทำให้ไม่เลือกทานอาหาร ดังนั้นเวลานี้จึงเหมาะกับการให้ลูกกินอาหารที่มีผัก เพราะเวลาหิวกินอะไรก็จะอร่อย ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการกินผักมากขึ้น ยกตัวอย่างเมนูเช่น แซนวิชทูน่าใส่ผัก ข้าวต้มหมูใส่แครอท เป็นต้น 4  การตกแต่งเมนูอาหารในรูปแบบต่างๆ นอกจากอาหารหน้าตาแบบเดิมๆ อยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองครีเอท นำผักมาตกแต่งจานอาหารของลูกเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปสัตว์น่ารักๆ หรือรูปการ์ตูนที่ลูกชอบ จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกและชอบการกินผักมากขึ้น     5   การทานให้ลูกกินเป็นตัวอย่าง ควรมีเมนูผักอยู่บนโต๊ะอาหารในทุกๆ มื้อ และให้คุณพ่อคุณแม่กินผักเป็นตัวอย่าง หรืออาจจะชวนลูกทำอาหารที่มีส่วนผสมของผัก ทำให้ลูกเห็นบ่อยๆ อาจจะคอยบอกประโยชน์ของผักต่างๆ ให้ลูกฟังไปด้วย เป็นวิธีที่ทำให้ลูกคุ้นชินกับการกินผักมากขึ้นค่ะ  ...

กิจกรรมที่พ่อแม่หลายคนอาจจะชอบนั่นก็คือการปลูกต้นไม้ให้กับลูกๆหรือให้ลูกๆช่วยกันปลูกต้นไม้นั้นถือเป็นกิจกรรมในครอบครัวที่ดีทีเดียว วันนี้เราจะพาทุกคนมาหาความรูเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้กันค่ะ เริ่มจากการสอนลูกปลูก 4 ผัก ที่โตง่ายๆ ก่อนค่ะ 1.ปลูกต้นหอม - ให้ลูกตักดินร่วนใส่ในกระถาง รดน้ำพอเหมาะ - จากนั้นคุณแม่นำต้นหอมที่เหลือทิ้งในครัว มาตัดตั้งแต่รากขึ้นไปยังลำต้น 1.5 นิ้ว ให้เหลือท่อนเล็กๆ แล้วให้ลูกปักชำลงในกระถาง - ให้ลูกรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ทุกวัน 2. ปลูกกะเพรา - ให้ลูกตักดินร่วนใส่กระถางไว้ - ให้ลูกลิดใบต้นกะเพราออกจนหมด จากนั้นคุณแม่ตัดฐานก้านออกเล็กน้อย - แล้วให้ลูกนำไปปักลงในกระถาง เอาไปตั้งให้โดนแดด แล้วรดน้ำเช้า-เย็น ทุกวัน 3. ปลูกผักชี - เตรียมดินตากให้แห้ง แล้วให้ลูกใช้พลั่วเล็กๆ ผสมกับปุ๋ยคอก และใส่ในกระถางไว้ - จากนั้นให้ลูกบดเมล็ดผักชีเบาๆ ให้แตกออกเป็น 2 ส่วน- แล้วโรยเมล็ดลงในกระถาง คลุมหน้าดินด้วยฟาง ตามด้วยรดน้ำให้ชุ่ม ให้ลูก 2 ครั้ง เช้า-เย็น ทุกวัน 4. ปลูกคะน้า -...