สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

เมื่อลูกติดหมอน ติดผ้าอ้อม ติดตุ๊กตา ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีอาการเหล่านี้หรือเปล่าคะ ติดหมอนใบโปรดของเค้า ติดตุ๊กตา หรือ ติดผ้าอ้อม เวลานอนต้องเอามานอนกอดด้วยทุกครั้ง ถ้าไม่มี ก็จะนอนไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้งอแง และมักจะนำของเหล่านี้แบบที่ว่าไปไหนเอาไปด้วย ไม่ยอมวาง จนส่งกลิ่นเหม็นมาก สกปรกแล้วก็ยังไม่ยอมให้เอาไปซัก ทำความสะอาด  แถมบางคนยังดูดด้วย จะเอาไปซักก็ไม่ได้ หากกลิ่นไม่เหมือนเดิมก็พาลร้องไห้งอแง แถมอาการติดของพวกนี้ส่วนมากจะติดเป็นเวลายาวนานจนถึงเข้าโรงเรียนเลย บางคนก็เอาหมอนเน่า ตุ๊กตาเน่า หรือผ้าเน่าไปโรงเรียนด้วย เพราะอะไรถึงทำให้ ลูกชอบติดสิ่งของ เด็กได้ค้นพบว่าวัตถุบางอย่างช่วยให้เขารู้สึกมั่นคงปลอดภัย โดยเขาเริ่มเรียนรู้เรื่องความผูกพันเป็นครั้งแรกจากบางสิ่งบางอย่างที่ใกล้มือ เช่น ผ้าห่ม ผ้าอ้อม หมอน ตุ๊กตา ของเล่นบางอย่าง หรือแม้กระทั่งนิ้วหัวแม่มือของตัวเอง เพราะการที่ลูกติดสิ่งของ ยังเป็นเหมือนหลักประกันให้เด็กๆ รู้สึกปลอดภัย หากมีสิ่งของเหล่านี้อยู่ใกล้ จะทำให้เค้ามั่นใจ  คล้ายกับที่พวกเขาเคยรู้สึกและได้รับจากพ่อแม่ เพราะพื้นผิวที่นุ่มนวล หรือกลิ่นที่คุ้นเคยทำให้ลูกรู้สึกดี และรู้สึกคล้ายกับเวลาที่ถูกกอดและจูบจากพ่อแม่นั่นเอง      ...

ลูกอมข้าว ปัญหาปวดหัวของพ่อ-แม่แต่แก้ไม่ยาก เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยเตาะแตะ ประมาณ 2 ขวบ ขึ้นไป หลายคนมักจะมีอาการอมข้าวนะคะ การที่ลูกอมข้าวนั้น ถือเป็นปัญหาหนักใจของคุณพ่อคุณแม่ มาดูสาเหตุที่ทำให้ลูกอมข้าวกันดีกว่าค่ะ 1. ลูกอมข้าว เพราะกินจุบจิบ  เกิดจากการที่เขารู้สึกอิ่มจากขนม หรืออาหารระหว่างมื้อที่คุณเองมักจะป้อนให้เขากิน เขาจึงกินได้ทั้งวัน เลยรู้สึกอิ่มตลอดเวลา เมื่อถึงเวลามื้ออาหารจริงๆ เขาจึงอมข้าว 2. ลูกอมข้าว เพราะมีสิ่งเร้ารอบกายที่น่าสนใจ   เด็กในช่วงวัย 2 ขวบขึ้นไป มักจะเริ่มสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น ห่วงการเล่นมากกว่าการกิน จึงลืมความหิวเมื่อถึงเวลามื้ออาหาร 3. ลูกอมข้าว เพราะมีปัญหาภายในช่องปาก การที่ลูกน้อยเป็นร้อนใน แผลที่มุมปาก ปวดฟัน หรือเจ็บ อาจจะทำให้เขารู้สึกเจ็บจนไม่อยากเคี้ยว หรือกลืนได้เหมือนกันค่ะ วิธีง่ายๆ ในการแก้ปัญหาลูกอมข้าว 1. ปรุงอาหารให้มีความหลากหลาย จัดตกแต่งให้ดูน่าทาน อาจใช้จาน ชาม ช้อน ส้อม ที่เป็นรูปการ์ตูนตัวโปรดของเขาก็ได้ค่ะ 2. จัดบรรยากาศการกินอาหารให้น่าสนุก เพื่อดึงความสนใจจากของเล่นต่างๆ และคุณพ่อกับคุณแม่ก็กินไปพร้อมๆ...

5 วิธีกระตุ้นพัฒนาการ ฝึกลูกพลิกคว่ำ พลิกหงาย การพลิกคว่ำพลิกหงายเป็นอีกพัฒนาการสำคัญของทารก เมื่อเบบี๋พลิกตัวได้เอง เขาจึงจะยันตัวขึ้นนั่งและการคลานได้ในขั้นต่อๆ ไป ดังนั้น เรามา ฝึกลูกพลิกคว่ำ พลิกหงายกันค่ะ ส่วนการพลิกตัวจากคว่ำมาหงาย ลูกจะทำได้เมื่ออายุราว 5 เดือน เพราะจำเป็นต้องใช้การประสานงานและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากขึ้น พอลูกทำได้อย่างนั้น ลูกจะรู้ว่าการพลิกหรือกลิ้งตัวเป็นวิธีทำให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นและชอบทำบ่อยขึ้น ทารกที่พลิกคว่ำพลิกหงายได้เอง กล้ามเนื้อหลังและแขนต้องแข็งแรงพอ เมื่อเขาพลิกตัวไปมาได้เพราะแขนและกล้ามเนื้อหลังแข็งแรงพอ เขาจึงจะยันตัวขึ้นนั่งและการคลานได้ในขั้นต่อๆ ไป ดังนั้น ถ้าลูกไม่พลิกคว่ำพลิกหงาย เขาก็จะไม่นั่งไม่คลาน!! 1  ฝึกลูกพลิกคว่ำ โดยเอาของเล่นมาล่อให้ลูกพยายามเอื้อมหยิบ แล้วช่วยจับแขนหรือขาไขว้ไปด้านข้าง การกลิ้งตัวลูกเล่นหรือโยกตัวลูกไปมาโดยจับที่แขนหรือขาลูก จะช่วยให้เขารับรู้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับการพลิกคว่ำ 2  จับลูกนอนคว่ำบนพื้น โดยให้ลงน้ำหนักที่แขนวางม้วนผ้าเล็กๆ ไว้ใต้หน้าอกเพื่อช่วยหนุนให้ลูกแอ่นหน้าอกขึ้นได้ แล้วหาของเล่นมาเขย่าหรือล่อให้ลูกพยายามเอื้อมหยิบ หรือหากไม่ยอมนอนคว่ำเอง อาจให้นอนคว่ำบนตัวผู้ใหญ่ ลูกจะได้พยายามยกคอขึ้นเพื่อสบตาหรือคุยเล่นด้วย หรือกระตุ้นให้ลูกยกคอโดยลูบเบาๆ ที่คอและหลัง 3  เปลี่ยนตำแหน่งที่ใช้แขวนโมบายหรือของเล่น ให้ลูกฝึกหันคอเพื่อมองหา หรือเปลี่ยนตำแหน่งการนอน ให้ลูกได้มีทัศนวิสัยที่แตกต่างกันไปบ้าง 4  ฝึกลูกนั่ง โดยให้ลูกนั่งเล่นของเล่นที่อยู่ในถาดของเก้าอี้แบบมีที่กั้น ใช้หมอนหรือม้วนผ้าช่วยพยุงตัวให้นั่ง หรือให้นั่งบนตักของผู้ใหญ่แล้วเอาของเล่นมาล่อ และฝึกให้มองตามของเล่นในทุกทิศทาง 5  ฝึกลูกคลาน โดยวางม้วนผ้าไว้ใต้ท้อง เพื่อให้ลูกงอสะโพกและขาเพื่อคลาน...

4 อย่างควรรู้ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้าเด็ก พ่อแม่หลายคนอาจจะเคยคิดถึงปัญหานี้ ว่าหากซื้อรองเท้าเด็กมาแล้ว เค้าจะยอมใส่มั้ย? เค้าใส่แล้วจะสบายหรือเปล่า? กัดเท้าหรือเปล่า? หรือแม้กระทั่งราคาที่จ่ายไปคุ้มค่าหรือเปล่า? เพราะหลายครอบครัวเลือกที่จะซื้อรองเท้าแบบไม่มีแบรนด์ ซึ่งคิดว่า ก็คงใส่ได้เหมือนกัน บางคนชอบรองเท้าราคาขายส่ง ซึ่งมีการ copy มาจากแบรนด์ดัง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดกันในวันนี้ สิ่งที่จำเป็นจริงๆ ก็คงมีแค่สี่หัวข้อหลักด้านล่าง การซื้อหรือเลือกรองเท้าเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหัดเดิน รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแฟชั่น หรือ รองเท้านักเรียน จะซื้อจากที่ไหนก็ตามเช่น รองเท้านำเข้า หรือที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูให้ดี และใช้เวลาในการเลือกค่อนข้างนาน เพราะบางทีเด็กเล็กนั้น เค้าไม่สามารถบอกได้ว่า ใส่แล้วสบาย พอดีหรือไม่พอดี ความชอบของเด็กนั้นบางทีก็ไม่ได้แสดงออกอย่างเด่นชัด ซึ่งต้องเป็นการทดลองซื้อมาใช้และดูอาการของเด็กเท่านั้น วัดขนาดเท้าของเด็กซะก่อน2 รองเท้าหุ้มส้น ตรงหลังเท้าควรแค่แตะกับตัวรองเท้า แต่ไม่ควรให้รัดมากจนเกินไป3 เมื่อลอง หัวแม่โป้งเท้าของเด็ก ควรห่างจากผนังปลายสุดประมาณ ½ นิ้ว4 การเลือกซื้อไม่ควรซื้อเผื่อเท้าใหญ่มากจนเกินไป และไม่ควรเกิน...

วิธีแก้พฤติกรรมดูดนิ้วในเด็กวัย 3+ สังเกตว่าเด็กวัย 1-3 ปี มักจะมีปัญหาพฤติกรรมชอบดูดนิ้ว ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อโตขึ้นเด็กก็จะหยุดไปเอง หากช่วงที่ติดนี้กลับสร้างปัญหามากมาย เช่น นิ้วลูกจะเป็นเนื้อปูด แล้วฟันก็จะเหยิน และยิ่งจะมีผลต่อขากรรไกร รวมถึงการออกเสียงอีกด้วย ซึ่งพ่อแม่ต้องมีวิธีจัดการกันหน่อยแล้ว วันที่ 1 ตั้งเงื่อนไขว่าถ้าลูกไม่ดูดนิ้ว 5 นาทีได้ แล้วแม่จะให้รางวัลเป็นสติกเกอร์ความดี หรือตุ๊กตาตัวจิ๋ว (โดยให้เงื่อนไขเวลาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) วันที่ 2  พาเด็กไปนั่งหน้ากระจกตอนกำลังดูดนิ้วอย่างเมามัน พร้อมชี้ชวนให้ลูกดูว่าการดูดนิ้วไม่น่าดูเลย และไม่มีใครเขาทำกัน วันที่ 3 เล่านิทานที่แม่แต่งเองให้ลูกฟังอย่างเช่น เรื่องพี่นิ้วโป้งและผองเพื่อน บอกว่าพี่นิ้วโป้งเป็นเพื่อนหนู ดูดนิ้วทำให้พี่นิ้วโป้งเจ็บ แค่นี้ลูกก็ไม่อยากทำร้ายพี่นิ้วโป้งแล้วล่ะ วันที่ 4 ทำ Finger Food อาหารอร่อยๆ ให้เด็กกัดๆ แทะๆ แทนการดูดนิ้วที่ไม่อร่อยเอาเสียเลย วันที่ 5 ใส่ถุงมือให้เด็ก หรือพันนิ้วเวลานอน (ถุงมือเลือกแบบมีลายที่ลูกชอบ) วันที่ 6 ให้ลูกมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกอย่างที่ต้องใช้มือ เช่น ถือช้อน หยิบจับของช่วยแม่ ฯลฯ    ...

5 วิธีฝึกลูก ช่วยเหลือ ตัวเอง 1 เข้าใจพัฒนาการลูกวัย  วัยนี้จะมีความรู้สึกใหม่เกิดขึ้น คือ อยากรับผิดชอบชีวิตประจำวันของตัวเองบ้าง อยากมีส่วนร่วมในการล้างมือ อาบน้ำ กวาดบ้าน ถูบ้าน ใช้ค้อน คราด แปรงฟันเอง พยายามทำทุกอย่างที่เคยเห็นเขาทำ และเริ่มมีทัศนคติที่ดีกับสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ  2 เริ่มมอบหมายงานบ้าน โอกาสทองที่เพิ่มความรู้สึกความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองให้ลูก คือ การให้ลูกรู้จักช่วยงานบ้าน แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามค่ะ เพราะเหล่านี้ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่มีความเชื่อมั่นว่าลูก จะสามารถรับผิดชอบ และทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แถมยังช่วยให้ลูกรู้ว่าตัวเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวด้วย เหมือนกัน แล้วลูกยังรู้สึกดีมีความภาคภูมิใจที่ได้รู้ว่าตัวเองก็เป็นที่ต้องการของ พ่อแม่ด้วยเช่นกันค่ะ 3 อย่าคิดว่าลูกไม่สามารถ ถึงจะดูว่าลูกวัยเตาะแตะยังเล็ก แต่ขอบอกว่าลูกก็สามารถช่วยเก็บของเล่นที่ลูกเล่นเกลื่อนบ้านลงใส่ในตะกร้า เก็บ ของเล่นได้ หยิบเสื้อผ้าที่จะซักใส่เครื่องซักผ้าได้ (แม้ว่าจะค่อยๆ ใส่ทีละชิ้นทีละชิ้น) วางช้อนส้อมบนโต๊ะอาหารเมื่อถึงเวลากินข้าวเย็นได้ วางผ้ารองจานข้าวได้ (ถ้าที่บ้านใช้) จับคู่ถุงเท้าของพ่อที่ซักสะอาดแล้วให้เข้าคู่ได้ (โดยแม่เป็นคนพับ) เมื่อลูกทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ นี้จนเริ่มชินแล้ว จึงค่อยมอบหมายให้ลูกทำงานที่ยากขึ้นไปอีกนิดเมื่อลูกโตขึ้นได้ 4...

โดย Julie Lythcott-Haims นักเขียนและอดีตผู้นำนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้กล่าวเพิ่มเติมบนเวที TED Talk ในหัวข้อ “วิธีการเลี้ยงลูกให้เขาประสบความสำเร็จ โดยไม่บงการมากจนเกินพอดี” ว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่าความสำเร็จของลูก เริ่มต้นขึ้นจากการทำงานบ้านในช่วงวัยเด็ก ยิ่งให้ลูกเริ่มต้นเร็ว เขาก็จะยิ่งเรียนรู้ได้ดีขึ้น แต่หากบ้านไหนสปอยล์ลูก ไม่ให้เขาลงมือทำงานอะไรเลย เขาก็จะคิดว่าเดี๋ยวก็ต้องมีคนมาทำให้ แล้วเขาก็จะซึมซับพฤติกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ จนติดเป็นนิสัย ซึ่งไม่เพียงแต่ทำงานบ้านเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการเรียน การทำการบ้าน เป็นต้น จากการศึกษาพบว่าเด็กที่ทำงานบ้านมาตั้งแต่ยังอายุน้อยๆนั้นจะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและีมีความรับผิดชอบมากกว่าเด็กทั่วไป การที่สอนลูกแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้จักการช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังช่วยให้เค้ารู้จักความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามข้อดีนั้นยังมีอกเยอะะแยะเต็มไปหมด เห็นอย่างนี้แล้วเรามาสอนลูกเราให้รู้จักการทำงานบ้านกันดีกว่าค่ะ  ...

เนื้อเพลง ABC-SONG A-B-C-D-E-F-G ( เอ บี ซี ดี อี เอฟ จี ) H-I-J-K-L-M-N-O-P ( เอ็ช อาย เจ เค เอ็ล เอ็ม เอ็น โอ พี ) Q-R-S-T-U and V ( คิว อาร์ เอ็ส ที ยู และวี ) W-X-Y-Z ( ดับเบิ้ลยู เอ็กซ์ วาย เซ็ด ) Now I know my A-B-C (ตอนนี้ฉันก็รู้จัก A B...

  เด็กโดยทั่วไปจะเดินในช่วงอายุประมาณ 1 ขวบ อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ไม่กี่เดือน เพราะเด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการเร็วหรือช้าต่างกัน พ่อแม่อย่ากังวลใจไปนะคะ ถ้าเห็นลูกบ้านอื่นเดินได้แต่ลูกเราเพิ่งจะเกาะยืน ลูกน้อยหัดเดิน พ่อแม่จับมือทั้งสองข้างของลูก ให้ลูกอยู่ข้างหน้า หันหน้าออก แล้วพ่อแม่อยู่ข้างหลัง แล้วค่อย ๆ ให้ลูกก้าวไปข้างหน้าที่ละก้าว พ่อแม่ก็ค่อย ๆ เดินตาม แต่ต้องระวังจะเหยียบเท้าน้อย ๆ ของลูกด้วย ให้ลูกพาพ่อแม่เดินไปในที่ที่เขาสนใจอยากดูหรืออยากไป (ถ้าเด็กคนไหนยังทรงตัวได้ไม่ดีแนะนำให้จับรักแร้แทนจับมือค่ะ) หรือบางทีก็ให้พ่อแม่หรือคนในครอบครัวยืนอยู่ที่ปลายทาง ให้ลูกอยากจะเดินไปหา โดยเฉพาะเมื่อเราไปในสถานที่แปลก ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ลูกจะตื่นเต้นมาก แล้วก็อยากเดินไปไหนต่อไหนเอง เขาจะนำพ่อแม่เดินไปที่นั่นที่นี่อย่างไม่รู้เหนื่อยเลยค่ะ การจับลูกเดินนี้จะช่วยให้ลูกจะเดินได้เต็มเท้า และรู้จักวิธีการทรงตัวได้เร็วมาก พอลูกเริ่มเดินด้วยการจับข้อมือทั้งสองข้างคล่องแล้ว เขาก็จะสะบัดมือพ่อแม่ออกข้างหนึ่ง แล้วให้เราจูงมือเขาข้างเดียว เพื่อที่อีกมือจะได้หยิบจับสิ่งของที่ต้องการได้ และท้ายที่สุดเขาจะเดินโดยปล่อยมือทั้งสองที่จับพ่อแม่อยู่ได้เองเลยค่ะ นอกจากนี้มีอีกวิธีหนึ่งสำหรับเด็กที่เริ่มตั้งไข่ได้ หรือยืนได้บ้างแล้ว ให้พ่อแม่หันหน้าเข้าหาลูก ยืนห่างจากลูกไม่กี่ก้าว และให้ลูกเดินมาหา อย่าลืมส่งเสียงเรียกชื่อลูก เชียร์ดัง ๆ และถ้าลูกทำได้ก็ปรบมือให้กำลังใจ และยิ้มกว้าง...

หาข้อมูลโรงเรียนจากไหนให้ลูดี อินเทอร์เน็ตแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจะได้ข้อมูล เบื้องต้นว่าโรงเรียนตั้งอยู่ที่ไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไร และมีแนวทางการสอนแบบไหนรวมทั้งเว็บ บอร์ดต่างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก.เสริมความมั่นใจด้วยการสอบถามจากผู้มีประสบการณ์จริง ครอบครัวที่เรารู้จักคุ้นเคย ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ถือเป็นแหล่งข้อมูลทรงคุณค่า แต่ก่อนจะเชื่อ เราต้องสำรวจทัศนคติให้ถ้วนถี่ก่อนว่า “โรงเรียนดีๆ” ในความหมายของคุณพ่อคุณแม่ตรงกับผู้ที่สอบถามหรือไม่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวารสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เอาล่ะเรามาเริ่มกันเลย 1.หลักสูตรการจัดการศึกษา การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากเห็นลูกของตนเองมีความสุขในการเรียน  ในกรณีโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่จะจัดการศึกษาเหมือนกัน โดยจัดการศึกษาตามหลักสูตร บูรณาการเข้ากับกิจกรรมหกกิจกรรม แต่สำหรับโรงเรียนเอกชน บางโรงเรียนจะจัดการศึกษาเช่นเดียวกับรัฐบาล แต่ก็มีหลายโรงเรียนที่เป็นการศึกษาทางเลือกที่เลือกใช้แนวการจัดการศึกษาแบบอื่นอย่างวอลดอร์ฟ หรือมอนเตสเซอรี่ ซึ่งเรื่องนี้ผู้ปกครองควรต้องศึกษาแนวการจัดการเรียนรู้ที่มี แล้วสอบถามกับทางโรงเรียนว่าใช้แนวการจัดการเรียนรู้แบบไหน เพื่อจะได้เลือกให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของลูกของคุณ 2.ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แน่นอนหนึ่งในค่าใช้จ่ายก็คือ ค่าเทอม แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องศึกษาให้ละเอียดว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สำคัญอีกหรือเปล่า เพราะหลายๆครั้งโรงเรียนจะเลี่ยงการเก็บค่าเทอมที่สูง โดยเก็บเป็นค่าอื่นๆ เช่น ค่าการใช้คอมพิวเตอร์ ค่ากิจกรรมพิเศษ หรือแม้กระทั้งค่าแรกเข้า ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะขอเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด และอาจจะต้องถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินของสิ้นเปลืองที่ผู้ปกครอง ต้องรับผิดชอบ เช่น สมุดของโรงเรียน กระเป๋า เครื่องแบบ...