สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

5 วิธีสอนลูกไม่ให้เป็นเด็กเอาแต่ใจ เด็กทุกคนอยากเป็นที่รักที่สุดของพ่อแม่ และมักจะมีการเรียกร้องความสนใจในแบบของตัวเอง แต่ถ้าการเรียกร้องความสนใจนั้น ทำไปในทางที่ไม่เหมาะสมหรือมากเกินไปก็อาจทำให้ลูกเป็นเด็กที่เอาแต่ใจได้ค่ะ แล้วจะทำอย่างไรดีเมื่อลูกเริ่มมีอาการเอาแต่ใจ 5 วิธีสอนลูกไม่ให้เป็นเด็กเอาแต่ใจ 1. สังเกตพฤติกรรมลูกว่าทำไมถึงมีอาการเอาแต่ใจ เพราะคุณพ่อคุณแม่นั้นถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องใส่ใจเค้านะคะ  เช่น คุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจน้องคนเล็กมากกว่า อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าจะสูญเสียคุณไป ลูกจึงต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คุณสนใจนั้นเอง 2. เมื่อทราบเหตุผลของอาการเอาแต่ใจของลูก ควรรีบแก้ปัญหานั้นทันที เช่น เมื่อนั่งเล่นด้วยกัน แต่มีคนโทรมาหาคุณ คุณต้องออกไปคุยโทรศัพท์นานๆ อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกดึงความสนใจไปจากเค้า ถ้าคุณทราบว่าที่ลูกเอาแต่ใจเพราะเหตุผลนี้ครั้งต่อไปก็ควรเลี่ยงทำตอนที่ลูกสนใจกับสิ่งอื่นอยู่จะดีกว่าค่ะ 3. ดูพัฒนาการตามช่วงวัยของลูก อย่าลืมดูอายุของลูกด้วยว่าลูกยังเด็กยังจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ไม่ดีนัก อาจจะมีร้องไห้งอแง นั่นเป็นเพราะลูกยังเป็นเด็ก เป็นแค่เด็กวัยหัดเดิน หรือเป็นแค่เด็กอนุบาลแค่นั้น เรื่องเรียกร้องความสนใจหรือเอาแต่ใจจึงเป็นเพียงเรื่องปกติค่ะ 4. คุยกับลูกให้เข้าใจ ว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง ควรบอกเหตุผลกับลูกดีๆ และชักจูงให้ลูกใช้คำพูดที่ต้องการสื่อสารกับพ่อแม่ให้มากที่สุด 5. ถ้าลูกมีพฤติกรรมเอาแต่ใจควรใจเย็นให้มากที่สุด อย่าลงโทษลูก เพราะจะยิ่งทำให้เรื่องแบบนี้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ควรพูดจาต่อล้อต่อเถียงกับลูก นึกไว้เสมอว่านั่นคือเด็ก แต่ก็ไม่ควรตามใจลูกในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะจะทำให้ลูกจำพฤติกรรมเหล่านี้กลับมาใช้อีก เมื่อเห็นว่าทำแล้วได้ผล นอกจากจะต้องทำความเข้าใจกับอารมณ์ของลูกแล้วบางทีคุณพ่อคุณแม่ควรตั้งกฏเกณฑ์กับลูกว่าแบบนี้ไม่ถูกต้องไม่สมควรทำ และควรสอนลูกว่าควรทำแบบไหนถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เมื่อลูกทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมควรให้รางวัลหรือชมเชยลูกด้วย ลูกจะได้มีกำลังใจและทำต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ...

พฤติกรรมเลียนแบบของเด็ก เรื่องที่พ่อแม่ควรใส่ใจ พฤติกรรมการเลียนแบบของเด็ก ที่มักทำตามพ่อแม่นั้นเกิดได้กับเด็กทุกคนเพราะพ่อแม่คือบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด แต่การเลียนแบบนั้นเด็กอาจจะเลียนแบบทั้งสิ่งไม่ดีและสิ่งดีปะปนกันไปตามสถานการณ์ที่เขาเจอ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องระมัดระวังทั้งด้านการกระทำและคำพูดเมื่ออยู่ต่อหน้าลูก ซึ่งพฤติกรรมการเลียนแบบนี้จะเกิดขึ้นเมื่อลูกน้อยมีอายุประมาณ 2 ขวบเป็นต้นไป เด็กที่มีพัฒนาการที่รวดเร็วสามารถเลียนแบบพฤติกรรมได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบค่ะ ในปัจจุบันนี้ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านปล่อยปะละเลยพฤติกรรมการเลียนแบบของลูกน้อยเนื่องจากมักคิดว่าเด็กเล็กนั้นยังไร้เดียงสา ไม่เข้าใจในคำพูดหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใหญ่ ซึ่งมันก็มีส่วนถูกแต่เด็กจะเลียนแบบและนำไปใช้โดยไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิดนั่นเอง นอกจากเลียนแบบคุณพ่อและคุณแม่แล้วเด็กยังรู้สึกสนุกไปกับการเลียนแบบพฤติกรรมเพื่อนวัยเดียวกันหรือคนรอบข้างอยู่เสมอ จนทำให้บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็แปลกใจทำไมลูกของเราถึงมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุและไม่ทันนึกว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่เด็กไปเรียนรู้มา จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อและคุณแม่ที่ต้องคอยสอนเขาว่าให้ทำอย่างไรโดยใช้เหตุผลมากกว่าการดุด่าว่าหรือตีเมื่อเขาเลียนแบบในสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะสิ่งที่ลูกทำนั้นเป็นเพราะเขายังแยกแยะไม่ได้ เพียงแค่เลียนแบบการกระทำดังกล่าวตามที่เขาได้เรียนรู้มาเท่านั้นเอง พฤติกรรมบางอย่างเด็กอาจจะเห็นมาจากในทีวีหรือการ์ตูนและนำมาปฏิบัติ ลูกจะคิดว่าเมื่อคนอื่นทำได้เขาก็ทำได้ ซึ่งพฤติกรรมการเลียนแบบคือพฤติกรรมการปรับตัวเข้าสู่สังคมของลูกน้อยเพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับนั่นเองค่ะ พฤติกรรมการเลียนแบบของเด็ก น่ากลัวไหม? พฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กนั้นน่ากลัวมากหากไม่ได้รับคำแนะนำหรือคำสั่งสอนจากผู้ใหญ่ว่าสิ่งไหนควรทำตามสิ่งไหนไม่ควรทำตาม เรื่องที่เป็นปัญหาใกล้ตัวเรามากที่สุดคือ พฤติกรรมการเลียนแบบของลูกที่ซึมซับมาจากคุณพ่อคุณแม่ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น หากคุณพ่อหรือคุณแม่มีพฤติกรรมชอบดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ให้ลูกเห็นเป็นประจำลูกน้อยก็อาจนำพฤติกรรมเหล่านั้นมาใช้เมื่อเขาโตขึ้น หรือพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กที่อันตรายถึงชีวิตที่มักลงข่าวให้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง เช่น เด็กผู้หญิงเลียนแบบการผูกคอตายในละครทีวีจนเสียชีวิต พี่น้องที่เล่นแทงกันโดยใช้มีดจริง เด็กเลียนแบบการปล้นเงินและทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยเลียนแบบจากเกม เป็นต้น..     ...

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อแจ็คได้ปีนขึ้นไปบนท้องฟ้าทำให้เจอกับยักษ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ไปดูก่อนเลย!!! -----------------------------------------------------------------------------------------------------------...

พรหนึ่งข้อกับมือทองคำตลอดชีวิต สามีภรรยาคู่หนึ่งรักกันมาก อยู่มาวันหนึ่งสามีได้พรมาหนึ่งข้อ ทำให้เขาสามารถจับสิ่งของทุกอย่างกลายเป็นทองคำได้ และพรข้อนี้เองก็ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล...

คุณแม่มือใหม่อยู่ที่ไหนก็ปั๊มนมได้สบาย ด้วยเคล็ดลับนี้เลย! ความกังวลของคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกมาคือรู้สึกว่าไม่สามารถห่างบ้านได้นานๆ เพราะต้องทั้งให้ลูกดูดจากเต้า และเครื่องปั๊มทุกอย่างก็อยู่ ที่บ้าน รู้สึกถึงความไม่มั่นใจ กลัวน้ำนมจะหดหาย แต่ตอนนี้ชีวิตของคุณแม่ง่ายขึ้นเยอะ เพราะมีตัวช่วยให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ออกมาทำงาน หรือแว่บไปเที่ยวบ้าง ลูกก็ยังมีปริมาณน้ำนมบาลานซ์กับความต้องการเสมอด้วยวิธีง่ายๆ ที่สามารถปั๊มนมได้ทุกๆ ที่ดังนี้ค่ะ 1. เลือกเครื่องปั๊มแบบชาร์จไฟ ถึงจะมีเครื่องชาร์จพลังสูงที่ต้องเสียบปลั๊กไว้ที่บ้าน ยังไงก็ตามอยากให้คุณแม่ลงทุนซื้อเครื่องปั๊มที่พกพาไปไหนได้ง่ายๆ ชาร์จไฟเตรียมพร้อมไว้ทุกวัน 2. กระเป๋าที่เก็บทุกอย่างได้ครบ กระเป๋าเก็บน้ำนมทุกวันนี้นอกจากดีไซน์จะน่ารัก ยังมีช่องเก็บกระเป๋าที่ใส่ได้ทั้งเครื่องปั๊ม ขวดนม ไอซ์แพคที่ออกแบบมาให้พอดี ไม่ต้องขนของเป็นสิบกระเป๋าอย่างทุกเช้า แถมยังได้เช็คลิสต์ว่าเราเอาของไปครบแล้วหรือยัง 3. ทำให้การปั๊มนมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย: นั่นคือคุณแม่ควรมีบราสำหรับให้นมหรือปั๊มนมประกอบขวดปั๊มแล้วแนบสนิทกับเต้านม ล็อคไว้ให้มั่น จากนั้นก็ทำกิจกรรมชิลล์ๆ จะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ดูหนังอ่านหนังสือก็ไม่ต้องใช้มือประคองช่วยการปั๊มนมไม่ใช่เรื่องที่ต้องสละเวลา อีกต่อไปได้ใช้เวลาของตัวเองด้วยต่างหาก 4. หาช่วงเวลาที่ใช่ที่สุดสำหรับตัวเอง: คุณแม่หลายท่านอาจบอกว่าเวลาเช้าเป็นช่วงที่น้ำนมมาเยอะที่สุดและลูกยังหลับสบายอยู่ แต่คุณแม่บางคนบอกว่าช่วงเย็นมีคนในครอบครัวช่วยอุ้มเจ้าตัวเล็ก คุณแม่เลยได้พักนั่งปั๊มนม หรือคุณแม่บางคนบอกว่าช่วงหลังอาบน้ำอุ่นๆ ช่วยให้น้ำนมไหลได้ดีขึ้น คุณแม่เลือกช่วงที่รู้สึกรีแลกซ์มากที่สุดได้เลยค่ะ 5. เซ็ตเวลาที่จะปั๊มนมในแต่ละวัน: ถ้าคิดว่าจะปั๊มเมื่อว่างจากการทำงานจะทำให้ไม่ค่อยได้ปั๊มบ่อยเท่าที่ควร คุณแม่ที่ทำงานจะรู้ตารางชีวิตแต่ละวันให้เราตั้งนาฬิกาไว้เลยว่าวันนี้ถึงที่ทำงาน 9 โมงจะปั๊มนมเลยแล้วเว้นทุก 2-3 ชั่วโมง ให้เป็นเวลาที่ร่างกายรู้และผลิตน้ำนมออกมาอย่างเพียงพอ 6. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้: ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร ทำดีที่สุดแค่ไหนก็แค่นั้น อย่าเพิ่งกดดันตัวเอง...

ไอเดียถ่ายรูปคุณแม่ตอนท้อง เก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ ครีเอทีฟมากด้วย ตั้งใจไว้เลยตอนท้อง ว่าเราต้องเก็บความทรงจำ อะไรครีเอทีฟเล็กๆ ต้องมีไว้ให้ดูตอนลูกโต แม่ๆ ที่กำลังท้องอยู่ คิดอะไรสนุกๆ เพิ่มอีกนิด นั่งยิ้มได้ภายหลังเลยนะ อินเนอร์แม่ที่ต้องมี.. ก่อนที่จะหาไอเดียถ่ายรูปเด็ดๆ ของแม่ตอนท้อง สิ่งที่แม่ต้องบิ๊วเล็กน้อย ก็คืออินเนอร์ความซ่า ความสนุกของแม่นี่ล่ะ อย่าบอกตัวเองว่า “ขี้เกียจ” หรือยอมถ่ายรูปแบบเดิมๆ เพียงสามวินาทีที่เราตัดสินใจ และลุกขึ้นทำ ผลที่ได้เกินคุ้มแน่นอน จากที่แม่ๆ ก็แค่ยืนกอดคอคุณพ่อถ่ายรูป หรือนั่งบนโซฟาบ้าง เอามือจับท้องตัวเองบ้าง ลองเปลี่ยนมาเป็น 1. ถ่ายขาวดำริมทะเล หาทะเลที่ไม่มีคนเล่นน้ำทะเลอยู่ แม่ใส่ชุดรัดรูปตรงท้อง แล้วปลายกระโปรงพลิ้วๆ โต้ลม ถอดรองเท้า หันด้านข้าง ถ่ายย้อนแสงไปเลย กดเลือกโหมดขาวดำ ให้คุณพ่อเดินถอยไปเยอะๆ แม่กำลังก้มมองท้อง ข้างหลังเป็นทะเล และคุณพ่อเข้ามาใกล้ๆ ซูมหน้าแม่ที่มองท้อง ถ่ายให้เห็นปลายเท้าและพื้นทราย อาร์ตซี่สุดๆ 2. ท้องด้วยฮิปสเตอร์ด้วย หมวกแบบญี่ปุ่น ไอติมแท่งสีสวยๆ ปากสีสด...

หลังคลอดแล้วคุณแม่ต้องอยู่โรงพยาบาล อีกนานเท่าไหร่นะ? หลังคลอดแล้วคุณแม่ต้องอยู่โรงพยาบาลอีกนานเท่าไหร่นะ? ปกติแล้วคุณแม่ที่กำลังจะใกล้ครบกำหนดคงมีตั้งใจเลือกแพคเกจจากทางโรงพยาบาลหรือรอเวลาคลอดไปเลยว่าจะสามารถคลอดธรรมชาติ หรือผ่าคลอดต่อไปเพราะการพักฟื้นมีความแตกต่างกันตามสุขภาพของคุณแม่กับคุณลูกแถมแต่ละประเทศก็มีระยะเวลาอยู่โรงพยาบาลหลังคลอดโดยเฉลี่ยไม่เหมือนกันด้วย เรื่องนี้น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ คุณแม่จากอียิปต์มีเวลาพักฟื้นแค่ครึ่งวัน! จากการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ของ PLOS Medicine ในปี 2016 นักวิจัยได้หาค่าเฉลี่ยของจำนวนวันของคุณแม่เพิ่งคลอดแต่ละประเทศว่าใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลมากน้อยแค่ไหนโดยดูจากผู้หญิงที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติกับลูก 1 คน ตั้งแต่ปี 2005-2013 พบว่าที่น่าตกใจที่สุดคือค่าเฉลี่ยของผู้หญิงในอียิปต์อยู่ในโรงพยาบาลแค่เพียงครึ่งวันหลังการคลอด ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 2 วัน เกาหลีใต้ 2.5 วัน ฝรั่งเศส 4.2 วัน ประเทศไทยนั้นไม่ได้อยู่ในลิสต์ที่ทำการศึกษาแต่โดยเฉลี่ยตามระยะเวลาที่คุณแม่ชาวไทยใช้หลังคลอดจากประสบการณ์ตรงของคุณแม่หลายๆ ท่านจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 วัน ส่วนประเทศที่พักฟื้นนานที่สุดคือยูเครนที่อยู่นานถึง 6.2 วัน องค์การอนามัยโลกหรือ WHO แนะนำว่าคุณแม่ที่คลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพที่ต้องกังวลควรอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หลังคลอด แต่คนที่ผ่าคลอดก็ต้องพักฟื้นนานต่ออีกหน่อยอยู่ที่ประมาณ 4 วัน เหตุผลที่ต่างประเทศให้อยู่โรงพยาบาลไม่กี่วันอาจจะเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่ ค่อนข้างสูงและการครอบคลุมของประกันตามนโยบายของแต่ละที่ด้วยค่ะ อยู่ให้แน่ใจว่าปลอดภัยทั้งคุณแม่และคุณลูก เหตุผลที่คุณแม่หลังคลอดควรอยู่ในโรงพยาบาลตามที่กำหนดไว้ เพราะมั่นใจได้ว่ามีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากแพทย์พยาบาลและมีเครื่องมือที่พร้อมก็เพื่อดูว่า...

9 สุดยอดอาการที่แม่จะต้องเจอ เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ลูกน้อย ความดีใจมักมาพร้อมความแอบกังวล ทันทีที่แม่รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง ดีใจไปประมาณหนึ่งก็จะต้องมานั่งระลึกกันเลยว่า โอว ความเป็นจริงมาสู่เราแล้ว จะมีอะไรเกิดกับเราไปอีก 9 เดือนบ้างเนี่ย ขอสรุปอาการพีคๆ ที่แม่ๆ จะต้องเจอแน่ๆ มาให้แม่เตรียมใจกันไว้ก่อน ไม่แย่อย่างที่คิดนะ แม่ส่วนใหญ่บอกว่า “ตอนท้องน่ะต่อให้พีคยังไง ก็ไม่เท่าตอนลูกเกิดมาแล้วแน่นอน” เอาใจช่วยแม่ๆ ทุกคนด้วย!! 1. อารมณ์สุดจะเหวี่ยงของแม่ พ่ออาจมีหลอนๆ พอได้ยินคำว่า “แม่จะเหวี่ยงแล้วนะ” เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นแน่ เป็นเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปสุดขีดของแม่ อะไรมากระทบนิด แม่จะร้องไห้เลย ร้องหนักมากด้วย และถ้าพ่อทำอะไรเซนซิทีฟเข้า เอาแค่กลับบ้านช้า ก็อาจเปิดประตูเข้าไปเห็นแม่นั่งร้องไห้ในมุมมืดอยู่คนเดียว อะไรแบบนี้เลย อาการนี้จะหายไปแน่นอน และอาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ต้อง หันมายิ้มกับพ่อพร้อมคำว่า “ขอบคุณนะที่เข้าใจกัน” 2. ปวดท้องหน่วงๆ และอาจมีเลือดไหล หลังจากไข่ได้ทำการรวมตัวกันกับน้ำเชื้อของพ่อเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะไปฝัง ตัวที่ผนังมดลูกของแม่ หลังจากนั้น 12 วัน แม่จะเกิดอาการปวดท้องหน่วงๆ ท้องจะอืดๆ...

แม่ควรเก็บสเต็มเซลล์ก่อนผ่าคลอดไหม คุณแม่ๆ ตัดสินใจเก็บสเต็มเซลล์ให้ลูกตอนคลอดดีมั้ยนะ? สำหรับคุณแม่ที่กำลังฝากครรภ์ตามโรงพยาบาลหลายๆ แห่ง จะมีบริการที่มานำเสนอเกี่ยวกับการเก็บสเต็มเซลล์ที่สามารถเก็บได้ ช่วงจังหวะเดียวคือตอนคุณแม่กำลังคลอดน้องเท่านั้น ดังนั้นคุณแม่อาจต้องตัดสินใจว่าจะเก็บเอาไว้เป็นหลักประกันด้านสุขภาพดีหรือเปล่า เอนฟามีข้อมูลในเบื้องต้นให้เข้าใจกันก่อนว่าเก็บสเต็มเซลล์ไว้เพื่ออะไร สเต็มเซลล์คืออะไร? ในทางการแพทย์เชื่อว่าสเต็มเซลล์คือเซลล์ตั้งต้นเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ในการเพาะปลูกส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ให้ออกเป็นกิ่งก้าน ใบและผล สเต็มเซลล์จะ สามารถ พัฒนากลายเป็นเซลล์เฉพาะเจาะจง เช่น เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์สมอง และอีกหลายส่วนของร่างกายเรา เมื่อร่างกายเติบโตขึ้น อายุมากขึ้น เกิดอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยต่างๆ ทำให้เซลล์ถูกทำร้ายจนเสียหาย สเต็มเซลล์ เหล่านี้ก็จะสามารถมาทำหน้าที่เซลล์ที่ได้รับผลกระทบหรือช่วยซ่อมแซมให้ร่างกายกลับมาทำงานปกติที่สุดอีกครั้ง แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกหลายๆ อย่างในการรักษาที่ ไม่ใช่เพียงแค่สเต็มเซลล์เพียงอย่างเดียว การเก็บสเต็มเซลล์ทำยังไง? เมื่อคุณแม่ตัดสินใจที่จะเก็บสเต็มเซลล์ คุณหมอและพยาบาลจะเก็บเลือดจากรกและสายสะดือให้ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที สามารถเก็บได้ ทั้งคุณแม่ที่คลอดแบบปกติและผ่าคลอด ไม่เป็นอันตรายทั้งกับคุณแม่และลูกน้อย จากนั้นจะไปผ่านกระบวนการเก็บในอุณหภูมิเย็นจัด และจัดเก็บได้นานถึง 20 ปี เก็บหรือไม่เก็บดี? เราเชื่อว่าเมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้ฟังถึงประโยชน์ต่างๆ แล้วก็อยากจะเลือกวิธีนี้ให้เป็นตัวเลือกให้กับลูกในอนาคตอีกทาง เพราะถ้าเกิดลูกเป็นโรคเกี่ยวกับเลือด ธาลัสซีเมีย มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบางชนิด ก็สามารถใช้สเต็มเซลล์ของลูกเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาได้ หลายๆ...