สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

เบบี๋หลับสบาย ได้อีก ได้อีก ไม่ว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กที่หลับง่ายหรือยาก วิธีต่อไปนี้จะช่วยให้เขานอนหลับสนิทได้ • ที่นอนอบอุ่นและสบาย ที่นอนซึ่งเหมาะกับเบบี๋แรกเกิดอายุเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไม่ควรกว้างเกินไป ดังนั้นหากคุณใช้เบาะนอนใหญ่ลองเปลี่ยนมาใช้เบาะนอนที่เล็กลงมาจะเหมาะกว่า แต่ถ้ามีเตียงหรือเปลนอนอยู่แล้ว อาจใช้การห่อตัว หรือถุงนอน เพื่อช่วยให้ลูกรู้สึกแนบชิดใกล้เคียงกับอ้อมกอดอุ่นๆ ของคุณ นอกจากนี้อุณหภูมิในห้องไม่ควรร้อนหรือเย็นเกินไป • เห่กล่อมเป็นจังหวะตอนอยู่ในท้องแม่ ลูกจะตื่นตัวเมื่อแม่อยู่นิ่งหรือหยุดพัก และจะสงบลงเมื่อแม่เริ่มขยับตัวหรือลุกขึ้นเดิน แต่เมื่อคลอดแล้ว การเคลื่อนไหวด้วยจังหวะสม่ำเสมอยังคงมีผลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มโยกเบาๆ หรือลูบเนื้อลูบตัวเป็นระยะ ล้วนเป็นที่ชื่นชอบของเบบี๋และนำเข้าสู่ภวังค์อย่างสบาย เรื่องที่เกี่ยวข้อง วิธีดูแลเสื้อผ้า ลูกน้อยให้สะอาด หอม ไม่มีกลิ่นอับชื้น คัมภีร์นอนหลับ สร้างอัจฉริยะให้ลูก ฝึกง่ายๆ ตั้งแต่แรกเกิด • เสียงกล่อมดังสม่ำเสมอ ตลอดหลายเดือนในท้องแม่ ลูกน้อยมีเสียงหัวใจ เสียงการทำงานของอวัยวะภายใน และเสียงพูดของแม่เป็นเครื่องขับกล่อมให้หลับ แต่เมื่อคลอดออกมาไม่มีเสียงเหล่านั้นอีกแล้ว การนอนหลับเองจึงอาจกลายเป็นเรื่องยาก วิธีแก้ง่ายๆคือ หาเสียงอื่นที่มีจังหวะหรือดังสม่ำเสมอมากล่อมแทน เช่น เปิดพัดลมให้มีเสียงดังหึ่งๆ เปิดกล่องดนตรี หรือเปิดซีดีที่เลียนแบบเสียงต่างๆในร่างกายของแม่ • ความเงียบสงบ เด็กน้อยจะหลับสนิทเมื่อได้อยู่ในห้องของตัวเอง...

เพลง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ภาพใหม่ เสียงใหม่ ร้องโดยน้องแพงจัง [embed]https://www.youtube.com/watch?v=4MsHK-MrWx4[/embed]...

ไอเดียสุดเจ๋ง ถุงมือแทนมือแม่แก้ ลูกติดมือ นอนหลับยาก ลูกติดมือ ลูกนอนหลับยากเป็นปัญหาที่ทำให้คุณแม่ลูกอ่อนเหนื่อยใจไม่น้อย เพราะกว่าจะกล่อมเจ้าตัวน้อยให้นอนปุ๋ยได้ ก็เล่นเอาหมดแรง แต่คงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสำหรับคุณแม่ชาวอเมริกันคนนี้ เมื่อเธอปิ๊งไอเดียทำถุงมือประดิษฐ์แทนมือแม่ ใช้กล่อมลูกให้หลับสบายแบบไม่ต้องอุ้ม พร้อมแชร์ให้คุณแม่คนอื่นทำตามเองได้ไม่ยาก ส่วนจะเป็นอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่ะ   ไอเดียสุดเจ๋ง ถุงมือประดิษฐ์แทนมือแม่ แก้ลูกนอนหลับยาก ลูกติดมือ   เรื่องราวสุดเจ๋งของคุณแม่สายสตรอง  Abigail Rivera Garcia จากรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการพูดถึงในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวางถึงคิดค้นวิธีจัดการอย่างชาญฉลาด กับอาการนอนหลับยาก และ ลูกติดมือ ของลูกสาววัย 2 เดือนได้อยู่หมัด ด้วยถุงมือแทนมือแม่ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง หลังจากเธอเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายมานานนับเดือน คุณแม่วัย 23 เล่าถึงลูกของเธอว่า การเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฉันเลย เมื่อฉันต้องดูแลลูกน้อยวัย 16 เดือน และ 2 เดือนไปพร้อมกัน แถมลูกสาวคนเล็กมีอาการโคลิคและกรดไหลย้อนในทารก ทำให้เธอเป็นเด็กที่หงุดหงิด ขี้งอแง และร้องไห้แม่อุ้มตลอดเวลา ฉันจึงไม่สามารถวางเธอลงบนเบาะให้นอนได้นานเกิน 10 นาทีเลย...

ท่าอุ้มทารกที่ถูกต้อง มีกี่ท่า? สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่บางคน อาจมีความตื่นเต้นที่จะได้อุ้มลูกเป็นครั้งแรก ซึ่ง ท่าอุ้มทารกที่ถูกต้อง มีกี่ท่า หรือควรจะอุ้มทารกรกแรกเกิดอย่างไร จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษา หรือซ้อมอุ้มตุ๊กตาดูก่อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยเมื่อถึงเวลาอุ้มจริงๆ การอุ้มลูกน้อย หรือวิธีอุ้มทารกให้ถูกต้อง มักจะเป็นปัญหากับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เป็นอย่างมาก เพราะลูกตัวเล็กและพ่อแม่ก็กลัวลูกจะตก หรือ เจ็บ เพราะเด็กทารกยังเบาะบาง คอเด็กยังไม่แข็ง ถ้าอุ้มผิดก็อาจทำให้กระดูกคอเคลื่อนที่ได้ ยิ่งไม่มีคุณยาย หรือว่าผู้ใหญ่อยู่ที่ให้การสอนอยู่ด้วยยิ่งเป็นปัญหาสำหรับพ่อแม่มือใหม่ โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้เลย ในเวลาที่ต้องทำกิจวัตรให้ลูก เช่น อุ้มดูดนม อุ้มจับเร่อ เปลี่ยนผ้าอ้อม หรืออุ้มอาบน้ำ เป็นต้น ท่าอุ้มทารกที่ถูกต้อง มีกี่ท่า การอุ้ม คือการแสดงออกถึงความรัก และเป็นวิธีถ่ายทอดความอบอุ่นจากแม่สู่ลูก ที่ลูกน้อยสามารถสัมผัสได้โดยตรง การอุ้มเด็กทารกนั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก แต่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย หากคุณแม่และคุณพ่อมือใหม่รู้จักเรียนรู้และมีวิธีอุ้มลูกที่ถูกต้อง แถมยังเป็นการทำความรู้จัก และเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ดังนั้นแล้วลองไปดูท่าอุ้มต่างๆ ที่ควรอุ้มลูกน้อย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มลูกได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธี กันค่ะ 1. ท่าเปล วิธีนี้เป็นวิธีทั่วไป และเป็นวิธีที่ดีที่จะดูแววตาของทารก นอกจากนั้นยังเป็นวิธีธรรมชาติที่สุดและง่ายที่สุดสำหรับการอุ้มทารกด้วยเช่นกัน...

ฝึกลูกคลาน และเดินอย่างไรดี? ในวัย 6 – 10 เดือน ทารกนั่งตัวตรง โยกตัวไปมา รวมถึงยกลำตัวขึ้นและทะยานไปข้างหน้าด้วยฝ่ามือ เข่า และเท้าได้ แต่รู้ไหมว่าเด็กที่ไม่คลาน แต่ข้ามขั้นเป็นยืนและเดินเลยก็มีไม่น้อยนะ อย่างไรก็ดี เพื่อช่วย ฝึกลูกคลาน ได้อย่างคล่องแคล่ว มีคำแนะนำดังนี้ ฝึกลูกคลาน อย่างไรดี? 1. จัดห้องกันกระแทก ทำห้องที่บุวัสดุกันกระแทก มีกล่องหรือสิ่งกีดขวางจัดไว้ให้ลูกได้คลานขึ้นข้างบน ลอดข้างใต้ และคลานผ่านช่องแคบ 2. เปิดเพลงสนุกๆ ลงคลานสี่เท้าเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ ลูกน้อย โยกตัวตามจังหวะคึกคักของเพลง ลูกมีแนวโน้มจะเลียนแบบคุณนะ เกาะยืน เมื่อลูกยืนได้ (วัย 8 – 13 เดือน) เขาจะพยายามก้าวขาขณะที่เกาะเฟอร์นิเจอร์ไว้ แรกๆ คุณจะเห็นลูกเดินถัดไปข้างๆ แต่ไม่นานเขาก็รู้จักยกเท้าเพื่อก้าวเดิน เพื่อให้ลูกสัมผัสกับความสนุกแห่งการก้าวเดิน คุณช่วยลูกได้โดย 1. เลื่อนเฟอร์นิเจอร์มาชิดกัน เพื่อให้ลูกได้เพลิดเพลินและภูมิใจกับการตระเวนไปรอบๆ ห้องด้วย “ลำแข้ง” ของตัวเอง 2. อุ้มลูกยืนบนตัก กระดกเข่าสองข้างสลับไปมา เพื่อให้ลูกฝึกบิดเอวตามจังหวะการเดิน ฝึกลูกเดิน อย่างไรดี? ช่วงวัยระหว่าง 9...

เทคนิคเอาใจวัย 1-3 ไม่ว่าจะเป็นขอให้ช่วยหยิบของเล่น ขนม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เรียกร้องความสนใจจากแม่ได้ เรามีวิธีเอาใจวัยเตาะแตะมาฝากกัน – สนใจวัยเตาะแตะก่อนลูกเล็ก โดยเตรียมของว่างหนึ่งอย่างพร้อมนมหรือน้ำผลไม้ และพูดว่า หนูอยากได้อะไรอีกสักอย่างไหมจ๊ะลูก แม่จะได้หยิบให้ก่อนป้อนข้าวน้องŽ ถ้าน้องเล็กยอมเป็นอันดับสอง พี่ใหญ่ก็จะไม่ค่อยงอแงนัก – ให้ทำอะไรสนุกๆ แก้เบื่อ เช่น ขอให้ร้องเพลง เต้นระบำ เลียนแบบท่าลิง หรือแสดงความสามารถอย่างอื่นขณะที่คุณนั่งป้อนข้าวลูกคนเล็กอยู่ใกล้ – เล่นเกม ตามล่าหาสมบัติŽ ให้ลูกซ่อนของในบ้านสักสองสามอย่าง โดยบอกว่าคุณจะเป็นคนหาตอนป้อนข้าวน้องเสร็จแล้ว หรือคุณเป็นคนซ่อนเสียเอง แล้วให้ลูกเป็นคนหาในระหว่างที่คุณป้อนข้าวน้องก็ได้ – หาตัวช่วย เช่น ให้ละเลงสีเล่นในอ่างอาบน้ำซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ กับที่ป้อนข้าวน้อง หรือให้เอาพวกช้อนตวงและถ้วยตวงมาตักข้าวสารหรือถั่วเขียวเล่นไปพลางๆ หากะละมังใบใหญ่หน่อยก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องตามเก็บกวาดให้เหนื่อยอีกง ...

ลดอาการโวยวาย โมโหร้ายของวัยเตาะแตะ การใจแข็งไม่สนใจอาการโมโหร้ายที่ลูกแสดงออกมาย่อมดีกว่าการให้ความสนใจไม่ว่าจะทางลบ (ดุ ว่า ตี) หรือทางบวก (ปลอบ อธิบาย) จะเป็นผลดีต่อลูกในระยะยาวมากกว่า และเป็นการตอบสนองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ซึ่งต้องการการรอคอยสักพัก เพื่อให้ลูกรู้ว่าทำอย่างนั้นแล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา ที่สำคัญ ไม่ควรพยายามให้เหตุผลใดๆ แก่ลูกในตอนนั้น เพราะเขาไม่ฟังแน่ สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ เข้าไปหาเขาอย่างสงบ และแสดงให้ลูกรู้ว่าคุณเข้าใจความรู้สึกเขา ด้วยคำพูดง่ายและสั้น เช่น นั่งลงจับตัวเขาเบาๆ (ถ้าเขายอม) บอกว่า “แม่รู้ / เข้าใจว่าหนูผิดหวังที่ไม่ได้ของเล่น” รอดูท่าทีเขาสักครู่และชวนไปนั่งพักที่ใกล้ๆ เหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กวัยนี้โมโหร้าย อธิบายได้ว่า เป็นความรู้สึกขัดแย้งของวัยที่เกิดจากความต้องการมั่นใจในตัวเอง จากความรู้สึกเป็นอิสระ ควบคุมสิ่งรอบตัวได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงลูกยังทำอย่างนั้นได้ไม่มากนัก ถ้าคุณช่วยให้เขารู้สึกว่าเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองได้ในสถานการณ์ปกติ จะช่วยลดอารมณ์รุนแรงของลูกได้ แม้ว่าจะไม่หายไปโดยสิ้นเชิงก็ตาม – สร้างตัวเลือกให้เขา เช่น ถ้าลูกไม่อยากกินยา อาจถามเขาก่อนว่า เขาจะกินน้ำผลไม้หรือไอศกรีมสัก 1 ลูกเล็กๆ หลังกินยา ทางออกที่พอจะจับต้องหรือเห็นได้ย่อมช่วยให้ลูกรู้สึกว่าเขาคุมสถานการณ์บางอย่างได้บ้าง –...

รู้จักและเข้าใจ ความ “กลัว” ของวัยเตาะแตะ ความกลัวสำหรับวัยทารกถือเป็นกลไกปกป้องตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากสัญชาตญาณและปฏิกิริยาโต้ตอบโดยอัตโนมัติมากกว่าการตอบสนองด้วยความรู้และเข้าใจ แต่ความกลัวของเด็กขวบปีที่สองพัฒนาซับซ้อนขึ้น และมีเหตุผลสำคัญอันเกี่ยวข้องกับพัฒนาการที่คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจ อาทิ 1. มีความรู้แต่ยังน้อย เมื่อลูกน้อยฉลาดเฉลียวขึ้น โลกก็ดูเหมือนจะน่ากลัวไปเสียหมด วัยเตาะแตะช่วงต้นคือวัยแห่งความภาคภูมิใจ หนูน้อยจะภูมิใจมากกับความคิดใหม่ๆ ของตัวเอง การได้รู้จักสิ่งใหม่ๆ นับสิบและความจริงนับร้อยอย่าง และการได้เรียนรู้ขั้นเบื้องต้นเกี่ยวกับโลกนี้ก็สังเคราะห์เป็นมโนภาพแห่งความน่ากลัวแบบนับไม่ถ้วน 2. รู้ แต่อ่อนประสบการณ์ หนูๆ เข้าใจหลัก “เหตุและผล” ของการกระทำแล้วก็จริงแต่ยังไม่เข้าใจเรื่อง “ความสมเหตุสมผล” ลูกวัยนี้จึงคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนอื่น (หรือสิ่งอื่น) จะเกิดขึ้นกับเขาด้วย เช่น ถ้าชักโครกดูดน้ำลงไปได้ก็คงดูดเขาลงไปได้เช่นกัน หรือถ้าหมากัดคุณพ่อ หมาทุกตัวก็จะกัดเขาได้ด้วย วัยที่คิดว่าตัวเองเป็น “ศูนย์กลางของจักรวาล” มองว่าทุกอย่างเป็นของตัวเอง แม้แต่เรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นในการ์ตูน (เช่น โดนยักษ์เอากระบองไล่ตี) ก็จะเกิดขึ้นกับตัวเองด้วย 3. เริ่มรู้จักแยกแยะขนาด เด็กวัยนี้เริ่มได้ออกไปเห็นโลกภายนอกบ่อยขึ้น และเริ่มเห็นว่าสิ่งรอบตัวช่างใหญ่โต ทั้งรูปคนบนป้ายยักษ์ บนอนุสาวรีย์ ฯลฯ เลยยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเองเล็กนิดเดียว นี่ก็เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความระแวงได้เช่นกัน 4. จินตนาการบรรเจิด จินตนาการนั้นเหมือนพาหนะวิเศษที่นำลูกน้อยจากสนามเด็กเล่นเล็กๆ ไปสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่...

สมองดี ความจำดี เริ่มต้นที่ “โปรตีน” โปรตีน เป็นหนึ่งในกลุ่มสารอาหารหลัก 5 หมู่ที่สำคัญต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมถึงโปรตีนยังจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท และสมองของเด็กๆ อีกด้วยค่ะ อาจารย์ แววตา เอกชาวนา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้ให้คำแนะนำคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกน้อยให้ได้รับโปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไว้ดังนี้ค่ะ โปรตีน สารอาหารสำคัญสำหรับเด็ก ช่วยในเรื่องความจำและการทำงานของระบบประสาทและสมอง ให้เขาพร้อมเสมอสำหรับทุกการเรียนรู้ โปรตีน สำคัญกับสมองเด็ก สมองของเด็กเรียนรู้และพัฒนาไม่มีวันหยุด  สมองเป็นอวัยวะที่มีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา  มีกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย เซลล์สมองสามารถเพิ่มจำนวนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามวัยที่เพิ่มขึ้น ถ้าได้รับการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้พลังงานเพียงพอ และมีสารอาหารสำหรับสมองอย่างครบถ้วนตามช่วงวัย เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการทำงานของสมองและระบบประสาท  หากร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานไม่เพียงพอ จะมีผลกระทบต่อเซลล์สมองโดยตรง ทำให้การเรียนรู้ช้า สมองมีความเครียด ไม่สดชื่น โปรตีนคุณภาพดีเป็นสารอาหารสำคัญที่ทำให้สมองมีสุขภาพดีอยู่เสมอ  ร่างกายของเด็กจึงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนคุณภาพดีอย่างเพียงพอต่อเนื่องทุกวัน  เพื่อเป็นอาหารของสมอง เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่  และช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้เด็กในช่วงวัย 5-12ปี  ให้มีพัฒนาการทางสมองที่ปรกติ มีสมองที่เจริญเติบโตสมวัย  สารอาหารจากโปรตีนจะถูกนำไปใช้ในการสร้างระบบเครือข่ายของสมอง และระบบสื่อสัญญาณของเซลล์ประสาทให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้สมองมีกระบวนการเรียนรู้และความทรงจำที่ดีอยู่ตลอดเวลา   ทำไม เด็กต้องการโปรตีนมากกว่าผู้ใหญ่ ?  แต่ละช่วงวัยร่างกายมีความต้องการโปรตีนที่แตกต่างกัน เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวที่เท่ากันต่อ1กิโลกรัมเท่ากัน ทารกแรกเกิดมีความต้องการโปรตีนมากที่สุด...