สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

5 เคล็ดลับแก้ อาการไอ ละลายเสมหะ เมื่อลูกเป็นหวัด อาการไอ จากไข้หวัดที่คุณแม่ควรรู้!! เวลาที่ลูกเล็กๆ ไม่สบายเป็นหวัดนี่น่าสงสารมาก เพราะนอกจากจะเป็นไข้ตัวร้อนแล้วก็ยังมี อาการไอคันคอ มีเสมหะ  เหนียวๆ มากวนให้หายใจไม่สะดวกอีกด้วย สำหรับไข้หวัดที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ กับเด็กๆ ก็คือ “ไข้หวัดธรรมดา” เพราะพออากาศเปลี่ยนแปลง หรือไปตากแดด ตากลม หรือพักผ่อนนอนหลับน้อย ฯลฯ ก็จะทำให้ภูมิต้านทานโรคในร่างกายอ่อนแอ  ลง เด็กๆ ก็จะป่วยเป็นหวัดกันได้ง่ายค่ะ ดังนั้นก่อนที่จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปดูวิธีบรรเทาอาการไอจากหวัดให้ลูกน้อย เราไป ทำความรู้จักกับอาการของไข้หวัดธรรมดากันสักนิดค่ะ ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) เกิดจากการที่ร่างกายได้รับไวรัสหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะ Rhinoviruses ที่ทำให้เกิดไข้หวัด ธรรมดามากถึงร้อยละ 30-50 สำหรับอาการของไข้หวัดธรรมดา คุณแม่สามารถสังเกตลูกน้อยได้ดังนี้ คือ… มีไข้ต่ำๆ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล มีการจาม มีอาการไอ ...

อาหารเช้าตอบโจทย์ลูกกินยาก   การเริ่มต้นวันใหม่ในทุกเช้าของลูก คงไม่ดีแน่ถ้าต้องสะดุดลงหากลูกเป็นคนกินยาก เพราะการทานอาหารเช้านั้นสำคัญมาก เนื่องจากพลังงานและสารอาหารต่างๆ ที่ได้จากอาหารเช้าจะช่วยให้ลูกออกไปเรียนรู้ ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน คุณแม่ลองเปลี่ยนจากเมนูอาหารเช้าที่ทำให้ลูกทานบ่อยๆ มาเป็นอาหารเช้าที่ทำง่ายอย่าง KOKO KRUNCH กับนมและผลไม้ เพื่อสร้างสีสันกระตุ้นให้ลูกอยากทานอาหารมากขึ้น ให้ลูกมีส่วนร่วมด้วยการตักผลไม้สดที่ลูกชอบด้วยตัวเอง แค่นี้ก็ก็จะช่วยให้ลูกพร้อมเริ่มกิจกรรมในวันใหม่อย่างสดใส ลูกมีความสุขคุณแม่ก็มีความสุข มื้อเช้าที่เต็มไปด้วยประโยชน์ของคุณค่าสารอาหารดีกับเด็กอย่างไร? แม่ทุกคนอยากให้ลูกกินอิ่ม เรียนรู้ได้เต็มที่ เล่นสนุก อารมณ์ดีกันใช่ไหมคะ สิ่งเหล่านี้มื้อเช้าช่วยได้ค่ะ มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญของการเริ่มต้นวัน ใหม่ที่ควรมีคุณค่าสารอาหาร อาหารเช้าที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน จะช่วยให้… – เด็กมีความจำ ทักษะการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และตลอดทั้งวันก็จะอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด แต่ถ้าไม่ได้ ทานอาหารเช้า ผลกระทบคือจะทำให้เด็กมีสมาธิน้อยลง และสมองทำงานได้ไม่เต็มที่ ขาดความสนใจในห้องเรียน – อาหารเช้าช่วยควบคุมไม่ให้ลูกน้ำหนักเกินหรืออ้วน หลังจากมื้อเย็นไปแล้ว ร่างกายจะไม่ได้รับอาหารนานติดต่อกันอีกหลายชั่วโมง และเมื่อตื่นเช้ามาคุณแม่ไม่ได้เตรียมมื้อเช้าไว้ให้ลูกทาน จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆ ลดลง และจะไปทำให้มื้อกลางวันลูกอาจอยากทานอาหารที่ให้พลังงานและไขมันสูงมากกว่าปกติ ซึ่งนั่นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กบางคนมีปัญหาน้ำหนักเกิน จนท้ายที่สุดก็เกิดโรคอ้วน มื้อเช้าซีเรียลโฮลเกรนเมนูง่ายๆ ที่ช่วยให้ลูกอิ่มท้องและได้สารอาหารที่มีประโยชน์จากซีเรียลพร้อมนมและผลไม้ มีคุณค่า อร่อยและลูกๆ ชื่นชอบ ในเด็กที่กินยากบางคน อาจปฏิเสธอาหารเช้าที่คุณแม่เตรียมไว้ให้อย่างไม่มีเยื่อใย...

ปล่อยให้ลูกร้องไห้นานๆ ทำลายสมองจริงหรือ?   มีความเชื่อหนึ่งที่ว่า การปล่อยให้ ลูกร้องไห้นาน เป็นการบริหารปอด ความเชื่อนี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสมองของลูกน้อย เพราะเมื่อลูกถูกปล่อยให้ร้องไห้เป็นเวลานาน สมองของลูกน้อยจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดคอร์ติโซล (cortisol) ทำให้เกิดอันตรายต่อสมอง ทำลายพัฒนาการได้ ลูกร้องไห้นาน ทำลายสมองจริงหรือ? จากการวิจัยของ ดร.เพเนลอป ลีช ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กแรกเกิด – 5 ขวบ พบว่า การปล่อยเด็กให้ร้องไห้นานๆ เกินไป ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ซึ่งโดยปกติแล้ว เด็กจะร้องไห้ไม่เกิน 15 นาที คุณพ่อ คุณแม่จึงไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยร้องไห้เกิน 20 นาที เพราะจะทำให้ร่างกายผลิต คอร์ติโซล ออกมามากกขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ และความทรงจำ รวมถึงขัดขวางกระบวนการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ๆ ด้วย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อยให้ลูกน้อยร้องไห้นานๆ ขาดการอุ้ม หรือปลอบโยนจากคุณพ่อ คุณแม่ เด็กน้อยจะรู้สึกเหนื่อย และหลับไปเองในที่สุด อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด เพราะสารเคมีที่หลั่งออกมา มีผลต่อจิตใจ...

ทำไม ทารกหายใจเร็ว? ปกติต้องหายใจกี่ครั้งต่อนาที? ทำไม ทารกหายใจเร็ว? ปกติต้องหายใจกี่ครั้งต่อนาที? ทำไม ทารกหายใจเร็ว? การที่ทารกหายใจเร็ว เป็นเพราะในวัยที่กำลังเจริญเติบโต กระบวนการเผาผลาญอาหารก็ต้องทำงานหนัก และระบบเผาผลาญอาหารต้องใช้ออกซิเจนในร่างกายจำนวนมาก และต้องกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายเช่นกัน ดังนั้น ทารกจึงหายใจเร็วเพื่อให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานได้ดีนั่นเอง อัตราการหายใจที่ปกติของแต่ละวัย เด็กแรกเกิด – 2 เดือน อัตราการหายใจที่ปกติจะอยู่ที่ 60 ครั้งต่อนาที อายุ 2 เดือน – 1 ขวบ อัตราการหายใจที่ปกติจะอยู่ที่ 50 ครั้งต่อนาที อายุ 1 – 3 ขวบ อัตราการหายใจของลูกจะเริ่มลดลง และจะเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ที่ประมาณ 20 – 30 ครั้งต่อนาที สำหรับวิธีที่ใช้ในการสังเกตการหายใจของลูกว่าผิดปกติหรือไม่ คือการนับอัตราการหายใจนั่นเองค่ะ โดยการจับเวลาพร้อมกับนับการหายใจของลูกให้ครบ 1 นาที (60...

กินนมแม่..แต่..ลูกไม่ถ่าย..แม่ควรกินอะไร? ลูกไม่ถ่าย มาหลายวันแล้ว ทั้ง ๆ ที่กินนมแม่ ทำไมยังท้องผูกอีก ไขคำตอบว่าทำไมลูกถึงไม่ถ่าย ถ้าลูกไม่ถ่ายหลายวันจะเป็นอันตรายหรือไม่ การที่ลูกไม่ถ่ายส่งสัญญาณอันตรายอะไร ได้ที่นี่ค่ะ กินนมแม่..แต่..ลูกไม่ถ่าย..แม่ควรกินอะไร? เรื่องขับถ่ายของเด็กนมแม่ ตามที่เราเข้าใจกันว่าทารกจำเป็นจะต้องขับถ่ายทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และปัสสาวะทุกวัน อย่างน้อยวันละ 6 ครั้ง ถึงจะเรียกได้ว่าปกติ ได้รับนมแม่อย่างเพียงพอไม่ท้องผูกหรือท้องเสียนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ อาการท้องผูกหรือท้องเสียของทารกนั้นไม่สามารถดูได้จากจำนวนครั้งที่ลูกถ่ายเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องดูอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งการขับถ่ายของทารกนั้น คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องใส่ใจและสังเกตเป็นพิเศษ เพราะไม่เหมือนกับอาการทั่วไปที่ทารกจะแสดงพฤติกรรมเพื่อส่งสัญญาณให้รู้อย่างชัดเจน ลูกกินนมแม่แต่ถ่ายบ่อย ท้องเสียหรือไม่ การที่ลูกกินนมแม่แต่ถ่ายบ่อย ไม่ได้หมายความว่าลูกท้องเสียแต่อย่างใด เพราะนมแม่ย่อยง่าย ทำให้ลูกอาจถ่ายได้บ่อย 8-10 ครั้งต่อวัน หรือทุกครั้งหลังจากดูดนมแม่ก็ยังได้ ทั้งนี้คุณแม่ควรสังเกตอาการอื่น ๆ ของลูกร่วมด้วย หากลูกมีอาการต่อไปนี้ อาจหมายถึงสัญญาณของอาการท้องเสีย ควรไปพบแพทย์ อุจจาระมีกลิ่นรุนแรง เหม็นคาว เป็นสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีเหลืองทองและมีลักษณะนิ่ม ลูกงอแง...

การโกนผมไฟทำได้ 2 แบบ โดยพิจารณาตามฐานะของแต่ละครอบครัว 1. แบบประหยัด เป็นพิธีง่ายๆ ระหว่างเครือญาติใกล้ชิด และหมอตำแย (คนทำคลอด) เมื่อได้ฤกษ์ดีแล้ว จัดหาเสื่อหรือลำแพน ปูที่ลานหน้าบ้าน ตั้งหม้อทะนนใบใหญ่ 2 ใบบนเสื่อ ใบแรกบรรจุน้ำใสบริสุทธิ์ และจัดหามีดพร้า ขวานถาก เสียม วางรวมกันไว้ข้างๆ หม้อน้ำ นอกจากนี้ มีกระบวยตักน้ำ พานที่ตั้งน้ำอบและกระแจะ เมื่อพร้อมแล้ว ลงมือโกนผมไฟเด็ก เมื่อโกนเสร็จแล้ว พ่อแม่ตักน้ำใส่หม้อใบแรก (น้ำผสม ขมิ้น ใบส้มปล่อย และกระแจะ) รดหัวลูกจนทั่วตัว แล้วค่อยตักน้ำบริสุทธิ์ในหม้อใบที่ 2 อาบชำระล้างให้สะอาด แล้วทาตัวเด็กด้วยแป้งกระแจะและน้ำอบ เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นแม่ของเด็กต้องตักน้ำจากหม้อใบแรก และใบที่ 2 รดให้พ่อของเด็ก ที่ฝ่ามือทั้งสอง พร้อมทั้งทาแป้งกระแจะ น้ำอบ...

โกนผมไฟ ประเพณีไทยทำอย่างไรให้เป็นมงคล?   ผมไฟ คือผมของเด็กแรกเกิดที่มีมาตั้งแต่อยู่ในท้อง ในการ โกนผมไฟ จะนิยมไปหาพระอาจารย์ที่วัด เพื่อหาฤกษ์ที่นิยมทำกันคือ เดือน 4 – 6 และเดือน 12 ตามความเชื่อของคุณพ่อ คุณแม่ในสมัยก่อน เชื่อว่าจะเป็นมงคลแก่ลูก และครอบครัว โดยมีหลักเกณฑ์ สิ่งที่ต้องเตรียม และพิธีดังนี้ หลักเกณฑ์ในการโกนผมไฟ 1.ถ้าคนในครอบครัวถึงแก่ความตายในปีนั้นจะโกนไม่ได้ ปีถัดไปค่อยดูกันใหม่ 2.ในครอบครัว ถ้าลูกไม่ได้โกนผมไฟ แล้วท้องขึ้นมาอีก ต้องรอจนกว่าจะคลอด และโกนผมไฟพร้อมกัน 3.โกนผมไฟเมื่อไหร่ก็ได้ หรือโกนในวันทำบุญ ไหว้บรรพบุรุษก็ดี 4.ถ้ายังไม่สามารถโกนผมไฟได้ ให้พ่อแม่เก็บรักษาผมเอาไว้ ปล่อยให้ยาว จะมัดจุกหรือถักเปียก็ตามใจ ห้ามโกนทิ้งไปเฉยๆ ถ้ายังไม่ถึงเวลา เพราะตามความเชื่อถือว่าจะเป็นอัปมงคลแก่เด็ก และครอบครัว สิ่งที่ต้องเตรียมการโกนผมไฟ 1.หาฤกษ์ โดยให้พระอาจารย์คำนวณหาวันให้ 2.นิมนต์พระจำนวน 5 รูป หรือ 8 รูป ตามศรัทธา 3.เชิญญาติมิตร 4.จัดหาเครื่องใช้ในพิธีโกนผมไฟ คือ หม้อทะนน 2 ใบ,...

จุดบอบบางของลูก ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ พูดถึงเด็กแรกเกิดแล้ว เรามักจะนึกถึงความบอบบางน่าทะนุถนอม ต้องการการปกป้อง ไปดูกันค่ะว่า จุดบอบบางของลูก มีอะไรบ้างที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้และดูแลให้ถูกวิธี 1. หนังศีรษะ ทารกอายุระหว่าง 2 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน มักจะมีหนังศีรษะลอก ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากเกินไป โดยมีลักษณะเป็นแผ่นสะเก็ดสีเหลืองหรือน้ำตาล และมักจะหายไปเองเมื่ออายุ 6-7 เดือน วิธีดูแล ใช้เบบี้ออยล์นวดศีรษะตรงบริเวณที่มีไขมัน จากนั้นใช้แปรงนุ่มๆ แปรงออกอย่างเบามือ และปิดท้ายด้วยการใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนสระผมออก แล้วจึงเช็ดให้แห้ง 2. เล็บมือ เล็บมือเด็กมักจะยาวไวกว่าของผู้ใหญ่ และคมมาก หากปล่อยไว้อาจจะไปข่วนหน้าตาเป็นแผลได้ วิธีดูแล ควรตัดเล็บให้ลูก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ (เล็บเท้าไม่เป็นไร) และควรเลือกตัดเล็บตอนลูกนอนหลับ ที่สำคัญคือต้องตัดให้เร็ว 3. สายสะดือ โดยทั่วไปสายสะดือจะแห้งและหลุดไปเองภายใน 10-21 วันหลังคลอด การปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติจึงปลอดภัยกว่า ไม่แนะนำให้ดึงสายสะดือเอง วิธีดูแล ควรพิถีพิถันอย่างมาก ต้องให้บริเวณนี้แห้งอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใส่ผ้าอ้อมปิดทับ หลังอาบน้ำเสร็จให้ใช้สำลีซับให้แห้งอย่างเบามือ ตอนที่สายสะดือลูกหลุดออกเองตามธรรมชาติ อาจมีเลือดออกเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติ ให้ใช้สำลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดออก...

เบบี๋หลับสบาย ได้อีก ได้อีก ไม่ว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กที่หลับง่ายหรือยาก วิธีต่อไปนี้จะช่วยให้เขานอนหลับสนิทได้ • ที่นอนอบอุ่นและสบาย ที่นอนซึ่งเหมาะกับเบบี๋แรกเกิดอายุเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไม่ควรกว้างเกินไป ดังนั้นหากคุณใช้เบาะนอนใหญ่ลองเปลี่ยนมาใช้เบาะนอนที่เล็กลงมาจะเหมาะกว่า แต่ถ้ามีเตียงหรือเปลนอนอยู่แล้ว อาจใช้การห่อตัว หรือถุงนอน เพื่อช่วยให้ลูกรู้สึกแนบชิดใกล้เคียงกับอ้อมกอดอุ่นๆ ของคุณ นอกจากนี้อุณหภูมิในห้องไม่ควรร้อนหรือเย็นเกินไป • เห่กล่อมเป็นจังหวะตอนอยู่ในท้องแม่ ลูกจะตื่นตัวเมื่อแม่อยู่นิ่งหรือหยุดพัก และจะสงบลงเมื่อแม่เริ่มขยับตัวหรือลุกขึ้นเดิน แต่เมื่อคลอดแล้ว การเคลื่อนไหวด้วยจังหวะสม่ำเสมอยังคงมีผลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มโยกเบาๆ หรือลูบเนื้อลูบตัวเป็นระยะ ล้วนเป็นที่ชื่นชอบของเบบี๋และนำเข้าสู่ภวังค์อย่างสบาย • เสียงกล่อมดังสม่ำเสมอ ตลอดหลายเดือนในท้องแม่ ลูกน้อยมีเสียงหัวใจ เสียงการทำงานของอวัยวะภายใน และเสียงพูดของแม่เป็นเครื่องขับกล่อมให้หลับ แต่เมื่อคลอดออกมาไม่มีเสียงเหล่านั้นอีกแล้ว การนอนหลับเองจึงอาจกลายเป็นเรื่องยาก วิธีแก้ง่ายๆคือ หาเสียงอื่นที่มีจังหวะหรือดังสม่ำเสมอมากล่อมแทน เช่น เปิดพัดลมให้มีเสียงดังหึ่งๆ เปิดกล่องดนตรี หรือเปิดซีดีที่เลียนแบบเสียงต่างๆในร่างกายของแม่ • ความเงียบสงบ เด็กน้อยจะหลับสนิทเมื่อได้อยู่ในห้องของตัวเอง พวกเขาไม่รำคาญและไม่ตื่นง่ายๆ หรอกตอนคุณเข้าไปในห้อง แต่เหตุที่มักทำเบบี๋เสียเส้นจนต้องตื่น คือการอุ้มเขาขึ้นมาเพียงแค่คุณได้ยินเสียงเขาร้องครางเบาๆ • ทำเป็นกิจวัตร เด็กเกิดใหม่มักนอนหลับหลังกินนมจากขวดหรือเต้าอยู่แล้ว ดังนั้นตารางเวลานอนจึงอาจไม่มีความจำเป็น แต่คุณสามารถฝึกลูกเข้านอนเป็นเวลาตั้งแต่เขาเล็กแค่ไหนก็ได้...

ลูกติดเชื้อในกระแสเลือดอันตราย แต่ป้องกันได้ ติดเชื้อในกระแสเลือดอันตรายไหม ทำไมลูกน้อยต้องติดเชื้อในกระแสเลือด? 1.เด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 7 วัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อระหว่างคลอด ความเสี่ยงได้แก่ การคลอดก่อนกำหนด ตัวอย่างเช่น คุณแม่มีถุงน้ำคร่ำแตกก่อนคลอดเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ถุงน้ำคร่ำที่แตก และเข้าไปในตัวลูกน้อยได้ หรือคุณแม่มีไข้ หรือมีการติดเชื้ออื่นๆ ที่สามารถส่งผลไปถึงลูกน้อยได้ 2.เด็กทารกที่มีอายุ 7 วัน – 3 เดือน การใช้สายสวนหลอดเลือด การทำหัตถการกับเด็กทารก หรือการติดเชื้อเฉพาะที่ และไม่สามารถกำจัดเชื้อนั้นออกไปได้หมด อาจทำให้ลุกลามกลายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยเด็กๆ กลุ่มนี้จะมีอาการป่วยอย่างอื่นมาก่อนแล้ว เช่น มีแผล มีฝีหนอง หรือเป็นไข้ ปอดบวม หรือปอดอักเสบ วิธีสังเกตลูกเมื่อติดเชื้อในกระแสเลือด อาการของการติดเชื้อในกระแสเลือดจะไม่จำเพาะเจาะจง เช่น มีไข้สูง หรือบางคนตัวเย็นกว่าปกติ มีอาการซึมลง เบื่ออาหาร ไม่ยอมดูดนม ท้องอืด อาเจียน หรือหายใจผิดปกติ บางคนหยุดหายใจเป็นพักๆ หรือมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ อาการเหล่านี้ไม่ได้ชี้ชัดว่าลูกติดเชื้อในกระแสเลือด 100% เพื่อความไม่ประมาท คุณพ่อ...