สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

ไขมันทรานส์คืออะไร? กินมากไปป่วย 12 โรคอันตราย!! ตามประกาศห้าม ผลิต จำหน่าย และ นำเข้า ไขมันทรานส์ จากกระทรวงสาธารณสุข ทำให้หลาย ๆ คนตื่นตัวว่า ไขมันทรานส์คืออะไร? ทำไมถึงอันตรายและอันตรายแค่ไหน? มาดูกันค่ะว่า โรคที่เกิดจากการกินอาหารที่มีไขมันทรานส์มีอะไรบ้าง? ไขมันทรานส์คืออะไร? กินมากไปป่วย 12 โรคอันตราย!! ไขมันทรานส์คืออะไร? ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว สามารถพบได้จากในธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์ขึ้น โดยกรดไขมันธรรมชาติ พบได้ในเนื้อสัตว์ (มีไขมันทรานส์อยู่ประมาณ 3-9%) ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว หรือ นมแพะ หรือ นมแกะ (มีไขมันทรานส์อยู่ประมาณ 2-5%) ส่วนไขมันทรานส์ที่เกิดจากการสังเคราะห์ เป็นไขมันที่เกิดจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนในน้ำมัน ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสภาพของเหลวเปลี่ยนเป็นไขมันที่มีสภาพแข็งขึ้นหรือเป็นของกึ่งเหลว พบในอุตสาหกรรมเนยเทียม หรือเนยขาว ซึ่งไขมันดังกล่าวจะหืนช้า และมีอายุการเก็บรักษานานขึ้น ไขมันทรานส์เกิดจากอะไร? จริง ๆ แล้ว ไขมัน เป็น 1...

เมื่อลูกเป็นผื่นแพ้ผิวหนัง เพราะเครื่องซักผ้า มีคุณแม่คนหนึ่ง มีลูกน้อยวัย 3 ขวบ อยู่ๆ ลูกสาวของคุณแม่มีอาการ ผื่นแพ้ผิวหนัง โดยไม่ทราบสาเหตุ ตอนแรกคุณแม่ก็คิดว่าลูกน้อยคงไปเล่นซนที่โรงเรียน แล้วเจอเชื้อโรคจึงทำให้แพ้ เพราะคุณแม่เป็นคนสะอาด และมั่นใจว่าอาการแพ้ คงไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคที่บ้านของตัวเองแน่นอน ผื่นแพ้ผิวหนัง เพราะเครื่องซักผ้า คุณแม่ดูแลเรื่องการรับประทานอาหารของลูกน้อยเป็นอย่างดี จึงไม่น่าจะเกี่ยวกับการแพ้อาหาร ในที่สุดคุณแม่ก็พาลูกน้อยไปหาคุณหมอ คุณหมอก็ให้ยามารักษา ผ่านไปได้ประมาณ 3 วัน คุณแม่เห็นว่าลูกน้อยอาการไม่ดีขึ้น จึงพาลูกกลับไปหาคุณหมออีกครั้ง คุณหมอจึงให้เช็คดูว่าที่บ้าน มีสัตว์เลี้ยง หรือไม่สะอาดหรือเปล่า ลูกถึงมีอาการแพ้ แต่ที่บ้านคุณแม่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ และทำความสะอาดบ้านเองทุกวัน คุณแม่จึงปรึกษากับคุณพ่อว่า สาเหตุอาจจะเพราะลูกมีภูมิคุ้มกันต่ำ จึงทำให้แพ้ง่ายขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ลูกน้อยไม่เคยแพ้เลย คุณพ่อ คุณแม่จึงตัดสินใจทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ และค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เพื่อหาคำตอบ พบว่าให้ทำความสะอาดเครื่องซักผ้า ซึ่งเครื่องซักผ้าที่คุณแม่ใช้นั้น นานเท่ากับอายุของลูก คือ 3 ปี จึงให้ช่างจากบริษัทเครื่องซักผ้าที่ซื้อมา จัดการรื้อเพื่อทำความสะอาด สิ่งที่คุณแม่พบ...

วิธีช่วยลูกน้อยเมื่อมีอาการท้องผูก ส้มนอกจากอร่อยและมีกลิ่นหอมหวานแล้วยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างค่ะ เช่น รักษาโรค ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เป็นผลไม้รสเปรี้ยวชนิดซิตริก มีกรด citric & salicylic ก่อน 6 เดือน ไม่ควรให้ทานน้ำลูกพรุน น้ำส้ม หรือใดๆ นอกจากนมแม่ ถ้าอยากให้อึ ซึ่งวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการนี้ได้เบื้องต้น คือ การนวดท้องนอกจากการให้อาหารและเครื่องดื่มกับลูกน้อยแล้ว  การนวดจะช่วยให้ดีขึ้นเช่นกัน เริ่มด้วยการคลึงเบา ๆ ที่ท้อง วนตามเข็มนาฬิกาและกดเบา ๆ ที่ท้องด้านขวา อย่าลืมสังเกตความรู้สึกเมื่อคุณแม่จับที่ท้องลูก หากท้องลูกของคุณนิ่ม แสดงว่าเขาไม่ได้ท้องผูก  ท้องที่แข็งเป็นสัญญาณบอกว่าลูกน้อยกำลังทรมานกับอาการท้องผูก นอกจากนี้ ให้คุณแม่ ยกข้อเท้าของลูกน้อยและหมุนเช่นเดียวกับการปั่นจักรยาน การออกกำลังกายง่าย ๆ และสนุกสนานเช่นนี้สามารถช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวภายในลำไส้ ทำให้ลำไส้ของเขาคลายตัวลงได้ หลัง 6 เดือนถ้าทานอาหารเสริมแล้วไม่ค่อยอึ ให้น้ำลูกพรุนได้แต่ควรเจือจาง ให้ทานผักใบๆ เช่นผักบุ้ง ตำลึง ผลไม้กากนิ่ม เช่นมะละกอ แก้วมังกร ...

ลูก 1 เดือนท้องผูก ทารกกินน้ำส้ม ได้หรือไม่? ลูก 1 เดือนท้องผูก กินน้ำส้ม ได้หรือไม่? …คำถามนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่มือใหม่หลายคน เนื่องจากลูกน้อยที่กินนมแม่เอง หรือกินนมผง มักมีอาการท้องผูก จึงหาวิธีที่จะช่วยแก้อาการท้องผูกนี้ด้วยการให้ลูกกินน้ำส้มเพื่อหวังว่าจะช่วยในการขับถ่ายได้ แต่แท้จริงแล้วนั้น การให้ ทารกกินน้ำส้มไม่ได้เป็นการช่วยเรื่องระบบขับถ่ายของทารกน้อย แต่อาจเป็นการทำร้ายลูกโดยตรงอีกด้วย ทารกกินน้ำส้ม ได้หรือไม่?   มีหลายบ้านที่คุณย่าคุณยาย ป้อนน้ำส้มให้ทารกวัยไม่ถึง 6 เดือนทาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสมัยก่อน คนโบราณยังไม่มีความรู้ว่าเด็กทารกยังไม่ควรทานอะไรอกจากนมแม่ เพราะเรื่องระบบการทำงานของลำไส้ยังไม่แข็งแรง พอที่จะรับอาหารอื่น สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องผูก เด็กอาจมีอาการท้องผูกได้ทุกช่วงวัยที่พบมากที่สุดคืออายุประมาณ 6 เดือน- 4 ปี ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน และการท้องผูกมักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่น เด็กบางคนถูกฝึกให้ขับถ่ายเร็วเกินไป แต่เขายังไม่พร้อมที่จะขับถ่ายเอง  เด็กไม่ชอบกินผักและผลไม้ และที่พบบ่อยในช่วงวัยอนุบาล คือ เด็กห่วงเล่นและกลั้นอุจจาระเป็นนิสัย แต่ก็ยังมีเด็กอีกส่วนน้อยที่มีอาการท้องผูกจากโรคร้ายแรง อาการท้องผูกที่แท้จริง ทั้งนี้ก็มีหลายบ้านที่ลูกทารกน้อยกินนมแม่แต่ท้องผูก คุณแม่จึงอยากหาตัวช่วยอย่างน้ำส้มเพื่อช่วยบรรเทาอาการลูกน้อย ซึ่งการท้องผูกสำหรับเด็กที่กินนมแม่นั้น การกินนมแม่ล้วน ไม่ถ่าย 2-3 สัปดาห์...

ของเล่นชิ้นแรก…สำหรับลูกน้อย วัยทารกนั้นสามารถมองเห็นและได้ยินเสียงก่อนจะรู้จักหยิบจับหรือลุกขึ้นนั่งได้ แม้ว่ายังมองเห็นสิ่งต่างๆ เป็นเพียงภาพเลือนๆ ไม่ชัดเจนก็ตาม และวัตถุที่มองเห็นนั้นจะต้องอยู่ห่างจากตาลูกไม่เกิน 14 นิ้วเท่านั้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเจ้าตัวน้อยจึงสนใจและจ้องหน้าคุณอยู่ตลอดนั่นเอง แต่พวกเขาจะจำหน้าตาของคุณได้ก็เมื่ออายุ 1 เดือนขึ้นไปแล้วนั่นแหละ นอกจากสนใจภาพหรือสิ่งของที่มีสีตัดกันแล้ว ลูกน้อยวัยนี้ยังพร้อมเรียนรู้ สนใจฟังเสียงเพลงที่มีทำนองช้าๆ กับวัตถุที่เคลื่อนไหวได้เป็นพิเศษ จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะเสริมสร้างพัฒนาการของลูกไปพร้อมๆ กับการเล่นสนุกด้วย แนะนำของเล่นสนุก-เสริมพัฒนาการลูกทารก 1. ซีดีเพลงหรือกล่องดนตรี ดนตรีคือสิ่งสำคัญซึ่งช่วยเสริม-สร้างพัฒนาการที่ดีให้ลูกน้อย เพราะทำให้เพลิดเพลินและรู้สึกสงบ การเลือกดนตรีให้เด็กไม่มีข้อจำกัดตายตัว เพียงแต่ควรเป็นเพลงที่มีจังหวะใกล้เคียงกับจังหวะการเต้นของหัวใจมากที่สุด เพราะเด็กแรกเกิดยังคงเคยชินกับเสียงเต้นของหัวใจแม่ตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องนั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่คุณร้องเองระหว่างเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ กับลูกก็ได้โดยไม่ต้องกังวลกับเสียงของตัวคุณเองเลย 2. กระจกเงา (ของเด็กเล่น) เด็กๆ ชอบและสนุกกับการส่องกระจกโดยไม่รู้เลยว่าเงาที่สะท้อนนั้นคือเงาของตัวเอง กระจกจึงเป็นของเล่นอีกชิ้นที่นำมาแขวนให้เจ้าตัวน้อยดูเล่นเพลินๆ ได้ 3. หนังสือนิทานนุ่มนิ่ม นิทานภาพสำหรับเด็กเล็กไม่จำเป็นต้องมีเรื่องราวมากมาย แต่ควรเน้นภาพประกอบที่มีความชัดเจน สีสันดึงดูดใจ ส่วนเรื่องราว อาจมีเพียงคำบรรยายสั้นๆ และอาศัยการอธิบายจากคุณเสียส่วนใหญ่ เพราะลูกยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจหรืออ่านเองได้ และเมื่อลูกโตขึ้นก็ไม่ต้องกลัวว่าหนังสือเล่มนั้นจะหมดความหมาย เพราะคุณพ่อคุณแม่อาจเล่าเรื่องราวที่แต่งขึ้นเองเสริมเข้าไปอีกได้ รับรองว่านิทานคิดเองสดๆ นี่แหละที่ทำให้เด็กติดใจกันมานักต่อนักแล้ว 4. ของเล่นประเภทมีเสียงต่างๆ กรุ๋งกริ๋งŽ เป็นของเล่นอีกประเภทหนึ่งที่ทำให้เจ้าตัวน้อยเรียนรู้ว่ามือเล็กๆ ของพวกเขาเขย่าและทำให้ของเล่นนั้นเกิดเสียงได้นะ 5. กระดิ่งลมสบายใจ ลองหากระดิ่งลมหรือโมบายล์เล็กๆ ที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งมาแขวนไว้ใกล้ๆ เปล...

วิธีช่วยชีวิตลูก สิ่งแปลกปลอมติดคอ สำลักอาหาร อันตรายจากการสำลักอาหาร สิ่งแปลกปลอมติดคอ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบบ่อยในเด็กเล็ก คุณแม่จึงควรเรียนรู้ วิธีช่วยชีวิตลูกในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อช่วยลูกได้อย่างทันท่วงที สิ่งของชิ้นเล็กๆ อันตราย! ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก เพราะเด็กเล็กๆ ชอบเอาสิ่งต่างๆ เข้าปาก แล้วสำลักลงหลอดลม คุณแม่จึงควรป้องกันโดยการเก็บของชิ้นเล็กๆ ให้พ้นจากการหยิบได้เองของเด็ก เช่น กระดุม เมล็ดถั่ว เมล็ดข้าวโพด ลูกอม ข้าวโพดคั่ว องุ่น ลูกเกด ขนมเยลลี่ ลูกปัด ลูกเต๋า เหรียญ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนของเล่น เศษลูกโป่งที่แตก หรือของใดก็ตามที่ขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของแกนกระดาษชำระ ถือว่ามีความเสี่ยงในการสำลักได้ วิธีสังเกตเมื่อ สิ่งแปลกปลอมติดคอ ลูกน้อย เมื่อลูกมีอาการแสดงว่ากำลังสำลัก จะมีอาการไออย่างมาก เนื่องจากการไอเป็นกลไกการขับสิ่งแปลกปลอมออกจากท่อหลอดลม หากไอออกมาได้สำเร็จ เขาจะหยุดไอและมีอาการเป็นปกติ ในกรณีที่ขับออกไม่สำเร็จ หากสิ่งแปลกปลอมนั้นมีขนาดเล็กอาจลงไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เกิดปัญหาติดเชื้อในปอดตามมา ทำให้มีไข้ ไอเรื้อรัง (เพราะมีเชื้อโรคติดตามสิ่งของนั้นลงไปด้วย) หรือลงไปอุดในท่อหลอดลมขนาดเล็กทำให้เกิดภาวะปอดแฟบหรือปอดแตกตามมา...

เทคนิคเพิ่มน้ำนมแม่ ให้ลูกมีกินได้นานเป็นปี คุณแม่ที่ให้นมลูกต่างก็ต้องการที่จะมีน้ำนมมากพอให้ลูกกินอย่างน้อย 6 เดือน หรือสามารถทำสต็อกน้ำนมแม่ เพื่อเก็บไว้ให้ลูกกินต่อไปได้นานเป็นปี คุณแม่บางคนมีน้ำนมมาก โดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย ในขณะที่คุณแม่จำนวนไม่น้อยเป็นกังวลว่า จะมีน้ำนมเพียงพอให้ลูกกินหรือไม่ จึงพยายามสรรหาสารพัด เทคนิคเพิ่มน้ำนมแม่ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำนมมาก-น้อย ไม่เกี่ยวกับขนาดของเต้านม แต่เกี่ยวกับการดูดนมของลูก และความถี่ในการให้ลูกดูดนมหรือปั๊มนมเป็นหลักค่ะ เทคนิคเพิ่มน้ำนมแม่ ให้ลูกกินนมแม่ ยิ่งนานยิ่งดี เราจึงมี วิธีเพิ่มน้ำนมแม่ ที่จะช่วยทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อยมีความสุขและมีสุขภาพดีจากการกินนมแม่มาฝาก ดังนี้ ลูกดูดบ่อย ให้นมลูกบ่อยเท่าที่ลูกรู้สึกหิว โดยคุณแม่มือใหม่ต้องหัดสังเกตสัญญาณต่างๆ เมื่อลูกหิวจะกำมือและเริ่มอมกำปั้น ดูดมือตัวเอง เวลานี้เองที่คุณแม่ควรนำลูกเข้าเต้า เขาจะไซ้หาเต้า อ้าปากงับนม และดูดนมจนเกลี้ยง ไม่ควรรอจนลูกร้องไห้นะคะ เพราะการร้องไห้เป็นสัญญาณว่าลูกหิวมากแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง และการให้ลูกดูดนมขณะร้องไห้ อาจทำให้เข้าเต้าไม่ถนัด และได้รับน้ำนมไม่เต็มที่ จำไว้เสมอว่า ยิ่งให้ลูกดูดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีน้ำนมเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นค่ะ ลูกดูดถูกวิธี ไม่ใช่ดูดแค่หัวนม แต่คุณแม่ต้องแน่ใจว่าลูกอ้าปากกว้างพอที่จะดูดลึกถึงลานนม จึงจะถูกวิธี หากลูกดูดแค่หัวนม เหงือกของลูกจะไปกดที่หัวนม และลิ้นของลูกก็จะถูไปมาที่บริเวณหัวนม ทำให้หัวนมแตกได้...

การ “อาบน้ำทารกแรกเกิด” ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน สถาบันกุมารแพทย์ชื่อดังเผย! ไม่จำเป็นเลยที่จะต้อง อาบน้ำทารกแรกเกิด ทุกวัน! เพราะกลัวลูก ๆ ไม่สะอาด คุณพ่อคุณแม่ก็เลยจับลูกที่เป็นเด็กทารกแรกเกิดถึงสามเดือนนั้นอาบน้ำกันทุกวัน เผลอ ๆ วันละสองเวลา … แต่ทราบหรือไม่คะว่า ในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นเลยละค่ะ เพราะเด็กทารกนั้น เขาไม่ได้สกปรกอย่างที่พวกเราคิดเลยแม้แต่นิดเดียว ทำไมทารกแรกเกิดไม่จำเป็นต้องอาบน้ำทุกวัน? ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา หรือ American Academy of Pediatrics (AAP) ได้กล่าวถึงความเชื่อเกี่ยวกับการอาบน้ำให้ทารกแรกเกิดทุกวันว่า ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องอาบน้ำให้กับทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก ๆ ทุกวัน ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ไปเล่นสกปรกหรือรับประทานอาหารเลอะเทอะเนื้อตัว มีงานวิจัยมากมายที่ค้นพบว่า ผิวเด็กนั้นเป็นผิวที่บอบบางมากกว่าผิวของผู้ใหญ่ และง่ายต่อการระคายเคืองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งก็สามารถรวมไปถึงน้ำและสบู่ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่า โรคผิวหนังอักเสบนั้น พบมากในช่วงของเด็กวัยทารกแรกเกิดไปจนถึง 5 ปี และมีแนวโน้มว่าพบเด็กป่วยโรคดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การที่ผิวทารกแห้งนั้น ยังถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคผิวหนังต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น ไม่ต้องอาบน้ำแล้วทำความสะอาดได้ไหม? จริงอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาบน้ำให้ลูกเล็ก ๆ ทุกวัน...

วิธีดูว่า ลูกดื้อ เลี้ยงยาก หรือไม่ โบราณว่าให้ดูจากสิ่งนี้ อึ้ง!! จริงหรือเนี่ย แค่ลูกมีอายุได้เพียงแค่ 7 วัน ก็สามารถทราบกันได้แล้วว่าลูกของเรานั้นดื้อและเลี้ยงยากหรือไม่!! พบกับคำทำนายโบราณ ที่บอกเลย ของแบบนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ รู้ไว้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก … ว่าแต่จะต้องดูอย่างไร วันนี้ทีมงานจะขอนำเสนอคำทำนายที่ว่านี้กันค่ะ วิธีสังเกตว่า ลูกดื้อ เลี้ยงยาก หรือไม่ 1.ถ้าที่ยอดอกของทารกเป็นสีแดงเหมือนดอกสัตตบุษย์ ดอกตะแบกช้ำ หรือสีควันเทียน ขนาดโตเท่าใบพุทรา ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งนี้ทายว่าทารกนั้นจะเลี้ยงยาก ถ้าเห็นสีเหมือนหม้อใหม่จะทายว่าทารกนั้นเลี้ยงง่ายพอปานกลาง ถ้าเป็นสีเหมือนหม้อใหม่อ่อน ๆ ทายว่าทารกนั้นจะเลี้ยงง่ายนัก ในที่นี้หมายถึงหม้อดินที่มีสีเนื้ออมชมพู แสดงถึงระบบการหายใจที่ได้รับออกซิเจนดี ถ้าเป็นสีดอกตะแบกออกม่วง ๆ แสดงว่ามีออกซิเจนอยู่ในเลือดน้อย 2.ถ้าทารกที่คลอดจากครรภ์มารดาได้ 3 วัน ให้ดูจากสะดือมาถึงยอดอก ถ้าเห็นเป็นแผ่นเท่าใบพุทราหรือใบมะขาม ควรระวังลมที่มีชื่อว่า สุนทรวาต ในอีก 21 วันข้างหน้า หากแก้รอดมาได้ก็จะมีโรคได้ต่าง ๆ ถ้าจะแก้ให้ด้วยยาทุเลา...

“ธาลัสซีเมีย” ตรวจได้ ตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ ธาลัสซีเมีย คือ โรคซีดชนิดหนึ่งที่เป็นกันในครอบครัว หรือโรคทางพันธุกรรม มีการสร้างสารฮีโมโกลบิน หรือสารสีแดงในเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติ และแตกง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง ผู้ที่เป็นโรคนี้ได้รับยีนที่ควบคุมการสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติมาจากทั้งพ่อและแม่ เป็นพาหะของโรค ต่างจากเป็นโรคอย่างไร ผู้ที่เป็นพาหะคือผู้ที่มียีนผิดปกติเพียงยีนเดียว ยีนอีกเส้นที่อยู่คู่กันนั้นปกติ สามารถถ่ายทอดยีนเส้นที่ผิดปกติ หรือเส้นที่ปกติไปให้ลูก ในขณะที่ผู้ที่เป็นโรคจะมียีนที่ผิดปกติทั้ง 2 เส้นและจะถ่ายทอดยีนผิดปกตินั้นไปให้ลูก โรคธาลัสซีเมีย พบมากเพียงใด เป็นโรคที่พบได้ทั่วโลก แต่ละประเทศพบจำนวนและชนิดของผู้ที่เป็นโรคนี้แตกต่างกัน ในประเทศไทยโดยเฉลี่ยพบผู้ที่เป็นพาหะประมาณร้อยละ 30 – 45 และผู้ที่เป็นโรคร้อยละ 1 หรือประมาณ 6 แสนคน อาการของโรค โรคธาลัสซีเมียแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ แอลฟ่า และเบต้า ธาลัสซีเมีย แต่ละพวกยังจำแนกออกเป็นหลายชนิด อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถแบ่งอย่างง่าย ๆ เป็น 3 กลุ่ม...