สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

เรื่องที่พ่อแม่ควรระวัง เวลาดุเจ้าตัวเล็ก การดุลูก เมื่อลูกทำผิด ถ้าใครมีลูกจะรู้เลยว่าการดุลูกเป็นเรื่องปกติวิสัยของคุณพ่อคุณแม่มากกกกก   บ้านไหนสังคมใดก็ต้องทำ เพราะเป็นการเตือนลูก สอนลูกให้อยู่ในทางที่ควรเป็น แต่การดุลูกไม่ใช่การดุเพื่อความสะใจของคนเป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือทำไปเพราะอยากระบายอารมณ์ความคับแค้นใดๆ เราต้องดุลูกด้วยความรักความเมตตาไม่เหมารวมว่าสิ่งที่ลูกทำ เป็นนิสัยเสียไปทั้งหมด เช่น เมื่อลูกไปแกล้งเพื่อนข้างบ้าน อย่าดุลูกในลักษณะที่ว่า ลูกไม่ได้เรื่องอะไรเลยซักเรื่อง วัน ๆ หาแต่เรื่องมาให้ อะไรทำนองนี้ ปิดปากเราไปเลย แต่ควรดุลูกและสอนเค้าพร้อมอธิบายเหตุผลแบบจริงจังว่า แกล้งเพื่อนไม่ดียังไง เพื่อนเจ็บเห็นไหม แล้วถ้าลูกโดนทำแบบนี้บ้างลูกจะเจ็บและโกรธเหมือนกัน คือดุให้ลูกเห็นถึงผลลัพท์ที่ลูกทำลงไป ว่าให้ผลเสียอะไรกับตัวเค้าบ้าง และการดุทุกครั้งต้องดุโดยให้ลูกรู้ว่า คุณพ่อคุณแม่ดุเค้าเรื่องอะไรอยู่ คุณพ่อคุณแม่บางท่านโวยวายใหญ่โตกับลูก โดยที่ลูกยังทำหน้างง ๆ อยู่เลยว่าเค้าทำผิดจนต้องถูกดุเรื่องอะไร เพราะอย่างนี้คุณพ่อคุณแม่จำเป็นมากที่ต้องพูดและดุให้เข้าใจ บอกให้ชัดเจนไปเลยว่า ที่พ่อแม่ดุ ดุเพราะอะไร เรื่องไหนที่ลูกทำผิดจนต้องถูกดุ และบอกลูกไปเลยว่า คราวหลังลูกต้องทำตัวแบบไหน ปรับพฤติกรรมอย่างไรเพื่อไม่ให้โดนดุแบบนี้อีก “เด็กน้อยวัยนี้หลายคนมีอารมณ์อ่อนไหว ไวต่อความรู้สึกเมื่อโดนดุมากๆ บางคนสิ้นหวังในชีวิตไปเลย ถึงแม้เค้ายังเล็กเค้าก็ไม่ควรได้รับการดุด่ามากเกินไปจนทำร้ายจิตใจ ซึ่งอาจส่งผลให้เค้าเป็นเด็กขาดความมั่นใจในอนาคต” อย่าโมโหจนขาดสติกับลูก และสอนลูกด้วยวิธีและคำพูดประชดประชัน ต้องสอนเค้าด้วยความรักและความเข้าใจ ยิ่งอยู่ในช่วงวัยที่กำลังซนเป็นอย่างยิ่ง...

10 สัญญาณที่บอกคุณว่า”ลูกเป็นเด็กนิสัยเสีย” 10 สัญญาณที่บอกคุณว่า”ลูกเป็นเด็กนิสัยเสีย” 1. ร้องไห้อาละวาดบ่อย ๆ: ร้องไห้ไปเสียทุกเรื่องไม่ว่าจะเรื่องไหน หรืออยู่ที่ไหน ในบ้านก็ร้อง นอกบ้านก็ร้อง อาละวาดซะทุกทีจนพ่อแม่รับมือไม่ไหวเลยค่ะ 2. ไม่พอใจในของตัวเอง: ไม่ว่าจะเห็นใครมีอะไรก็อยากได้ไปซะหมด ไม่พอใจในของตัวเองเลยสักอย่างเดียว 3. ไม่ช่วยทำงานบ้าน ไม่เก็บของเล่นของตัวเอง: เด็กตั้งแต่วัยขวบครึ่งขึ้นไปรู้จักเก็บของเล่นตัวเอง รู้จักการทิ้งขยะ ได้แล้ว เมื่อเข้า 2 ขวบจะอยากช่วยคุณแม่ทำงานบ้านง่าย ๆ เช่น เช็ดโต๊ะ เป็นต้น 4. ต้องการควบคุมผู้ใหญ่: ต้องการเรียกร้องให้พ่อแม่ทำตามไปเสียทุกสิ่ง ไม่แยกแยะว่าเป็นเรื่องอะไร แค่ต้องการให้พ่อแม่ทำตามเท่านั้น 5. ชอบทำให้คุณอายในที่สาธารณะ: เช่น กรี๊ดร้องในสิ่งที่ต้องการ ลงไปดิ้นกับพื้นเมื่อไม่ได้ดังใจ เด็กบางคนร้องจนอาเจียนก็มีค่ะ 6. หวงของ ไม่รู้จักแบ่งปัน: เด็กอายุตั้งแต่ ขวบครึ่งเป็นต้นไปจะรู้จักหวงสิ่งของมาก จนกว่าอายุจะ 4 ขวบถึงจะรู้จักแบ่งปันค่ะ 7. ต้องให้ขอร้องก่อนถึงจะทำ: เมื่อคุณต้องการความร่วมมือของลูก คุณจะต้องขอร้องลูกบ่อย ๆ เพื่อให้ลูกร่วมมือด้วย และเชื่อฟังคุณ เพื่องานของคุณจะได้เสร็จไปอย่างเร็วไว ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าลูกของคุณเริ่มควบคุมคุณได้แล้วค่ะ 8. เขาไม่สนใจคุณ: เด็กจะไม่ชอบเวลาที่คุณพูดว่า ไม่ได้ ไม่ดี...

5 ของใช้ธรรมดาในบ้าน แต่อาจเป็นยาพิษของลูกได้ ถ้าคุณมองข้าม! 5 ของใช้ธรรมดาในบ้าน แต่อาจเป็นยาพิษของลูกได้ ถ้าคุณมองข้าม! 1. ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ในรายงานพบว่าเด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลมากถึง 1,558 ราย ด้วยภาชนะที่ใส่สีสันสดใส มีแบบทั้งน้ำ และ แบบผง และมักวางอยู่ในที่ไม่สูงมากนักของบ้าน จึงเป็นที่ล่อตาล่อใจของเด็ก ๆ ในบ้าน เด็กส่วนมากนำมาผสมน้ำ สัมผัสเล่น และ เด็กบางคนเอามากินจนมีอาการลำลัก อาเจียนอย่างรุนแรง หายใจลำบาก กระจกตาอักเสบ ซึม เด็กบางคนมีอาการโคม่า จนต้องนำส่งโรงพยาบาล ดังนั้นทางที่ดีคุณแม่ควรเก็บผงซักฟอกให้พ้นมือเด็ก หรือเก็บไว้ในตู้ที่สูงเด็กหยิบไม่ถึงเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ 2. นิโคติน นิโคตินไม่ได้มาในรูปแบบบุหรี่อย่างเดียว อาจจะมาในรูปแบบขนม หมากฝรั่ง ยาเส้น ยานัตถุ์ ชาวต่างชาตินิยมใช้กันมาก นิโคตินเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง ซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ถ้าเกิดนำสิ่งเหล่านี้มาวางไว้ให้เด็กเห็น เด็กอาจจะหยิบไปกิน หรือ สูบได้ สารชนิดนี้เมื่อเด็กได้รับเข้าสู่ร่างกายนาน...

7 ปัญหาการให้นมแม่ ที่แม่ให้นมลูกต้องเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหา นมแม่ คือ อาหารหลักของทารกแรกคลอดจนถึง 6 เดือน โดยไม่ต้องให้อาหารอื่นใดแก่ทารก หลังคลอดน้ำนมแม่อาจจะไม่ได้มาทันที จำเป็นต้องให้ทารกน้อยดูดกระตุ้นหลังคอลด ซึ่งทางโรงพยาบาลจะนำลูกน้อยมาดูดกระตุ้นให้ทุกชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่นมแม่จะมาหลังจากคลอดประมาณวันที่ 3 ซึ่งคุณแม่แต่ละคนจะมาเร็วหรือช้าแตกต่างกันและจะมีน้ำนมสีเหลือง ๆ ข้น ๆ ไหลออกมาก่อน นมชนิดนี้เรียกว่า น้ำนมเหลือง (colostrum) เป็นหัวน้ำนมซึ่งมีสารอาหารจำพวกโปรตีนที่สร้างภูมิต้านทานต่อต้านเชื้อโรค(antibody) หลังจากนั้นน้ำนมปกติก็จะไหลมาทดแทน การให้นมแม่มักจะเกิดปัญหาได้หลากหลาย แต่ไม่ได้ทำให้คุณแม่ท้อแท้ใจในการให้นมลูกใช่ไหมคะ  มาดูกันว่าสารพันปัญหาการให้นมแม่และวิธีการแก้ไขนั้นมีอะไรบ้าง ติดตามอ่านค่ะ 7 ปัญหาการให้นมแม่ ที่แม่ให้นมลูกต้องเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหา 1.ลูกไม่ยอมดูดเต้า ปัญหาโลกแตกที่อาจเกิดขึ้นได้  คำถามแรกคือ ลูกเคยดูดนมขวดหรือไม่ ถ้าเคย อาจเกิดจากการติดขวด เพราะดูดเร็ว ดูดง่าย สิ่งสำคัญในช่วง 3 – 4 สัปดาห์แรกหลังคลอดไม่ควรให้ทารกดูดนมจากขวด เพราะจะทำให้เค้าเกิดการติดขวดจนไม่ยอมดูดเต้าของแม่ เพราะไม่ทันใจก็เป็นได้ หรือบางทีดูดนมแม่แล้วแต่ไม่มีน้ำนม แบบนี้ต้องหมั่นให้ลูกน้อยดูดกระตุ้นทุก...

9 เดือนในท้องแม่ พัฒนาการของลูก เป็นอย่างไรบ้าง หลังการปฏิสนธิแล้ว พัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูกในครรภ์คุณแม่เป็นไปอย่างไรบ้างใน 9 เดือน ที่อยู่ในท้องของคุณแม่ ดูได้ดังนี้ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 1 เริ่มต้นจากไข่ได้ผสมกับอสุจิ และเคลื่อนตัวไปยังโพรงมดลูก ในขณะที่เคลื่อนตัวไปนี้ ตัวอ่อนก็จะค่อย ๆ แบ่งเซลล์ไปเรื่อย ๆ จนไปฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก เมื่อฝังตัวอย่างแน่นหนาแล้วการปฏิสนธิจึงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 2 จะเห็นทารกเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จะเห็นว่าส่วนหัวใหญ่กกว่าส่วนตัวมาก และจะเห็นแขนขาของทารกงอก ออกมาแล้วค่ะ ถ้าอัลตร้าซาวด์ดูจะเห็นหัวใจเต้นชัดเจนค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 3 เริ่มเห็นหน้าตาของทารกชัดเจน แต่ดวงตายังปิดอยู่ กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่ แขนและขายืดยาวออกไปแล้ว ลูกเริ่มดูดนิ้ว กลืนน้ำคล่ำได้แล้ว และลูกดิ้นได้แล้วแต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะลูกยังตัวเล็กอยู่มากค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 4 ไตของลูกทำงานได้แล้ว กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายแข็งแรงขึ้นและดิ้นแรงขึ้นแต่คุณแม่ท้องแรกอาจยังไม่รู้สึกถึงการดิ้น ลูกเริ่มมีขนปกคลุมร่างกาย และเริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้จากเดือนนี้ค่ะ เริ่มเห็นอวัยวะเพศของลูกชัดเจนได้ตั้งแต่เดือนนี้ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 5 ช่วงเดือนนี้คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของลูกแข็งแรงมาก ช่วงนี้ลูกจะเริ่มเติบโตเร็วมาก ๆ...

การเลือกอาหารให้เหมาะสมกับวัย(แรกเกิด-1ขวบ) อาหารเป็นแหล่งรวบรวมสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย และบำรุงสมอง ทารกแรกเกิด-6 เดือน ควรได้รับน้ำนมจากมารดามากที่สุด เพราะนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก หากเป็นไปได้คุณแม่ควรให้นมแก่ลูกน้อยไปจนครบขวบปีหรือมากกว่าถือเป็นเรื่องดี และถ้าให้ควบคู่กับอาหารสำหรับเด็กตามวัยอย่างเหมาะสมแล้ว เด็กจะมีสุขภาพที่เติบโตสมวัยและมีภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากน้ำนมแม่อีกด้วย เมื่อทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่ควรเริ่มให้ทานอาหารเสริมเพื่อให้เด็กได้ปรับตัวจากน้ำนมแม่เป็นอาหารเสริม รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดจากอาหารเสริม อาทิ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี วิตามินเอ ไอโอดีน เป็นต้น เพื่อให้ลูกน้อยเจริญเติบโตสมวัย หากให้อาหารเสริมกับลูกช้าเกินไปลูกอาจจะปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารสำหรับคนโตได้ การให้อาหารตามวัยสำหรับทารกที่มีคุณภาพและปริมาณเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพของทารก ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายและสติปัญญาในระยะยาวได้ ปัญหาหนึ่งสำหรับการจัดอาหารสำหรับทารก คือ ภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อที่ผิด และความไม่รู้ของบุคคลในครอบครัว ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง อย่างนมผงสำหรับเด็กที่มีราคาสูงทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถซื้อได้ จึงตัดสินใจผสมนมข้นหวานกับน้ำสะอาดให้เด็กดื่มแทน สารอาหารจากนมผงสำหรับเด็กและนมข้นหวานผสมน้ำสะอาดก็แตกต่างกันมากแล้ว ปริมาณน้ำตาลก็แตกต่างเช่นกัน การจัดเมนูอาหารสำหรับทารกให้เหมาะสมกับวัย ยกตัวอย่างคือ เด็กช่วงอายุ 6-8 เดือน เป็นช่วงที่ต้องให้ลูกได้ฝึกการบดเคี้ยว อาหารที่จัดให้ลูกได้ทานต้องมีความเหลวใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ แต่ยังสามารถบดเคี้ยวได้บ้าง เช่น ข้าวบดต้มกับไข่แดงและตำลึง เด็กช่วงอายุ 9-11 เดือน อาหารที่จัดเตรียมเริ่มมีลักษณะคล้ายข้าวต้มหรือบดหยาบ...

“ธาตุเหล็ก” สารอาหารมหัศจรรย์ เสริมพัฒนาการการเจริญเติบโตและการสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อย คุณแม่รู้หรือไม่ว่า ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกาย เพราะเด็กต้องการสารอาหารสูงมาก กว่าผู้ใหญ่ ถึง 5 เท่า เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและเป็นพลังงานในการเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน ธาตุเหล็กเป็นสาร อาหารที่จำเป็นต่อสมองและระบบประสาท ธาตุเหล็กช่วยการเรียนรู้ ความจำและสมาธิของลูก ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่เด็กต้องการ แล้วลูกๆ ของคุณได้รับธาตุเหล็กเพียงพอหรือไม่ ทราบหรือไม่ว่า ธาตุเหล็กเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ร่างกายของเรานำไปสร้างฮีโมโกลบิน และ ฮีโมโกลบินก็เป็นส่วนประกอบ สำคัญที่อยู่ในเซลล์เม็ดเลือดแดงของเรา มีหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย  ธาตุเหล็กจำเป็นสำหรับการทำงานของระบบสมอง เช่น การเล่น การเดิน การนอน ด้านอารมณ์ มีสมาธิและช่วยในการเรียนรู้ของลูกน้อยให้เติบโตสมวัย ธาตุเหล็กมีหน้าที่ในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์แข็งแรง ช่วยป้องกัน โรคโลหิตจาง และยังช่วยสร้างพลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมของลูกในชีวิตประจำวัน ธาตุเหล็กช่วยบำรุงรักษาระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง จึงช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อโรคต่าง ๆ รอบตัว แล้วลูก ๆ ของคุณได้รับธาตุเหล็กเพียงพอหรือไม่ เด็กควรได้รับธาตุเหล็ก 9.3 มก. ต่อวัน...

น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ของเด็กวัย 1-24 เดือน ลูกของเราอายุเท่านี้ น้ำหนักและส่วนสูงของลูกควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ คงเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายคนอยากรู้กันใช่ไหมคะ? คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านมักสงสัยในเรื่องนี้กัน เพราะอยากรู้ว่าลูกเราตัวเล็กไปหรือตัวอ้วนไปไหมเมื่อเปรียบเทียบกับเด็ก ๆ รุ่นเดียวกัน เพื่อคลายข้อสงสัยในเรื่องนี้ เรามาดูตารางแสดงน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กตามช่วงอายุ 1-24 เดือน คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าตอนนี้ ลูกของเราน้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากตารางด้านล่างนี้ค่ะ น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐานของเด็กตามช่วงอายุ 1 – 24 เดือน อายุ น้ำหนักชาย(กก.) น้ำหนักหญิง(กก.) ส่วนสูงชาย(ซม.) ส่วนสูงหญิง(ซม.) 1 3.5-5 3-4.5 50-57 49-57 2 4-6 4-5.5 53-60 51-60 3 4.5-6.5 4.2-6 55-63 53-63 4 5-7.5 4.5-7 57-66 55-66 5 5.5-8 5-7.8 59-68 58-68 6 6-9 5.5-8.5 61-70 59-71 7 7-10 6-9.5 63-73 61-73 8 7.5-10.5 6.5-10 65-75 63-74 9 7.5-11 6.8-10.3 66-76 64-76 10 8-11 7-10.7 68-78 65-78 11 8-11.5 7.2-11 69-80 66-79 12 8.2-11 7.5-11.5 70-81 67-81 13 8.5-12.2 7.7-11.7 71-83 68-82 14 836-12.5 8.12 72-84 69-73 15 8.7-13 8.12.3 73-85 70-84 16 8.7-13.2 8.2-12.5 74-87 71-85 17 9-13.5 8.4-12.7 75-88 72-86 18 9.2-13.8 8.5-13 76-89 73-87 19 9.3-14 8.7-13.5 78-90 74-88 20 9.5-14.5 8.8-13.6 78-91 75-89 21 9.5-14.7 8.8-14 78-92 76-90 22 9.5-14.7 8.8-14. 79-92 76-91 23 9.7-15 9-14.2 80-92 77-91 24 10-15.2 9.2-14.5 81-93 78-92 ตารางดังกล่าวด้านบน เป็นตารางน้ำหนักและส่วนสูงของเด็กตั้งแต่อายุ 1 เดือนไปจนถึง 2 ขวบ ถ้าน้ำหนักและส่วนสูงของลูกไม่เป็นไปตามนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรดูว่าลูกอยู่ในเกณฑ์ไหน.. มากกว่าเกณฑ์หรือต่ำกว่าเกณฑ์ ถ้ามากว่าเกณฑ์แสดงว่าคุณให้กินอาหารที่มีไขมันมากไปหรือไม่ หรือถ้าต่ำกว่าเกณฑ์เป็นเพราะลูกขาดสารอาหารหรือไม่ ต้องทานอาหารเสริมแบบไหนถึงจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเอาน้ำหนักและส่วนสูงไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น แต่ควรดูช่วงอายุพร้อมเกณฑ์น้ำหนักและส่วนสูงตามตารางด้านบนจะดีกว่าค่ะ   Homeสวัสดีครับ พี่น้องชาวไทย ร้านโน๊ตบุ๊คทูเดย์ ยินดีต้อนรับ วันนี้มีโน้ตบุ๊คมือสองที่คัดมาแล้วทุกตัวเน้นเ...

น้ำนมใส มีประโยชน์คุณแม่อย่าบีบทิ้ง!! น้ำนมใส มีประโยชน์คุณแม่อย่าบีบทิ้ง!! คุณแม่ที่ให้นมลูกเอง บางท่านอาจเคยพบปัญหาน้ำนมของตัวเองใส ไม่เข้มข้นเหมือนเคย เพราะทิ้งช่วงในการให้ลูกดูด หรือปั๊มนมนานเกินไป  บางท่านเมื่อเจอน้ำนมใส ก็บีบทิ้ง เพาะกลัวว่าน้ำนมใสนั้น เป็นน้ำนมที่ผิดปกติ ไม่มีประโยชน์ ลูกไม่ควรรับประทาน แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำนมแม่นั้น ประกอบไปด้วยน้ำนม 2 ส่วนค่ะ คือ น้ำนมส่วนหน้า(น้ำนมใส) และ น้ำนมส่วนหลัง น้ำนมส่วนหน้า(น้ำนมใส) น้ำนมส่วนหน้า(น้ำนมใส) จะมีลักษณะสีขาวใส เพราะประกอบไปด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ และมีน้ำตาลแลคโตสอยู่มาก น้ำนมส่วนนี้ยังคงมีภูมิคุ้มกันของแม่อยู่ปกติ เมื่อลูกได้รับประทานจะช่วยดับกระหายให้ลูกได้ พร้อมทั้งให้พลังงาน และช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ทำให้ลูกขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ดังนั้น น้ำนมใสที่คุณแม่เห็น จึงไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด ไม่ควรบีบทิ้ง ควรให้ลูกได้ดูดเหมือนเดิม แต่ควรจะให้ลูกดูดถึงน้ำนมส่วนหลังด้วย หรือหมายถึงว่า ควรให้ลูกดูดจนเกลี้ยงเต้านั่นเอง และถ้าหากเป็นการปั๊ม ก็ควรจะปั๊มให้เกลี้ยงเต้าด้วยเช่นกัน น้ำนมส่วนหลัง น้ำนมส่วนหลัง จะมีสีค่อนไปทางเหลือง และมีลักษณะที่ข้นมากกว่าน้ำนมส่วนหน้า เพราะในน้ำนมส่วนหลังจะประกอบไปด้วยไขมันที่มีประโยชน์ โปรตีน และสารอาหารอื่นๆที่จำเป็นต่อลูก และยังคงมีภูมิคุ้มกันตามปกติเช่นกัน  น้ำนมส่วนหลังนี้จะช่วยทำให้ลูกอิ่มท้อง และมีน้ำหนักตัวดี ทำให้เด็กไม่ถ่ายบ่อย ดังนั้นน้ำนมใสที่คุณแม่พบไม่ใช่น้ำนมที่ไม่มีประโยชน์นะคะ...

นมแม่ จะไหลมาเทมา ถ้าทำถูกวิธี ไม่ต้องเสียตังซักบาทกับนมผง^^ คุณแม่บางคนคลอดลูกมาก็โชคดีเพราะมีน้ำนมเยอะมากเลย บางคนคลอดมาได้เป็นอาทิตย์น้ำนมจะมาแต่ละหยดก็ยากแสนยาก ลูกก็ร้องหิว จะกินนม ทำให้คุณแม่เกิดควาามท้อแท้เหลือเกินกับการให้นมลูก ต้องอัดนมผงเสริมไปก่อนเพื่อลดความหิวของลูกและรอให้น้ำนมไหลมาเทมาจนพอกับความต้องการของลูก อยากให้คุณแม่ทุกคนพยายามกันก่อนค่ะ เพราะในนมผงซื้อหาง่ายก็จริงแต่ก็มีข้อเสียหลายอย่าง ดังนี้ค่ะ 1. ในนมผงทุกยี่ห้อมีความเสี่ยง เพราะเราไม่รู้ขั้นตอนการผลิตที่แน่นอน สารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในนมผง เรื่องความสะอาดต่าง ๆ ที่ต้องระวัง 2. เด็กบางคนกินนมผงป่วยบ่อยกว่าเด็กที่กินนมแม่ เพราะในนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นมากกว่าในนมผงนั่นเอง 3. ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เด็กบางคนกินจุ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการซื้อนมผงต่อเดือน อยู่ที่ 3,000-5,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว 4. เด็กที่กินนมผง จะมีอาการแพ้ง่าย และมีโอกาสเป็นโรคต่าง ๆ มากกว่าเด็กที่กินนมแม่ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันสูง  โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด 5. วุ่นวายกับการหาอุปกรณ์การให้นม และ เสียเวลาในการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อถึงเวลาจะออกนอกบ้านก็จะต้องเตรียมและพกอุปกรณ์ต่าง...