วิธีช่วยลูกน้อยเมื่อมีอาการท้องผูก

วิธีช่วยลูกน้อยเมื่อมีอาการท้องผูก

วิธีช่วยลูกน้อยเมื่อมีอาการท้องผูก

Image result for รูปเด็กท้องผูก

ส้มนอกจากอร่อยและมีกลิ่นหอมหวานแล้วยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างค่ะ เช่น รักษาโรค ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เป็นผลไม้รสเปรี้ยวชนิดซิตริก มีกรด citric & salicylic ก่อน 6 เดือน ไม่ควรให้ทานน้ำลูกพรุน น้ำส้ม หรือใดๆ นอกจากนมแม่
ถ้าอยากให้อึ ซึ่งวิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการนี้ได้เบื้องต้น คือ

  • การนวดท้องนอกจากการให้อาหารและเครื่องดื่มกับลูกน้อยแล้ว  การนวดจะช่วยให้ดีขึ้นเช่นกัน เริ่มด้วยการคลึงเบา ๆ ที่ท้อง วนตามเข็มนาฬิกาและกดเบา ๆ ที่ท้องด้านขวา อย่าลืมสังเกตความรู้สึกเมื่อคุณแม่จับที่ท้องลูก หากท้องลูกของคุณนิ่ม แสดงว่าเขาไม่ได้ท้องผูก  ท้องที่แข็งเป็นสัญญาณบอกว่าลูกน้อยกำลังทรมานกับอาการท้องผูก นอกจากนี้ ให้คุณแม่ ยกข้อเท้าของลูกน้อยและหมุนเช่นเดียวกับการปั่นจักรยาน การออกกำลังกายง่าย ๆ และสนุกสนานเช่นนี้สามารถช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวภายในลำไส้ ทำให้ลำไส้ของเขาคลายตัวลงได้
  • หลัง 6 เดือนถ้าทานอาหารเสริมแล้วไม่ค่อยอึ ให้น้ำลูกพรุนได้แต่ควรเจือจาง ให้ทานผักใบๆ เช่นผักบุ้ง ตำลึง
    ผลไม้กากนิ่ม เช่นมะละกอ แก้วมังกร
    • ส่วนมากแล้วคุณแม่จะเริ่มให้อาหารเสริมกับลูกในวัย 6 เดือน อาหารเสริมที่ให้ลูกเป็นครั้งแรกนั้น มักจะเป็นน้ำส้มคั้น  คุณแม่จำนวนไม่น้อยใช้วิธีคั้นน้ำส้มใส่ขวดนมให้ลูกดูดเหมือนเวลาให้นมกับเค้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรเริ่มให้ในปริมาณน้อย ๆ เพียงแค่ 1-2 ช้อนชาก่อน หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณทีละน้อย เมื่อลูกคุ้นกับน้ำส้มแล้ว ค่อยเปลี่ยนไปให้น้ำผลไม้หรือน้ำผักชนิดอื่น ๆ หรือเพิ่มกล้วยน้ำว้าสุกครูด ข้าวบด หรือข้าวบดผสมไข่แดง ฟักทองนึ่ง
    • สำหรับเด็กโตประมาณ 2-3 ขวบ ต้องฝึกลูกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา ควรฝึกให้นั่งถ่ายอุจจาระหลังอาหารทุกมื้อ ครั้งละอย่างน้อย 10-15 นาที และถ้าทำได้สำเร็จต้องให้คำชมเชย

    ข้อห้ามไม่ควรทำเมื่อลูกท้องผูก!!!

    • การเจือจางนม เพราะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง อาจทำให้ลูกได้นมที่มีแคลอรีต่ำ และน้ำหนักตัวจะไม่ขึ้นด้วย คุณแม่อาจต้องลองเปลี่ยนนมเป็นสูตรที่ทำให้อุจจาระใกล้เคียงนมแม่ ซึ่งนมบางชนิดผสมเส้นใยลงในนม แต่ใช้ได้กับเด็กโตเท่านั้น
    • อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรัง ถ้าคุณแม่สังเกตเห็นลูกมีอาการท้องผูกและเริ่มที่จะเป็นเรื้อรัง ควรรีบพาลูกมาพบแพทย์ทันที เพราะถ้าปล่อยอาการนี้ไว้นาน ลำไส้จะถูกยืดจนกล้ามเนื้อของลำไส้ยืดมากจนไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งการแก้ไขนี้ต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติ
    • ไม่ควรฝึกขับถ่ายเร็วเกินไป ถ้าลูกยังไม่พร้อมคุณแม่ไม่ควรฝึกขับถ่ายลูก และไม่ควรฝึกขับถ่ายก่อนอายุ 1 ขวบครึ่ง เพราะจะทำให้เด็กต่อต้าน และเกิดการกลั้นอุจจาระได้
    • ส้ม เป็นผลไม้ตระกูล Citrus มีคุณค่าทางอาหารสูง ประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น ให้วิตามินซีสูง แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 โพแทสเซียม แคลเซียม ใยอาหาร ฟอสฟอรัส เหล็ก ซึ่งส้มแต่ละชนิดจะให้คุณค่าทางสารอาหารไม่ต่างกันมากนักน้ำส้มคั้นสดดื่มทุกวันเป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก ได้แก่
      1. เสริมสร้างกระดูก น้ำส้มสามารถให้แคลเซียม และวิตามินดีแก่ร่างกายได้ดีพอๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก
      2. คอลลาเจนในน้ำส้มช่วยซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และยังช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็วและแผลเรียบเนียนขึ้น
      3. ช่วยรักษาโรคหัวใจ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งอองตาริโอตะค้นพบ สารอาหารในน้ำส้มจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี เพิ่มคอเลสเตอรอลส่วนดี  ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบได้ แล้วในน้ำส้มมีโพแทสเซียมสูง ช่วยลดความเป็นความดันโลหิตสูงและเส้นเลือดในสมองอุดตันได้ดี
      4. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ผลในการวิจัยบอกว่าในเวลาที่เราคั้นน้ำส้ม เรามักจะผ่าส้มออกเป็นสองซีก แล้วคั้นจะมีรสชาติของเปลือกออกมาด้วย  รสชาติที่ได้จากเปลือกส้มจะมีสาร ไลมอนอยด์ สามารถต้านมะเร็งในช่องปาก คอ ปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ ผิวหนัง ตับ และเต้านม เป็นต้น
      5. ป้องกันโรคนิ่ว จากผลงานวิจัย ได้ศึกษาผลการดื่มน้ำส้มป้องกันการเกิดนิ่วในไต การดื่มน้ำส้มคั้นจะเพิ่มประมาณของสารซิเตรต ในน้ำปัสสาวะมีความเป็นกรดลดลง ลดการตกผลึกของกรดยูริก และแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งเป็นส่วนจะทำให้เกิดก้อนนิ่วจึงลดการเสี่ยงในการเกิดโรคนิ่วในไตได้

      ข้อเสียของส้ม!

      มีจากการวิจัยฤทธิ์กรดของน้ำส้มคั้น ทำให้ฟันสึกหรอลงได้ เพราะทำให้เคลือบฟันเสียความแข็งแกร่งลง 84% นอกจากนี้การศึกษาทางการแพทย์ ของทีมวิจัยของเภสัชกรในอังกฤษ พบว่าสารในเปลือกส้มมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะในเปลือกส้มเขียวหวานจะมีฤทธิ์ช่วยต้านทานมะเร็งบางอย่างได้ โดยสาร “ซาลเวสตรอล คิว 40” ในเปลือกส้มเขียว-หวาน สามารถทำลายเซลล์ มะเร็งที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ “พี 450 ซีวายพี 1 บี 1” ลงได้ ซึ่งการค้นพบ ในครั้งนี้อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการบำบัดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งทรวงอก ปอด ต่อมลูกหมาก และรังไข่ ได้ต่อไปในอนาคต

      ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ อเมริกากล่าวเตือนว่า น้ำส้มคั้นมีฤทธิ์เป็นกรด กัดกร่อนฟันให้สึกหรอลงได้ ยิ่งกว่ายาฟอกฟันให้ขาวเสียอีก

      โดยคณะนักวิจัยของอาจารย์ยันแฟง เรน ได้พบในการศึกษาว่า น้ำยาไฮโรเจน เปอรอกไซด์ 6 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นตัวยาผสมอยู่ในยาฟอกสีฟันให้ขาว ที่มีวางขายอยู่ตามร้าน จะกลายเป็นของธรรมดา เมื่อเทียบกับฤทธิ์ความเป็นกรดของน้ำส้มคั้น พวกเขาได้ประจักษ์ฤทธิ์เดชของมัน จากการศึกษาโดยอาศัย

      กล้องจุลทรรศน์ส่องกวาดแนวตั้งอันใหม่ ได้พบว่าน้ำยาฟอกสีฟันไม่ทำให้ความแข็งแกร่งหรือพื้นผิวของเคลือบฟันบุบสลายแต่อย่างใด หากเคลือบฟันสึกหรอ จะเป็นเหตุให้ฟันสึกกร่อน และผุเร็วขึ้นได้

      เขากล่าวว่า “ฤทธิ์กรดของน้ำส้มคั้นแรงมาก ทำให้ฟันสึกหรอลงได้อย่างแท้จริง มันอาจทำให้เคลือบฟันเสียความแข็งแกร่งลง ถึงร้อยละ 84”

      และเสริมว่า “เครื่องดื่มน้ำอัดลมเกือบทุกชนิด ไม่ว่าเครื่องดื่มรสหวานที่ใส่น้ำโซดารสต่างๆ และน้ำผลไม้คั้น ล้วนแต่มีธรรมชาติเป็นกรดทั้งสิ้น  การศึกษาทำให้เห็นว่า ตัวอย่าง น้ำส้มคั้น อาจทำให้ฟันสึกกร่อนอย่างสำคัญ เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าน้ำส้มคั้นและเครื่องดื่มรสหวานที่ใส่น้ำโซดารสต่างๆ มีความเป็นกรดสูง จึงเป็นอันตรายกับความแข็งแกร่งของเคลือบฟัน”

      ยิ่งปล่อยให้ฟันกระทบกับเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดอยู่นานเท่าใด  ฟันก็อาจจะสึกหรอมากเท่านั้น แต่ในผู้ที่ค่อยๆ ดื่มโดยใช้เวลากินนาน ไม่ต่ำกว่า 20 นาที ย่อมถูกกัดกร่อน มากยิ่งกว่า ผู้ที่ดื่มรวดเดียวเกลี้ยง

      แท้จริงแล้วอาการท้องผูกไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวล เพราะปัญหานี้สามารถแก้ไขและดูแลได้ง่าย ๆ เพียงหันมาใส่ใจดูแลเรื่องนม อาหาร และพฤติกรรมการขับถ่ายของลูกให้เหมาะสมและเป็นไปอย่างปกติ และไม่ควรให้ลูกน้อยทานอะไรที่คุณแม่คิดว่าจะช่วยแก้อาหารท้องผูกให้ลูกน้อย ก่อนอายุ 6 เดือน เพราะนั้นอาจเป็นการทำร้ายลูกทางอ้อมได้โดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับเด็กคนไหนที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ระบบลำไส้ หรืออาการท้องผูกมากกว่าปกติ คือ มีอาการท้องผูกตลอดหรือแก้ไม่หาย คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและขอคำปรึกษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน เพราะอาการท้องผูกหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายของลูกและทำให้หาทางแก้ไขได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

Post a Comment