สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

แนะ 4 วิธี ทำความสะอาดของใช้ ใกล้ตัว ให้ปลอดเชื้อโควิด-19 สถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ไวรัสโควิด-19 ที่ลุกลามเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที จนคุณแม่อาจเกิดความกังวลว่า ของใช้ใกล้ตัวที่เราต้องจับสัมผัสทุกวัน อย่างโทรศัพท์ ธนบัตร ลูกบิดประตู ตู้เย็น โถส้วม ฯลฯ อาจมีเชื้อไวรัสโควิด-19 ปนเปื้อนอยู่ แล้วจะมีวิธี  ทำความสะอาดของใช้ ใกล้ตัว อย่างไร? ต้องทำบ่อยแค่ไหน? ถึงจะปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19 #ทีมแม่ABK รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่แล้วค่ะ 4 วิธี ทำความสะอาดของใช้ ป้องกันไวรัสโคโรนา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำ วิธีทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ และสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันโรคไวรัสโคโรนา ดังนี้ สิ่งของเครื่องใช้ที่สัมผัสบ่อย อาทิ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ให้เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70 – 90% แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง พื้นผิวที่สัมผัสบ่อย เช่น เตียง โต๊ะ เก้าอี้...

พ่อแม่ระวัง น้ำแข็งอันตรายกับลูกน้อยกว่าที่คิด น้ำแข็งอันตราย น้ำแข็งเป็นวัตถุดิบที่ช่วยเพิ่มความเย็นในเครื่องดื่มทุกชนิด ซึ่งมนุษย์เราดื่มน้ำใส่น้ำแข็งมาแล้วกว่า 1,000 ปี และสามารถนำมาเก็บอาหารให้มีอายุยาวนานกว่าเดิม น้ำแข็งเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ผ่านทางประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้นก็ได้รับความนิยมนำมารับประทานเป็นจำนวนมาก ถ้าผ่านกระบวนการผลิตที่สะอาด คนที่รับประทานก็จะปลอดภัย แต่ถ้าไม่สะอาด ก็จะมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ได้ เช่น เชื้ออีโคไล จุลินทรีย์ที่พบในลำไส้ของคน ซึ่งตรวจพบได้ในอุจจาระ และอาจยังมีเชื้อก่อโรคสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียสปนเปื้อนอีกด้วย เชื้อชนิดนี้บางสายพันธุ์จะผลิตสารพิษ ที่เรียกว่า เอนเทอโรทอกซิน ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เป็นตะคริวในช่องท้อง อ่อนเพลีย และอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ ล่าสุด สถาบันอาหารได้มีการสุ่มตรวจตัวอย่างน้ำแข็งหลอด 5 ตัวอย่าง จากร้านค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื้อก่อโรค 4 ชนิด ได้แก่ อีโคไล, ซาลโมเนลลา, วิบริโอคลอเรลลา และสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส พบว่ามีเชื้ออีโคไลปนเปื้อน 4 ตัวอย่าง...

ฟ้าทะลายโจร ป้องกันโควิดได้หรือไม่? ช่วงนี้ข่าวการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกน้อย กังวลไปเสียหมดว่าลูกของตัวเองจะมีความเสี่ยงติดเชื้อบ้างหรือไม่ จึงสรรหาวิธีการต่างๆ มาป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเจ็บไข้ได้ป่วยไปด้วย เช่น การหาสมุนไพรอย่าง ฟ้าทะลายโจร เพราะเชื่อว่าช่วยป้องกันได้ ฟ้าทะลายโจร ป้องกันโควิดได้หรือไม่? เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับยาสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีการศึกษาโดยการนำฟ้าทะลายโจร มาใช้ในการยับยั้งไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ องค์การเภสัชกรรม เป็นต้น เนื่องจากฟ้าทะลายโจร สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบ และต้านไวรัสได้ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่เกิดจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เพราะพบว่าสามารถฆ่าเชื้อไวรัสซาร์สมาแล้ว แต่รหัสทางพันธุกรรมของโควิด-19 กับซาร์ส แตกต่างกัน จึงยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยการทดลองในอาสาสมัครคนไทยที่มีสุขภาพดี 10 คน ให้กินยาฟ้าทะลายโจรในปริมาณที่ถูกต้อง และเจาะเลือดเพื่อนำเซรั่มไปทดลองฆ่าเชื้อโควิด-19 ว่าจะช่วยรักษาได้จริงหรือไม่ และรอผลการทดสอบต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลการรองรับ หรือยืนยันว่าฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันโควิด-19 ได้จริง จึงอยากให้คุณพ่อ คุณแม่เช็กข้อมูลให้ดีก่อนเชื่อ...

ปรอทวัดไข้มีกี่แบบ ? เลือกแบบไหนวัดไข้ลูกแม่นยำที่สุด! ประเภทของ ปรอทวัดไข้มีกี่แบบ !? 1. ปรอทแก้ว หรือ ปรอทวัดไข้แบบธรรมดา การวัดไข้ทางรักแร้ = อายุที่เหมาะสม เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก วิธีวัด:  ก่อนการวัดไข้ควรมีการตรวจดูภายในช่องปากว่าไม่มีสิ่งใดตกค้างอยู่ เช่น ลูกอม หมากฝรั่งหรือขนม รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการวัดไข้ทันทีหลังการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม แต่ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาที เพราะอาจมีผลต่ออุณหภูมิที่วัดได้ และควรตรวจสภาพของปรอทก่อนการใช้ทุกครั้งว่าแถบสารปรอทอยู่ต่ำกว่าตัวเลข 36 องศาเซลเซียสหรือไม่ ถ้าอยู่สูงกว่าควรสะบัดให้สารปรอทลดลงมาก่อนใช้วัดไข้ จากนั้นเอาปลายกระเปาะของปรอทให้ลูกหนีบไว้อยู่กึ่งกลางรักแร้และไม่เลยออกไปด้านหลัง ควรรออย่างน้อย 4 นาที ให้แถบสารปรอทหยุดนิ่ง แล้วอ่านค่าที่วัดได้ โดยค่าอุณหภูมิปกติทางรักแร้จะต่ำกว่าการวัดทางช่องปากประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส ปรอทแก้ว หรือ ปรอทวัดไข้แบบธรรมดา วัดทางรักแร้ ส่วนการวัดไข้ทางช่องปาก ด้วย ปรอทแก้ว วิธีนี้เหมาะสำหรับ เด็กอายุ 5 ขวบ ขึ้นไป หรือผู้ใหญ่ หากใช้ปรอทวัดไข้แบบแก้ว ควรหลีกเลี่ยงการใช้กับเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ เพราะมีความเสี่ยงที่เด็กอาจกัดโดนปรอทแตก ข้อดี/ข้อเสีย: เด็กบางคนอาจจะยังอมปรอทไม่เป็น อาจจะกัดแตกได้ ห้ามใช้ในกรณีที่เด็กไม่ยอมร่วมมือ และ/หรือ...

8 วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ฉบับพ่อแม่ที่มี “ลูกเล็ก” โดยเฉพาะ! 1. ไม่เอาลูกไปฝากเลี้ยงไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก มีหลายครอบครัวที่นำลูกไปฝากไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก เพราะด้วยข้อจำกัดหลายเรื่องของครอบครัว การฝากลูกไว้ที่สถานรับเลี้ยงจึงเป็นทางออกที่ดี แต่ช่วงนี้ วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ที่ดีที่สุดเพื่อลูกน้อย คือพ่อแม่ควรเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านของตัวเองจะดีกว่า ไม่ควรเอาลูกไปไว้ที่สถานรับเลี้ยงเพราะถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เสี่ยงซึ่งมีผู้คนหมู่มากที่อาจจะนำเชื้อโรคมาติดได้ง่ายในตอนนี้ 2. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีสุด ในคุณแม่บางรายอาจจะมีเหตุจำเป็นสำรับการให้นมลูก แต่อย่าลืมว่าน้ำนมที่บริสุทธิ์คือนมจากอกแม่ เพราะเต็มไปด้วยสารอาหารและภูมิต้านทานโรคที่ดีที่สุด เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโตหากเป็นไปได้ควรที่จะให้ลูกกินนมจากอกแม่จะดีกว่า 3. พาลูกไปรับวัคซีนตามกำหนด ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในตอนนี้สำหรับเด็กทารก หากได้รับวัคซีนที่ป้องกันโรคอย่างต่อเนื่องตามกำหนดเวลาจะเป็นตัวสร้างภูมิต้านทานที่ดีให้กับตัวเด็กอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน 4. หมั่นสำรวจสุขภาพของลูกอยู่เสมอ ถือเป็นด่านแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเป็นประจำทุกวัน นั่นคือการวัดอุณหภูมิร่างกายของลูก หากพบว่าลูกไม่สบาย ควรหยุดเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แม้ว่าจะเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาก็ตาม และถ้าเป็นลูกเล็กวัยทารกหากมีไข้สูง และมีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ถ่ายเหลวท้องเสีย แน่นหน้าอก ควรรีบพาไปหาคุณหมอโดยด่วน Must read >> รีวิว ปรอทวัดไข้ อุณหภูมิเท่าไหร่? แปลว่า ลูกมีไข้ กันแน่! 5. ดูแลควบคุมสุขลักษณะของบ้านให้ดี ควรทำความสะอาดตัวบ้านและบริเวณโดยรอบที่ลูกอาจสัมผัสได้ เช่น พื้น ผนัง ประตู และจุดหรือบริเวณที่มีการใช้ร่วมกัน เช่น กลอนหรือลูกบิดประตู ราวจับ ราวบันได สวิตช์ไฟ เป็นต้น...

8 วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ฉบับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กโดยเฉพาะ! จากข่าวที่ไทยพบ เด็กวัย 6 เดือน ติดเชื้อโควิด-19 .. จึงมี วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า เพื่อป้องกันลูกจากเชื้อไวรัส covid-19 มาฝาก ต้องทำยังไงบ้างไปดูกันเลย! ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของ โควิด – 19 นั้นได้ลุกลามไปทั่วโลก ในหลายประเทศออกมาตรการสำหรับรับมือกันอย่างเข้มงวด เพื่อที่จะควบคุมโรคระบาดนี้ไม่ให้กระจายออกไปในวงกว้างมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และจากที่ได้ยินข่าวว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในไทยที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่มีข่าวของการติดเชื้อในเด็กเลย แต่ล่าสุดอัปเดตสถานการณ์แพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรน่า -19 (COVID-19) ในประเทศไทย ในวันนี้ 20 มี.ค. 63 มียอดผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 50 ราย ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มสนามมวยและสถานบันเทิง รวมถึงกลุ่มที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้า และหนึ่งในจำนวนนี้พบอายุน้อยที่สุด เป็นทารกวัยเพียง 6 เดือน .. รวมผู้ป่วยสะสมทั้งสิ้น 322 ราย   แม่ไทยในจากข่าวนี้เองทำให้หลายครอบครัว โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก และลูกน้อยวัยทารกอยู่ก็ยิ่งมีความกังวลเป็นอย่างมากสำหรับการที่จะป้องกันไม่ให้มีการติดไวรัส โควิด – 19 ดังนั้นทางทีมแม่...

โรคซึมเศร้าในเด็ก กับสัญญาณสำคัญที่ผู้ใหญ่ควรตระหนัก โรคซึมเศร้าในเด็กเป็นสิ่งที่ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้เกิดขึ้นกับลูกของตนเอง เพราะอารมณ์โศกเศร้าหรือความรู้สึกหดหู่อาจนำไปสู่สถานการณ์ร้ายแรงได้ ซึ่งหากผู้ปกครองคิดว่าบุตรหลานอาจเข้าข่ายเป็นโรคนี้ก็ควรรีบช่วยเหลือเด็กแต่เนิน ๆ เพราะหากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาได้ โดยผู้ปกครองควรสังเกตสัญญาณอาการของโรคซึมเศร้า เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหรือหายเป็นปกติได้ โรคซึมเศร้าเป็นอย่างไร ? โรคซึมเศร้า คือ ภาวะทางอารมณ์ที่อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเศร้า หงุดหงิดง่าย สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองด้อยค่า ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะคงอยู่ยาวนานมากกว่าปกติ จึงอาจส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของตนเอง รวมทั้งอาจนำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์และปัญหาสุขภาพได้ โดยโรคนี้อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เช่น อาการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ อย่างโรคมะเร็งในเด็กและโรคลมชัก การสูญเสียอวัยวะ การเผชิญเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีหรือมีปัญหาครอบครัว คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน การถูกกลั่นแกล้ง การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้สารเสพติด เป็นต้น สัญญาณอาการของโรคซึมเศร้าในเด็ก อาการของโรคซึมเศร้าในเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้ปกครองอาจสังเกตบุตรหลานของตนว่าเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ได้จากสัญญาณอาการดังต่อไปนี้ เด็กรู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวังเป็นเวลานาน มีอาการหงุดหงิดหรือไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา เลิกสนใจในสิ่งที่ตนเองเคยชื่นชอบ ทำกิจกรรมที่บ้าน กิจกรรมกับเพื่อน กิจกรรมที่โรงเรียน รวมถึงงานอดิเรกได้ไม่ดีเหมือนเดิม รู้สึกอ่อนล้าหรือเหนื่อยตลอดเวลา มีปัญหาในการนอนหลับ หรือนอนหลับมากกว่าปกติ ขาดสมาธิในการจดจ่อ และมีปัญหาที่โรงเรียน มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัวลดน้อยลง มีความลังเลและขาดความมั่นใจในตัวเอง เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารมากผิดปกติ ...

7 เคล็ดลับฝึกพูด เสริมพัฒนาการเจ้าตัวน้อย การฝึกพูดเป็นวิธีที่จะช่วยให้เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการทางด้านการสื่อสารเหมาะสมตามช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจไม่ทราบมาก่อนว่าทารกเริ่มจดจำและเรียนรู้จากเสียงตั้งแต่อยู่ภายในครรภ์ นอกจากการฝึกพูดจะช่วยเสริมพัฒนาการแล้ว ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติด้านการสื่อสารของเด็กได้ด้วย ในบทความนี้มีเคล็ดลับการฝึกพูดและลำดับพัฒนาการทางด้านการพูดในเด็กทารกและเด็กเล็กมาฝากกัน ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย โดยปกติแล้ว เด็กเล็กมักเริ่มพูดเป็นคำชัดเจนเมื่อมีอายุ 1-2 ขวบ แต่ถ้าเจ้าตัวน้อยไม่ยอมพูดหรือมีการตอบสนองต่อการสื่อสารที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น นี่อาจเป็นสัญญาณของพัฒนาการที่ผิดปกติได้ ซึ่งการศึกษาพัฒนาการทางด้านการสื่อสารของทารกและเคล็ดลับในการฝึกพูดอาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผน เพื่อรับมือหรือส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยได้ดีขึ้น พัฒนาการทางพูดในเด็กทารก ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของทารกในแต่ละช่วงวัยอาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่วางแผนในการฝึกพูดกับลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้ง่ายขึ้นด้วย โดยพัฒนาการทางการพูดของทารก มีดังนี้ ช่วงอายุ 1-4 เดือนแรก ทารกในช่วง 4 เดือนแรก มักสื่อสารด้วยเสียงอ้อแอ้ ใช้ปากทำเสียงต่าง ๆ ที่ไม่มีความหมาย และใช้โทนเสียงในการร้องไห้ที่ต่างกัน เพื่อแสดงความต้องการที่ต่างกัน ช่วงอายุ 5-6 เดือน ในช่วง 5 เดือนจนถึงครึ่งปีแรก เจ้าตัวน้อยจะสามารถตอบสนองต่อการเรียกชื่อด้วยการหันไปหาที่มาของเสียง เริ่มตอบสนองต่อของเล่นที่มีเสียงและเสียงดนตรี รู้จักการใช้น้ำเสียงที่ต่างกัน เพื่อแสดงความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ ช่วงอายุ 9-12 เดือน เด็กจะเริ่มสื่อสารด้วยการออกเสียงคำที่คุ้นเคยพร้อมแสดงท่าทางประกอบ เข้าใจการสื่อสารด้วยประโยคง่าย ๆ อย่างมาหาคุณแม่หน่อย รู้จักสิ่งของทั่วไป มีการเลียนแบบเสียงของคุณพ่อคุณแม่ โดยมักใช้คำที่มีพยางค์เดียว แต่การออกเสียงจะยังไม่ชัดเจนหรือสมบูรณ์ ช่วงอายุ 1-1...

สัญญาณและการรับมือเมื่อลูกน้อยอาหารไม่ย่อย อาหารไม่ย่อยในเด็กทารกเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กวนใจคุณแม่ไม่น้อย เพราะมักจะทำให้ลูกน้อยงอแงจากอาการแน่นท้องและปวดท้อง ซึ่งอาการอาหารไม่ย่อยในทารกนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากนม อาหาร หรืออาการอื่นที่คุณแม่อาจละเลยไป บางครั้งปัญหาอาหารไม่ย่อยในทารกยังอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพได้อีกด้วย อาหารไม่ย่อยเป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กทารก โดยเฉพาะช่วงเดือนแรก ๆ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นอาการที่ไม่อันตราย แต่คุณแม่ไม่ควรละเลยหรือปล่อยไว้โดยไม่รักษา เบื้องต้นคุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณและบรรเทาอาการดังกล่าวได้ด้วยตนเอง สาเหตุอาหารไม่ย่อยในทารก อาหารไม่ย่อยในทารกมักเกิดจากปัญหาหรือโรคในระบบทางเดินอาหาร โดยอาจเกิดจากท้องผูก ท้องอืด กรดไหลย้อน โคลิค ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง แพ้นมวัว เป็นต้น อาการบ่งบอกเมื่อทารกอาหารไม่ย่อย ปัญหาอาหารไม่ย่อยอาจส่งผลให้ลูกน้อยรู้สึกงอแงและไม่สบายตัว คุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติได้จากลักษณะอุจจาระ พฤติกรรม หรือท่าทางของลูกที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมไป เช่น ลักษณะของอุจจาระแข็งกว่าปกติและอาจทำให้ลูกน้อยเจ็บขณะเบ่งถ่าย โดยทารกอาจแสดงความรู้สึกผ่านการร้องไห้และการแสดงสีหน้า มีปัญหาในการนอนหลับ ลูกน้อยอาจหลับยาก ตื่นบ่อย มีปัญหาในรับประทานอาหารหรือทารกไม่ยอมดื่มนม ร้องไห้บ่อยและดังกว่าปกติ นอกจากนี้ โรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้ภายในลำคอของทารกเกิดระคายเคืองได้ ซึ่งอาจสังเกตได้จากอาการไอหรือเสียงแหบที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการข้างต้น อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการอาหารไม่ย่อยอาจไม่แสดงอย่างชัดเจน คุณแม่ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมการรับประทานและอารมณ์ของลูกน้อยอยู่เสมอ วิธีรับมือเมื่อทารกอาหารไม่ย่อย คุณแม่อาจดูแลเบื้องต้นด้วยวิธีต่อไปนี้ 1. หากคุณแม่อยู่ในช่วงที่ให้นมลูกได้ อย่างแรกควรสังเกตอาหารการกินของตนเอง โดยเริ่มจากลองงดอาหารประเภทนม คาเฟอีน แล้วดูการเปลี่ยนแปลงการย่อยอาหารของลูกน้อย หรืออาจต้องระวังอาหารรสจัดหรือของเผ็ดไปจนถึงอาหารที่ทำให้ท้องอืด อย่างหัวหอมหรือกะหล่ำปลี แต่หากลูกน้อยอาการเหมือนเดิมแม้ว่าปรับอาหารแล้ว แสดงว่าอาหารที่คุณแม่รับประทานอาจจะไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งคุณแม่สามารถกลับไปรับประทานแบบเดิมได้ 2. หากคุณแม่ให้นมผงแบบชง อาจลองลดปริมาณนมผงในการชงต่อครั้งให้น้อยลง แต่ป้อนนมให้บ่อยขึ้นแทน และอาจลองเปลี่ยนยี่ห้อหรือสูตรของนมผงที่ใช้อยู่ 3. หลังกินนมทุกครั้ง คุณแม่ควรอุ้มหรือจัดท่าให้ลูกน้อยนั่งแล้วลูบหลังสักพัก...

รับมือกับเด็กร้องไห้อย่างไร ร้องไห้แบบไหนถึงผิดปกติ     เสียงร้องไห้บอกอะไรกับพ่อแม่ ?   เด็กทารกยังไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็นคำพูดว่าต้องการอะไร จึงบอกออกมานัย ๆ ด้วยการร้องไห้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าเกิดสิ่งผิดปกติขึ้นหรือต้องการอะไร เหตุผลที่ทารกร้องไห้อาจมาจาก หิวนม - เรื่องพื้นฐานที่ทารกร้องไห้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเด็กแรกเกิด เนื่องจากมีกระเพาะอาหารที่มีขนาดเล็ก อิ่มไว แม้คุณแม่จะเพิ่งให้นมไปไม่นาน อีก 2 ชั่วโมงถัดมาก็อาจหิวขึ้นมาใหม่ หากมองนาฬิกาแล้วเวลาผ่านไป 3-4 ชั่วโมงจากการให้นมครั้งล่าสุดน่าจะเป็นเวลาที่เด็กเริ่มร้องหิวนม คุณแม่ลองให้นมกับทารกก็อาจช่วยให้หยุดร้องได้ เพลียและเหนื่อย - ทารกอาจเพียงแค่ต้องการนอน เพราะเหนื่อยและเพลียเท่านั้นเอง ลองสังเกตดูว่าเจ้าตัวน้อยร้องไห้ มีท่าทีไม่สนใจของเล่นหรือสิ่งรอบตัว ตาปรือบางครั้ง หรือหาวบ่อย ๆ บ้างหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถึงเวลาต้องให้เด็กได้งีบหลับสักหน่อย ไม่สบายตัว - การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อากาศอาจร้อนหรือหนาวเกินไป ความเปียกชื้นของผ้าอ้อม ทำให้ทารกเกิดความไม่สบายตัวได้ จึงพยายามร้องเพื่อบอกให้คุณแม่ช่วยพาออกไปจากสถานการณ์เหล่านี้ คุณแม่อาจลองเช็คอุณหภูมิห้องว่าเปิดแอร์เย็นเกินไปหรืออากาศร้อนอบอ้าว ไม่ถ่ายเทหรือไม่ รวมไปถึงเสื้อผ้าที่เด็กใส่ทำให้เด็กอึดอัดหรือไม่ ถูกกระตุ้นมากเกินไป - ทารกอาจอยู่ในสภาวะที่มีสิ่งรบกวนหรือกระตุ้นมากเกินไป เช่น อยู่ในห้องที่เสียงดัง คนรุมล้อมจะเล่นด้วย...