สาระเด็ก เพลงเด็ก แฟชั่นเด็ก

10 คำพูดเหล่านี้ อย่าพูดกับลูกอีกเลยนะคะ รู้หรือไม่ บางทีคำพูดของพ่อแม่อย่างเรา ๆ ก็ทำร้ายจิตใจของลูกได้ คำพูดที่ไม่ดีและรุนแรงอาจส่งผลต่อจิตใจของลูกตั้งแต่เด็ก และจะส่งผลเสียไปถึงอนาคต คำพูดไหนบ้างที่ไม่ควรพูดกับลูก หรือ ควรปรับเปลี่ยนวิธีการพูดให้ดีขึ้น มีดังนี้ค่ะ 10 คำพูดเหล่านี้ อย่าพูดกับลูกอีกเลยนะคะ 1.ทำอย่างนี้ ทำเดี๋ยวนี้: โดยธรรมชาติของเด็ก จะไม่ชอบการถูกบังคับ ยิ่งถ้าอยู่ในวัยต่อต้านลูกจะไม่อยากทำหรือไม่ยอมทำตามง่าย ๆ ซึ่งอาจทำให้พ่อแม่มีอาการโมโห และใช้ถ้อยคำที่รุนแรงได้ ดังนั้นควรเปลี่ยนคำสั่งให้เป็นคำถาม หรือ เป็นคำแนะนำจะดีที่สุดค่ะ 2.อย่าร้อง: เด็ก ๆ ต้องการระบายออกทางความรู้สึก เพื่อให้รู้สึกปลอดโปร่ง รู้สึกปลอดภัย ดังนั้นการร้องไห้ก็เป็นการระบายออกอย่างหนึ่งทางอารมณ์ของเด็ก เมื่อลูกหยุดร้องหรือระบายอารมณ์เรียบร้อยแล้วค่อยหันหน้ามาคุยกันด้วยเหตุผลจะดีที่สุดค่ะ 3.ทำไมลูกไม่เป็นเหมือนพี่เค้าบ้างหละ: หยุดเปรียบเทียบลูกกับพี่น้องของตัวเอง หรือ เพื่อนคนอื่น ๆ อย่าตั้งคำถามว่าทำไมลูกไม่เหมือนคนอื่น แต่ควรหาจุดแข็งของลูกให้เจอ และค่อย ๆ ผลักดันลูกไปให้ถูกทางจะดีกว่าค่ะ 4.ห้ามออกไปนอกบ้าน ห้ามเล่น ห้ามทำ..สิ่งนี้ จนกว่าจะทำตัวดีขึ้น: การกักบริเวณลูกหรือสิทธิต่างๆที่ลูกเคยได้ทำ เป็นทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ดีเพราะจะทำให้ลูกรู้จักวินัยมากขึ้น แต่ถ้าทำบ่อย ๆ อาจเป็นการริดรอนสิทธิลูกได้นะคะ 5.พ่อกับแม่สัญญา: อย่าสัญญา หรือ ทำข้อตกลงกับลูก...

15 สิ่งที่เราอยากให้คุณรู้เกี่ยวกับทารกแรกเกิด! คุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่คลอด หรือใกล้จะคลอดแล้ว คุณคงกำลังสงสัยว่าลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง หน้าตาจะเป็นแบบไหน จะแข็งแรงสมบูรณ์ไหม และจะเลี้ยงดูลูกอย่างไร คุณจะเลิกสงสัยก็ต่อเมื่อลูกคลอดออกมาแล้วเท่านั้น ส่วนคุณแม่มือใหม่ที่พึ่งคลอดก็อาจยังดูแลทารกแรกเกิดได้ไม่เต็มที่ เพราะอาจกังวลว่าจะปฏิบัติกับทารกแรกเกิดอย่างไรดี ในช่วงแรก ๆ คุณอาจได้นอนน้อยลง แต่จะยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้เห็นลูกคุณตลอดเวลาค่ะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เกี่ยวกับ ทารกแรกเกิด มีดังนี้ค่ะ 15 สิ่งที่เราอยากให้คุณรู้เกี่ยวกับทารกแรกเกิด มีอะไรบ้าง 1. เนื้อตัว และ ใบหน้าของเด็กทารกส่วนมากจะย่น ดูตลกและน่ารักมากในสายตาของคุณ 2. น้ำลายของลูกอาจจะไหลออกมาบ่อย ๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก 3. ในช่วง 6 สัปดาห์แรก ลูกจะตอบสนองคุณมากกว่าที่คุณคิด เช่น ยิ้ม สบตา หัวเราะ เป็นต้น 4. คุณควรอาบน้ำให้ลูกในอุณหภูมิที่เหมาะสม จนกว่าสายสะดือลูกจะหลุดออกไปค่ะ 5. จุดที่อ่อนนุ่มและต้องระวังที่สุด คือ กระหม่อมตรงศีรษะของลูกค่ะ 6. เวลาส่วนมากของเด็กทารกคือการนอน และ การตื่นขึ้นมาดูดนมเท่านั้นค่ะ 7. เล็บมือเล็บเท้าของลูกจะยาวไวมาก คุณควรเตรียมที่ตัดเล็บลูกไว้ตั้งแต่ช่วงใกล้คลอดค่ะ 8. ทารกแรกเกิด จะนอนหลับไม่เป็นเวลา อยากนอนตอนไหนก็นอน ลูกจะเริ่มนอนเป็นเวลาตอนประมาณอายุ...

5 แนวทางในการเลี้ยงลูกวัยก่อนเข้าเรียน ให้ได้ดี เริ่มต้นดังนี้ เด็กวัยก่อนเข้าเรียน เป็นวัยเรียนรู้และเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างได้ดี เด็กบางคนมีอารมณ์ความรู้สึกแบบรุนแรง อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นคุณต้องเลี้ยงให้ดี ต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ดีที่สุด เลี้ยงลูกให้ได้ดี ไม่ซุกซนจนเกินไป แต่จะทำยังไง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำดังนี้ เลี้ยงลูกวัยก่อนเข้าเรียนให้ได้ดี ไม่ยาก ต้องเริ่มต้นยังไง เรามีวิธีแนะนำ 1. เริ่มต้นเร็ว คุณควรกำหนดความคาดหวัง ว่าจะเลี้ยงลูกไปทิศทางไหน ให้ตรงกับพฤติกรรมที่คุณสามารถทำและควบคุมเด็ก เด็กเล็ก ๆ จะสังเกตจากการเลี้ยงดู และความเคยชิน มากกว่าการพูด แต่ในขณะเดียวกัน ควรเป็นไปตามธรรมชาติและไม่กดดัน เลี้ยงในแบบของคุณแต่ต้องตรงไปในทางที่ลูกต้องการ ลูกจะทำหรือไม่ทำอยู่ที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ 2. การกำหนดค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ ว่ามีลูกต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เด็กวัยนี้ยังใหม่กับโลก เมื่อเขาเห็นสิ่งแปลกใหม่มักจะอยากได้อยากลอง อยากเล่น สิ่งเหล่านี้มักจะทำให้พ่อแม่หลายคนหลงกล เมื่อคุณใช้จ่ายเงินไปกับของพวกนี้ให้ลูกเห็นบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คุณต้องควบคุมตัวเอง และกำหนดขอบเขตการใช้เงินกับลูกตั้งแต่ยังเด็กค่ะ 3. การพูดจี้ หรือ...

ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก ความเชื่อต่าง ๆ ของคนโบราณเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก   เรามาดูกันต่อดีกว่าค่ะ ว่าความเชื่อต่าง ๆ ของคนโบราณเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูเด็กที่เหลือมีอะไรบ้าง 1.บ้วนน้ำลายใส่สะดือ คนโบราณ มีความเชื่อว่า ให้บ้วนน้ำลายใส่สะดือเด็กหลังคลอด 3 วันเป็นต้นไปค่ะ คนโบราณจะให้มารดาบ้วนน้ำลายตอนเช้าใส่สะดือลูก เพราะน้ำลายในตอนเช้าจะมีแบคทีเรียเยอะจะทำให้สะดือเน่าและหลุดไปเองค่ะ ความเชื่อนี้ไม่ควรทำนะคะ เพราะสายสะดือของเด็กนั้น จะหลุดไปเองค่ะ สายสะดือเป็นแผลเปิดถ้ามีแบคทีเรียเข้าไปอาจจะไปติดเชื้อที่กระแสเลือดได้นะคะ แพทย์แผนปัจจุบันในสมัยนี้จะให้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อสีม่วง ๆ มากับคุณแม่ตอนออกจากโรงพยาบาล เพื่อนำมาใช้เช็ดสะดือให้ลูกจนกว่าจะหลุดค่ะ และห้ามปิดสะดือด้วย 2.ทาดอกอัญชัญ ที่ผม ผมจะขึ้นดก ทาคิ้ว คิ้วจะสวย ในดอกอัญชัญจะมีสารที่ชื่อว่า แอนโทไซยานิน สารตัวนี้จะมีอยู่ในผักและผลไม้ ที่มีสีม่วง เช่น อัญชัญ แบล็กเบอรี่ บลูเบอรี่ กระหล่ำปรีม่วง สารตัวนี้จะไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดี คนโบราณจึงนำมาทาที่ผม หรือไม่ก็ที่คิ้วของเด็ก ๆ ค่ะ ทำให้ผมและคิ้วขึ้นดกดำได้ค่ะ ความเชื่อนี้ไม่เป็นอันตรายใด ๆ กับลูกน้อยค่ะ 3.การโกนผมไฟของลูกผมจะขึ้นดกดำ จริง ๆ แล้วผมจะขึ้นเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของพ่อแม่ด้วยนะคะ คนโบราณ จะโกนผมไฟเด็กเมื่อเด็กอายุประมาณ 1...

7สารอาหารที่สำคัญของลูก หาได้จากอาหารเหล่านี้ เมนูอาหารเสริมที่ให้คุณค่าและเหมาะสมกับร่างกายของลูกน้อยตั้งแต่วัย 4-6 เดือนขึ้นไป คุณแม่ต้องเน้นอาหารที่ลูกกินแล้วได้ประโยชน์ต่อร่างกายให้มากที่สุด เพราะเป็นวัยที่เค้ากำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อาหารที่ให้ประโยชน์กับลูกมีดังนี้ค่ะ 7  สารอาหารที่สำคัญของลูก หาได้จากอาหารดังต่อไปนี้ 1.อาหารที่บำรุงสมอง เน้น กรดไขมัน DHA ในโอเมก้า 3 ไอโอดีน และ กรดโฟลิก อาหารที่ควรเน้น คือ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลากระพง ปลาเก๋า ปลาช่อน ปลานวลจันทร์ ปลาสวาย ไข่ เมล็ดทานตะวัน อาหารทะเล หน่อไม้ฝรั่ง บร็อกโคลี ส้มเขียวหวาน มะละกอ แคนตาลูป ไข่แดง ตับ 2.อาหารบำรุงกระดูก ฟัน เล็บ เน้น แคลเซียม วิตามินดี ไบโอติน อาหารที่ควรเน้นคือ นม ชีส โยเกิร์ต ปลาตัวเล็กตัวน้อย...

9 เดือนในท้องแม่ พัฒนาการของลูก เป็นอย่างไรบ้าง หลังการปฏิสนธิแล้ว พัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูกในครรภ์คุณแม่เป็นไปอย่างไรบ้างใน 9 เดือน ที่อยู่ในท้องของคุณแม่ ดูได้ดังนี้ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 1 เริ่มต้นจากไข่ได้ผสมกับอสุจิ และเคลื่อนตัวไปยังโพรงมดลูก ในขณะที่เคลื่อนตัวไปนี้ ตัวอ่อนก็จะค่อย ๆ แบ่งเซลล์ไปเรื่อย ๆ จนไปฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก เมื่อฝังตัวอย่างแน่นหนาแล้วการปฏิสนธิจึงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 2 จะเห็นทารกเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จะเห็นว่าส่วนหัวใหญ่กกว่าส่วนตัวมาก และจะเห็นแขนขาของทารกงอก ออกมาแล้วค่ะ ถ้าอัลตร้าซาวด์ดูจะเห็นหัวใจเต้นชัดเจนค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 3 เริ่มเห็นหน้าตาของทารกชัดเจน แต่ดวงตายังปิดอยู่ กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่ แขนและขายืดยาวออกไปแล้ว ลูกเริ่มดูดนิ้ว กลืนน้ำคล่ำได้แล้ว และลูกดิ้นได้แล้วแต่คุณแม่จะไม่รู้สึกเพราะลูกยังตัวเล็กอยู่มากค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 4 ไตของลูกทำงานได้แล้ว กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายแข็งแรงขึ้นและดิ้นแรงขึ้นแต่คุณแม่ท้องแรกอาจยังไม่รู้สึกถึงการดิ้น ลูกเริ่มมีขนปกคลุมร่างกาย และเริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้จากเดือนนี้ค่ะ เริ่มเห็นอวัยวะเพศของลูกชัดเจนได้ตั้งแต่เดือนนี้ค่ะ พัฒนาการของลูกในครรภ์เดือนที่ 5 ช่วงเดือนนี้คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของลูกแข็งแรงมาก ช่วงนี้ลูกจะเริ่มเติบโตเร็วมาก ๆ...

ภาวะแท้งคุกคาม คืออะไร มีอาการอย่างไร? มีสาเหตุจากอะไร ภาวะแท้งคุกคาม มักเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม การตั้งครรภ์โดยไม่มีตัวอ่อน ความผิดปกติของมดลูก และสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้การเติบโตของทารกไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ หรือการมีเลือดออกทางช่องคลอดโดยที่ปากมดลูกยังไม่เปิด และยิ่งในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน มีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จำนวนมากที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เผชิญกับปัญหาความเครียด ความกดดัน จากการใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหาร และมลพิษทางอากาศ ทำให้ร่างกายของคุณแม่ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้ง่าย โดยเฉพาะ ภาวะแท้งคุกคาม ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์เองต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ   ภาวะแท้งคุกคาม มีอาการอย่างไร? ภาวะแท้งคุกคาม จะมีอาการเลือดออกทางช่องคลอด ปริมาณเลือดที่ออกอาจจะมากหรือน้อยแตกต่างกันกันไป อาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ บางรายในช่วงเริ่มต้นของการตั้งครรภ์อาจมีเลือดออกจากตำแหน่งฝังตัวของตัวอ่อนที่เยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ครึ่ง ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาการของการแท้งได้  นอกจากนี้ยังมีอาการคล้ายภาวะแท้งคุกคามอีกด้วย เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก และการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นต้น สาเหตุการเกิดภาวะแท้งคุกคาม สาเหตุของการเกิดภาวะแท้งคุกคาม มีหลายสาเหตุ เช่น ความพิการของทารกแต่กำเนิด ความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ การตั้งครรภ์โดยไม่มีตัวอ่อน ความผิดปกติของมดลูก หรือ ความผิดปกติของฮอร์โมนที่มีผลต่อการฝังตัว หรือส่วนหนึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดที่ทำให้การเติบโตของทารกไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ หรือการมีเลือดออกทางช่องคลอดโดยที่ปากมดลูกยังไม่เปิด และก่อนอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแท้งคุกคาม อาหาร ความเครียด และการทำงานมีส่วนทำให้เกิดภาวะแท้งคุกคามได้...

เด็กพิการแต่กำเนิด มีอะไรบ้าง? มีสาเหตุจากอะไร? เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมหวังว่าจะได้เห็นลูกน้อยออกมาสมบูรณ์แข็งแรง และเกือบทุกครั้งที่ไปพบหมอคุณแม่หลายท่าน จะต้องถามคุณหมอว่า ลูกแข็งแรงดีไหม มีอะไรผิดปกติหรือไม่? เพราะคุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมหวังไว้ในใจอยู่แล้วว่าต้องการให้ลูกคลอดออกมาครบ 32 ประการ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจไว้ด้วย เพราะในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง เช่น คุณแม่บางคนรู้ว่าลูกในท้องเสียชีวิตแล้วแต่ก็ต้องอุ้มท้องต่อไปจนกว่าจะปวดท้องคลอดตามกำหนด ถ้าไม่ต้องการผ่าคลอดก็มีค่ะ การตั้งครรภ์ของคุณแม่ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่คุณแม่จะต้องคอยเฝ้าสังเกตตัวเองและดูแลตัวเองให้มากกว่าปกติจนกว่าจะครบกำหนดคลอดและคลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัย เรามาทำความเข้าใจกับ ภาวะพิการแต่กำเนิด กันดีกว่าค่ะ ความพิการแต่กำเนิด มีอะไรบ้าง 1. ความพิการที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เช่น อาการปากแหว่งเพดานโหว่ ชนิดที่ไม่มีความพิการของอวัยวะอื่นร่วมด้วย และ อาการหลอดประสาทไม่ปิด (ไม่มีกะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลังไม่ปิด) ชนิดไม่มีความพิการของอวัยวะอื่นร่วมด้วย 2. ความพิการที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ เพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาได้ทันหรือในกรณีร้ายแรงอาจยุติการตั้งครรภ์ ซึ่ง ความพิการในกลุ่มนี้ที่พบบ่อย ๆ ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) 3. ความพิการที่พบเมื่อแรกเกิด เพราะก่อนตั้งครรภ์ป้องกันไม่ได้ และในครอบครัวก็ไม่มีประวัติเป็นอะไร ตอนตั้งครรภ์ก็ตรวจไม่พบ ความพิการแต่กำเนิด เหล่านี้ได้แก่ พิการทางสมองและสติปัญญา (โรคเอ๋อ) พิการทางการได้ยิน (หูหนวก) โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดวิกฤต เป็นต้น   สาเหตุของความพิการแต่กำเนิด มีดังนี้ 1. เด็กพิการแต่กำเนิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ส่วนใหญ่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นตอนที่มีการปฏิสนธิ หรือการแบ่งตัวของอสุจิ ถ้ามีความผิดพลาดทางเรื่องนี้เด็กที่เกิดออกมาจะมีลักษณะในกลุ่มของดาวน์ซินโดรม เด็กพวกนี้จะมีระดับสติปัญญา คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากจะมีความเสี่ยงสูงค่ะ 2. เด็กพิการแต่กำเนิดจากการขาดสารอาหารบางตัว เช่นการไม่ได้รับ กรดโฟลิก หรือคุณแม่อาจได้รับสารเคมี ขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์ถ้าขาดกรดโฟลิก ระบบประสาทของลูกจะเชื่อมต่อกันไม่สมบูรณ์...

  การตรวจหลังคลอด สำคัญกว่าที่คิด อย่าละเลยเด็ดขาดนะคะ หลังคลอดลูกแล้วคุณหมอจะนัดตรวจภายใน เพื่อตรวจสอบว่าหลังจากคลอดลูกไปแล้วร่างกายของคุณแม่กลับสู่สภาพปกติแล้วหรือไม่ มีโรคอะไรแทรกซ้อนหรือเปล่า มดลูกอักเสบไหม สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก! การนัดตรวจหลังคลอด คุณหมอจะนัดหลังจากคลอดแล้วประมาณ 1 เดือน หลังคลอดแล้วคุณแม่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน แนะนำให้คุณแม่เตรียมคำถามสำหรับเอาไว้ถามคุณหมอด้วยค่ะ ถามเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวคุณแม่เอง และคำถามของลูกน้อยด้วยค่ะ มีปัญหาหรือข้อสงสัยอะไรก็ถามคุณหมอไปเลยนะคะ อย่าเก็บไว้คนเดียวค่ะ เมื่อคุณแม่ไปตรวจภายในหลังคลอด คุณหมอจะถามเรื่องการคุมกำเนิดและแนะนำวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ถูกต้องให้คุณแม่ทราบ หรืออาจจะแนะนำเรื่อง การทำหมัน ให้คุณแม่ถ้าคุณแม่ไม่ต้องการมีลูกแล้ว การตรวจหลังคลอด คุณหมอจะสอบถามคำถามทั่ว ๆ ไป เช่น มีไข้หรือเปล่า น้ำคาวปลาหมดแล้วหรือยัง หรือถ้ายังไม่หมดมีกลิ่นและสีผิดปกติไหม ปัสสาวะถ่ายเป็นปกติหรือยัง ท้องผูกไหม ถ้าเป็นคุณแม่ที่คลอดจากการผ่าคลอด คุณหมอจะดูแผลเย็บให้ด้วยว่าแห้งสนิทหรือยัง แผลปิดดีไหม แนะนำการทำความสะอาดแผล นอกจากนั้นยังถามถึงเรื่องการให้นมลูกอีกด้วย คุณหมอจะถามถึงสุขภาพของลูกน้อยด้วย ตัวเหลืองไหม น้ำหนักขึ้นดีไหม สายสะดือหลุดหรือยัง มีกลิ่นเหม็นหรือไม่ ข้อมูลต่าง ๆ ที่คุณหมอถามเพื่อนำมาประเมินว่าคุณแม่มีสุขภาพหลังคลอดเป็นอย่างไร การตรวจหลังคลอด จะไม่ยุ่งยากเหมือนมาตรวจตอนฝากครรภ์ คุณหมอจะตรวจภายในเพื่อดูเรื่องมะเร็งปากมดลูก ตรวจเต้านมว่าน้ำนมเป็นหนองไหม เต้านมอักเสบหรือไม่ ตรวจหน้าท้องว่าหย่อนยานแค่ไหนมดลูกลดลงหรือยัง วัดความดันโลหิตสูงเพราะคุณแม่บางคนมีความดันโลหิตสูงในช่วงตั้งครรภ์คุณหมอจะดูว่าคลอดไปแล้วความดันเป็นปกติหรือไม่ เห็นแล้วใช่ไหมคะ ว่าการนัดตรวจหลังคลอด มีความสำคัญมากกับตัวคุณแม่และลูกน้อยด้วย เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรไปตรวจหลังคลอดให้ตรงเวลาและเตรียมจดคำถามไปถามกับคุณหมอไว้ด้วยนะคะ ...

ผ่าคลอดแบบบล็อคหลัง หรือ ดมยาสลบ ดีนะ? ผ่าคลอดแบบบล็อคหลัง หรือ ดมยาสลบ ดีนะ? คุณแม่ตั้งครรภ์ใกล้คลอด ส่วนใหญ่ก็คงจะเตรียมหาข้อมูลสำหรับการคลอดกันไว้ล่วงหน้า เพื่อหาวิธีคลอดที่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง ซึ่งวิธีการคลอดลูกที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่และลูกน้อยมากที่สุด ก็คือ การคลอดแบบธรรมชาติ แต่หากคุณแม่ไม่สามารถคลอดแบบธรรมชาติได้เอง จำเป็นที่จะต้องใช้การผ่าคลอดทางหน้าท้องเข้ามาช่วย การผ่าคลอดทางหน้าท้อง ในปัจจุบันนับว่ามีความปลอดภัยมาก และช่วยให้เด็กที่คลอดออกมาไม่บอบช้ำ แต่ทำให้คุณแม่ต้องมีบาดแผลในช่องท้องและหน้าท้อง ความยาวประมาณ 10 ซม. ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตหลังคลอดอยู่มาก การผ่าคลอดทางหน้าท้องนั้นแพทย์จะทำได้ต่อเมื่อคุณแม่สลบ หรือไม่มีความรู้สึกบริเวณที่จะทำการผ่าตัดแล้ว โดยจะใช้การวางยาสลบ หรือบล็อคหลัง  ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่า จะต้องใช้วิธีการใด ๆ กับคุณแม่ในการผ่าคลอดค่ะ การผ่าคลอดโดยการใช้ยาสลบ ผ่าคลอดโดยการวางยาสลบ วิสัญญีแพทย์จะทำให้คุณแม่สลบโดยการฉีดยานำสลบเข้าไปในหลอดเลือดดำ จากนั้นจะให้ ยาหย่อนกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเป็นอัมพาต แล้วจะสอดท่อช่วยหายใจ ผ่านปาก เข้าไปผ่านกล่องเสียง และเข้าไปอยู่ในหลอดลม เพื่อที่จะช่วยหายใจในระหว่างผ่าตัด เพราะระหว่างผ่าตัดนั้น กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะเป็นอัมพาตจากยาหย่อนกล้ามเนื้อ ทำให้หายใจเองไม่ได้ ผ่าคลอดโดยการดมยาสลบ จะอาศัยยาหลายตัว เช่น ยานำสลบ ยาหย่อนกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด ยาดมสลบในรูปของไอระเหย เมื่อสิ้นสุดการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะให้ยาแก้ฤทธิ์ยาหย่อนกล้ามเนื้อ และรอคอยให้ยาดมสลบหมดฤทธิ์ คุณแม่จะค่อย...